สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ความเชื่อกับความสงสัย : การมีประสบการณ์กับพระเจ้า ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข(อากาเป) และ การสละตัวตน(อัตตา)

ความเชื่อกับความสงสัย : การมีประสบการณ์กับพระเจ้า ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข(อากาเป) และ การสละตัวตน(อัตตา)

บทความนี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้ การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


ความเชื่อกับความสงสัย : การมีประสบการณ์กับพระเจ้า
ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข(อากาเป) และ การสละตัวตน(อัตตา)

แบ่งปันโดยคุณพ่อประเสริฐ  โลหะวิริยศิริ
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2557

 

คำถามแรกที่พ่ออยากจะถามพวกเราคือ ในความเชื่อของเรา จะมีความสงสัยได้หรือไม่? คำตอบคือได้    แม้ว่าพระเยซูเจ้าจะบอกกับนักบุญโทมัส อัครสาวกผู้ได้เห็นอัศจรรย์ต่างๆ ทั้งการสิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพของพระองค์ว่า “เป็นบุญของผู้ที่เชื่อแม้จะไม่ได้เห็น” นั่นเพราะนักบุญโทมัสเชื่อเพราะได้รับรู้และมีประการณ์ร่วมกับพระองค์มาก่อน   การที่เราสงสัยเพราะเรายังไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ผิด ความเชื่อเป็นกระบวนการ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็จะเชื่อได้เลย หากมีคนแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็เดินเข้ามาเรียกเราให้ตามเขาไป เราก็คงจะกลัวและไม่กล้าที่จะตามคนแปลกหน้าไปเป็นแน่  ประสบการณ์ที่ดีที่เรามีกับใครคนหนึ่งนั้น ทำให้เกิดความประทับใจ ไว้ใจ และศรัทธาในตัวของเขา จากนั้นจึงกลายมาเป็นความเชื่อ ศิษย์สี่คนแรกของพระเยซูเจ้าคือ เปโตร อันดรูว์ ยากอบ ยอห์น ทั้งสี่คนนี้ไม่ได้ติดตามพระเยซูเจ้าแบบทันทีทันใด พวกเขาต่างก็เป็นศิษย์ได้รับพิธีล้างจากนักบุญยอห์น แบปติสต์ มาก่อน ร่วมทั้งพระเยซูเจ้าเองด้วย  เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง รับพระจิตเจ้า หลังรับพิธีล้าง พระจิตนำพระองค์ไปในถิ่นทุรกันดาร40วัน40คืน หลังจากนั้นพระองค์จึงออกเทศน์สอน ในขณะนั้น ยังไม่มีศิษย์ติดตามพระองค์ จนกระทั่งในวันหนึ่งที่พระองค์เทศน์อยู่ที่ริมทะเลสาปกาลิลี มีผู้คนมาฟังพระองค์มากจนไม่มีที่ยืน พระองค์จึงขอให้เรือของชาวประมงลำหนึ่งใช้เป็นธรรมาสน์เทศน์สอน เมื่อเทศน์เสร็จก็ให้เปโตรถอยเรือออกไปสู่ที่น้ำลึก แล้วก็จับปลาได้มากมาย เปโตร อันดรูว์ ยากอบ ยอห์น ต่างก็เป็นชาวประมงจับปลา มีความเชี่ยวชาญในการจับปลามากกว่าพระเยซูเจ้าที่เป็นช่างไม้ แต่เมื่อเปโตรเชื่อพระองค์ก็จับปลาได้มากมาย ทันทีที่ถึงฝั่งเปโตรจึงคุกเข่าลงกราบทูลต่อพระองค์ว่า โปรดถอยออกจากข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป ในเวลานั้นเองพระเยซูเจ้าจึงบอกแก่เปโตรว่า “ต่อไปนี้เจ้าจะไม่จับปลาอีกต่อไป แต่เราจะให้เป็นชาวประมงจับมนุษย์” เห็นไหมว่าเปโตรมีกระบวนการการเชื่อและติดตามพระเยซูเจ้าอย่างไร  การได้มีประสบการณ์ส่วนตัวของเราแต่ละคนกับพระเจ้า เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราศรัทธา มีความเชื่อในพระองค์ ดังนั้น หากเราจะมีความสงสัยบ้าง ไม่ได้เป็นบาป     ในยุคของเรานี้ถือว่าโชคดี ที่เรามีโอกาสอ่านพระวาจาของพระเจ้าได้ นั่นคือพระคัมภีร์ใบเบิ้ล ซึ่งในสมัยก่อนเขาไม่ให้เราอ่าน ในอดีตก่อนสังคายนาวาติกันครั้งที่2 การเป็นคาทอลิคที่ดีต้องทำเพียง 3 อย่าง 1.สวดภาวนา 2.ช่วยพระศาสนจักรตามความสามารถ
3.นบนอบ ซึ่งไม่ใช่ความเชื่อแต่เป็นการที่สั่งอะไรมาก็ต้องทำ   แต่เดี๋ยวนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว การศึกษาของสัตบุรุษก็ดีขึ้น จนกระทั่งนักวิชาการบางคนบอกว่า มหาวิทยาลัยนั้นจะไม่สำคัญและไม่จำเป็นอีกแล้ว ต่อไปเราจะสามารถหาความรู้ได้จาก Google หรือ You tube ได้เลย ไม่ต้องไปนั่งเรียนในชั้นเรียนกันอีกต่อไป การที่จะให้หลับหูหลับตาเชื่ออย่างสมัยก่อนนั้นจึงไม่ใช่แล้ว เราคาทอลิกมีอะไรดีๆ เยอะ แต่คาทอลิกเองก็เป็นพระศาสนจักรที่มีชีวิต มีความผิด บกพร่องได้ พระสันตะปาปาฟรังซิส ตรัสว่า ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์ เราก็ยังเป็นคนบาป และถ้าเราไม่มีความบาปพระเยซูเจ้าก็จะไม่มีความหมายสำหรับชีวิตของเรา พระเยซูเจ้าบอกชัดว่าพระองค์มาเพื่อคนบาป ดังนั้นจงอย่าแปลกใจอะไรที่เราจะมีความผิดบกพร่อง เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกที่ดีพร้อมบริบูรณ์





แบ่งปันพระวาจา  พระวารสารนักบุญมัทธิว บทที่ 22:34-40

บทบัญญัติเอก
34เมื่อชาวฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูเจ้าทรงทำให้ชาวสะดูสีนิ่งอึ้งไป จึงมาชุมนุมพร้อมกัน 35มีคนหนึ่งเป็นบัณฑิตทางกฎหมาย ได้ทูลถามเพื่อจะจับผิดพระองค์ว่า 36  “พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ” 37พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน 38นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก 39บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง 40ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้”

พระวาจาตอนนี้บอกให้เรารักพระเจ้าสิ้นสุดจิตใจ และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง เปรียบเหมือนเหรียญที่มีทั้ง3ด้าน คือด้าน หัว ก้อย และด้านข้างที่เชื่อมต่อระหว่างเหรียญทั้ง2ด้านเข้าไว้ด้วยกัน ความรักที่พระสั่งให้เรารักนี้ก็เช่นเดียวกัน มี3มิติไม่ใช่มีแค่มิติเดียวหรือ2มิติเท่านั้น  คำว่า “รักพระเจ้าสิ้นสุดจิตใจ และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” มีปัญหาเพราะเราไม่ได้ศึกษาในความหมายของคำว่า “รัก” ที่พระเยซูเจ้าทรงสอน เมื่อพระองค์สอนเราให้รัก พระองค์ใช้คำว่ารักในภาษาของพระองค์ว่า “อากาเป” พระองค์ไม่ใช้คำว่า”อีรอส” หรือคำอื่น เราตีความคำว่ารักตามประสามนุษย์ว่า เมื่อรักกันก็คิดว่าคืออีรอส หรือ อีโรติก ซึ่งเป็นความรักแบบหนุ่มสาว แบบเป็นเจ้าของ หึงหวง เหล่านี้ไม่ได้เป็นความรักที่พระเยซูเจ้าหมายถึง คำจำกัดความของอากาเป โดยสรุปคือ การอุทิศตนทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้อื่นและตนเอง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน นี่แหละคือความรักของพระที่มีต่อมนุษย์ พระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากความรัก ดูแลเอาใจใส่ และยังทรงให้สิ่งหนึ่งมาด้วยตั้งแต่เมื่อสร้างและยังทรงให้ความเคารพต่อสิ่งนั้นมาจนถึงบัดนี้ สิ่งนั้นคือ “อิสระ เสรีภาพ อำเภอใจ” ซึ่งมันก็มาพร้อมกับอีกสิ่งหนึ่งเสมอด้วยเช่นกันคือ “ความรับผิดชอบ” สองสิ่งนี้ต้องไปด้วยกันเสมอ แต่มนุษย์มักชอบที่จะมีอิสระ ชอบที่จะรับความดี แต่ไม่ชอบรับที่จะรับความผิด นี่เป็นสันดานของมนุษย์มาตั้งแต่อาดัม-เอวา เมื่อกินผลไม้ต้องห้าม โดยความสมัครใจของตนไม่มีใครไปบังคับให้กิน แต่เมื่อมีความผิดเกิดขึ้นก็โยนออกไปจากตน โทษว่าเพราะภรรยา และงู ล่อลวงตน   แต่โชคดีที่พระเป็นเจ้าของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อพระองค์สร้างมนุษย์มาแล้ว พระองค์ก็ดูแล เอาใจใส่ ไม่ว่ามนุษย์จะทำผิดอะไร พระองค์ก็สัญญาว่าจะส่งบุตรของพระองค์ลงมาช่วยเหลือ แต่มนุษย์ก็ใจร้อนอยากให้พระองค์ลงมาไวๆ ยิ่งในสมัยนี้เมื่อเข้าสู่ยุคไอที ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็วฉับไว เทคโนโลยีนั้นมีประโยชน์หากเรารู้จักใช้ แต่หากเราไม่รู้จักใช้มันอย่างถูกต้อง มันก็จะเป็นผลเสียกับชีวิตฝ่ายจิตโดยที่เราไม่รู้ตัว เวลาเราเจอเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆ ทำงานช้าหน่อยเราก็หงุดหงิด อารมณ์เสีย นี่เป็นสิ่งที่ทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว เพราะชีวิตฝ่ายจิตเป็นไปตามธรรมชาติ ค่อยๆ เติบโต ทีละเล็กทีละน้อย เราปลูกต้นไม้วันนี้แล้วพรุ่งนี้ให้มันออกดอกจะได้หรือ  เช่นเดียวกับการให้อภัยเป็นกระบวนการที่ไม่ใช่บอกว่าให้อภัยแล้วก็ทำได้เลย ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึก แต่ถ้าเราไม่คิดที่จะแก้แค้นเขา สวดภาวนาให้เขาได้ เมื่อเขาเดือดร้อนมาเราช่วยเขาได้ทั้งที่ในใจลึกๆ ไม่อยากช่วย นี่แหละคือความรัก เป็นความรักแบบอากาเปที่พระองค์สอนให้แก่เรา ไม่ใช่เป็นแค่ความรู้สึกว่าชอบ-ไม่ชอบ แต่มันลึกลงไปกว่านั้น เมื่อเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ความรู้สึกที่ไม่ดีก็จะค่อยๆ หายไปเอง

และเมื่อถึงเวลา พระเป็นเจ้าก็ได้ส่งพระบุตรลงมาบังเกิดเพื่อไถ่บาปให้แก่เราจริงๆ มีคำถามว่า ในเมื่อพระเยซูเจ้าลงมาไถ่บาปให้แก่เราเมื่อสองพันปีก่อนแล้ว ทำไมบาปจึงยังคงมีอยู่อีก และนับวัน ก็ยิ่งมากขึ้นตามจำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย ต้องย้อนถามว่าเสรีภาพที่พระองค์ให้แก่มนุษย์นั้นยังคงมีอยู่หรือไม่ คำตอบคือยังคงมีอยู่ พระองค์ยังคงเคารพในสิทธิเสรีภาพของมนุษย์อยู่เช่นเดิม การที่พระเยซูเจ้าลงมาไถ่บาปให้แก่มนุษย์นั้น คือการที่พระองค์มาวางรูปแบบ ตัวอย่าง แก่เราในการดำเนินชีวิต การสละอัตตา (ตัวกูของกู) ของเราออกไป พระเยซูเจ้าตรัสว่าอาหารของพระองค์คือการทำตามพระประสงค์ของพระบิดา พระเยซูเจ้าต้องต่อสู้กับการทำตามใจตนเอง ในสวนเกศมนี พระองค์อธิษฐานภาวนาขอให้ถ้วยกาลิกส์นี้ คือความยากลำบาก การต้องถูกทรมาณผ่านพ้นไป แต่อย่างไรก็ตามพระองค์ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา บาปคือสิ่งที่พระเยซูเจ้าผู้เป็นพระเจ้ารู้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยรู้จักมาก่อน จนกระทั่งมาเกิดเป็นมนุษย์ นอกจากบาปแล้วอีกสิ่งที่พระเยซูเจ้าเพิ่งได้สัมผัสตอนที่มาเป็นมนุษย์คือความรู้สึกของการถูกตัดออกจากความสัมพันธ์สนิทกับพระบิดา เป็นความรู้สึกที่เหมือนตอนเราทำผิด ก็เกิดความไม่สบายใจ อยากไปหาพระก็ไม่กล้า ความรู้สึกนี้พระเยซูเจ้าเข้าใจเราดี ในตอนที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน บรรดาศิษย์ได้ทอดทิ้งพระองค์ไปหมด พระองค์รู้สึกว้าเหว่มากเพียงใด จึงต้องร้องออกมาว่า “พระเจ้าข้า เหตุไฉนจึงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า” เราคนบาปทั้งหลายจึงไม่ต้องกังวลเลย ว่าพระเยซูเจ้าจะไม่เข้าใจความรู้สึกของเรา ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกว่าไม่มีพระเป็นเจ้าอยู่ใกล้ๆ มีแต่ความเหงา ว้าเหว่ ให้เราเข้าไปหาพระเยซูเจ้าได้อย่างมั่นใจได้เลยว่าพระองค์จะเข้าใจความรู้สึกของเราได้ดี และพระองค์พร้อมจะให้อภัยความผิดของเราได้เสมอ มีนักบวชชาวเกาหลีท่านหนึ่งถูกจับขณะที่ไปแพร่ธรรมที่ประเทศจีน ในขณะที่ถูกจับขังเดี่ยวเป็นเวลาถึง 10 ปีได้รับประทานแค่น้ำเปล่ากับข้าว วันหนึ่งเมื่อถูกหัวหน้าผู้คุมขังถามว่า คนที่ชื่อเยซูนี้มีอะไรดีท่านจึงยอมตายเพื่อประกาศชื่อเขา ท่านตอบว่าไม่ใช่เพราะความดีแต่เป็นข้อบกพร่องของพระเยซูเจ้าต่างหาก พระองค์มีข้อบกพร่องอยู่ 4 ข้อคือ 1.เป็นโรคความจำเสื่อม ให้อภัยบาปความผิดของเราเสมอ พระองค์ไม่สนใจความผิดบกพร่องในอดีตของเรา ขอแค่อย่างเดียวคือให้เรากลับใจมาหาพระองค์เสมอ เหมือนนักโทษที่ถูกตรึงกางเขนอยู่ด้านข้างของพระองค์ เมื่อเขากลับใจพระองค์ก็ให้เขาได้เข้าพระอาณาจักรสวรรค์ร่วมกับพระองค์ด้วย 2.พระองค์คิดเลขไม่เป็น แกะ99ตัว กับแกะ1ตัว พระองค์ก็ให้คุณค่าเท่ากัน แม้แต่คนบาปคนเดียวพระองค์ก็ยังออกตามหา 3.พระองค์ไม่รู้เศรษฐศาสตร์  คนงานไม่ว่าจะมาทำงานเวลาไหน แต่ความเมตตาของพระ ก็ให้เขาเข้าอาณาจักรสวรรค์ได้เท่ากันหมด 4.พระองค์ชอบเสี่ยง เสี่ยงที่ให้เราเป็นลูกของพระองค์ ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าเราจะซื่อสัตย์กับพระองค์มากแค่ไหน

คำว่าบาปมาจากคำว่าสิ่งที่พลาดจากเป้าหมาย เมื่อตอนที่พระเจ้าสร้างเรามานั้น เป้าหมายคือการให้เราได้ไปอยู่กับพระองค์ เรามาอยู่โลกนี้เพียงชั่วคราว เป้าหมายชีวิตของเราคือการกลับไปอยู่กับพระองค์ แต่ในระหว่างการเดินทางในโลกนี้มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ทำให้เราไขว้เขว้จากเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงนั้น ปัจจุบันนี้เรากำลังอยู่ในยุคของ วัตถุนิยม ปัจเจกนิยม บริโภคนิยม สิ่งต่างๆ เหล่านี้แหละที่ดึงเราให้หันเหออกไปจากพระเจ้า เรามีสิทธิ์เลือกว่าจะเอาหรือไม่ก็ได้ พระองค์ให้อิสระแก่เรา ถ้าเราเลือกเอาตามแบบพระองค์ก็จะเกิดผลดีคืออาณาจักรสวรรค์ แต่ถ้าไม่เอาพระองค์ก็เคารพ ไม่ว่าอะไร ชนชาติที่พระองค์เลือกสรรคือชนชาติอิสราเอล อิสราเอลเป็นชนชาติเล็กๆ ที่ถูกเขากดขี่ ใครก็ตามที่ต่ำต้อยพระเป็นเจ้าจะยกเขาขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้สูงกว่าผู้อื่น แต่เพื่อให้เท่าเทียมกัน เพราะในบ้านของพระเป็นเจ้าหรือในสวรรค์นั้นทุกคนเป็นพี่น้องกัน นักบุญเปาโลบอกว่า ในพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ไม่มีชาย หญิง ยิว กรีก ทาส ไท เพราะต่างเป็นพี่น้องกัน  การเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้านั้น มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือ การสละน้ำใจตนเองแล้วแบกกางเขนติดตามพระองค์ไป กางเขนที่หนักที่สุดที่เราทุกคนต้องแบกคือ การตายจากตัวกูของกู การตายจากอัตตาหรืออีโก้ของตนนั่นเอง  เราทุกคนล้วนใส่หน้ากากกันทั้งนั้น ให้เราถามตัวเองจนถึงก้นบึ้งของหัวใจว่าอยากทำบาป อยากเป็นคนชั่วไหม ลึกๆ ในใจเราล้วนอยากทำความดี อยากเป็นคนดี เพราะเราทุกคนเป็นพระฉายาของพระเจ้า เราถูกสร้างมาตามพระฉายาของพระองค์ แต่ตัวอีโก้ น้ำใจ กิเลสของตัวเราเองนี่แหละ ที่ทำร้ายเรา
นักบุญจอห์นปอลที่สอง สันตะปาปาได้บอกไว้ว่า ให้เรากลับไปเริ่มต้นใหม่จากพระวารสาร คำสอนคาทอลิกเราถูกเคลือบไว้ เรามีพระวาจาแต่ถูกเคลือบไว้ด้วยความคิดของมนุษย์ด้วยความหวังดี ในสมัยศตวรรษที่สอง มีนักปรัชญาที่กลับใจมาเป็นคริสต์เยอะ เขาก็พยายามที่จะให้เพื่อนนักปราชญ์ด้วยกันกลับใจจึงพยายามหาเหตุผล ทำให้อีกฝ่ายเชื่อว่ามีพระเป็นเจ้าโดยใช้เหตุผลตามประสามนุษย์ ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อเราเป็นเด็กถูกสอนมาโดยการให้ภาพของสวรรค์ว่าเป็นที่ๆ อยู่สูงบนท้องฟ้า แต่ความจริงพระเยซูเจ้าบอกว่าอาณาจักรสวรรค์เริ่มขึ้นแล้วในตัวของเรา อยู่ท่ามกลางเรา ที่นี่ เดี๋ยวนี้นี่แหละ ไม่ต้องไปรอคอยแต่สวรรค์ที่อยู่เบื้องบนเท่านั้น อาณาจักรสวรรค์เริ่มขึ้นแล้วในโลกนี้ และพวกเราทุกคนก็เป็นผู้ลงมือสร้างอาณาจักรสวรรค์ เมื่อเราเริ่มมีความรัก ความเมตตา เอื้ออาทรช่วยเหลือกัน ให้อภัยกัน เมื่อนั้นเราได้สร้างพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้าแล้ว พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้าจึงเป็นเรื่องของประสบการณ์ไม่ใช่เรื่องของขอบเขต อาณาบริเวณ อาณาจักรสวรรค์อยู่ในชีวิตประจำวันของเราในทุกๆ วัน  ส่วนเจ้าตัวที่จะทำให้เราลงนรก ทำลายพระอาณาจักรของพระเจ้าคืออีโก้ หรืออัตตาของเรานี่แหละ คำว่าอัตตา ตัวกูของกู คืออะไรบ้าง  คุณพ่อลอเรนส์ ฟรีแมนผู้เป็นศิษย์ของ คุณพ่อจอห์น เมน ได้อธิบายไว้ว่า ลักษณะแรกของอัตตาคือ ต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องเหนือกว่าคนอื่น ลักษณะที่2 คืองก เอามากกว่าให้ไม่รู้จักแบ่งปัน ลักษณะที่3 ชอบสะสมสิ่งไม่มีประโยชน์ต่างๆ ไว้มากมาย ลักษณะที่4 ทำนาบนหลังคน ชอบเอาเปรียบผู้อื่น ลักษณะสุดท้ายคือ การยึดติดทุกรูปแบบแม้กระทั่งอุดมการณ์โดยไม่รู้จักปล่อยวาง ตรงนี้แหละที่ทำให้เราเครียด คาดหวังสูง หากพระเยซูเจ้าไม่ปล่อยวาง พระองค์คงจะเครียดมากที่ชาวยิวไม่ยอมกลับใจ   การที่พระเป็นเจ้าสอนให้เราต้องรักกัน พระองค์ไม่ได้เอาแต่สั่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ให้เครื่องมือมาให้กับเราด้วย นั่นคือ “ความแตกต่าง” ที่เรามีในแต่ละคน เพื่อที่จะไว้คอยช่วยเหลือกัน แต่แทนที่เราจะใช้พระพรที่พระให้มาต่างกัน เพื่อช่วยเหลือเอื้ออาทรกัน กลับเป็นว่าให้อัตตามาทำให้ใช้ความสามารถที่มีเพื่ออวดกัน ข่มกัน ดูถูก อิจฉากัน วิธีที่จะช่วยให้เราละอัตตาได้ง่ายขึ้นก็คือการฝึกสมาธิ ในขณะที่เราฝึกสมาธิเราอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับพระเท่านั้น คำว่าสมาธิหรือสติไม่ได้แปลว่าเราต้องอยู่เงียบๆ เท่านั้น แต่คือการที่เรารู้ตัวอยู่ตลอดเวลา นี่แหละคือสมาธิแล้ว คุณพ่อจอห์น เมน ชาวอังกฤษได้มาทำงานเป็นอาสาสมัครที่มาเลเซีย ในตอนนั้นท่านยังไม่ได้บวชเป็นบาทหลวง ท่านได้ไปเรียนและฝึกสมาธิกับพระฮินดู จนกระทั่งมีความชำนาญก็เดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ เข้าบ้านเณรเพื่อเป็นนักพรตคณะนักบวชเบเนดิก สมัยนั้นเป็นช่วงก่อนการสังคายนาวาติกันที่2 ห้ามไม่ให้มีการนั่งสมาธิที่ไม่ใช่แบบคาทอลิก เมื่อท่านได้บวชแล้วก็ศึกษาประวัติของพระศาสนจักรจนทราบว่าแท้จริงแล้ว การนั่งสมาธินั้นในศาสนาคริสต์มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม มีนักพรต ปิตาจารย์ที่อยู่ในทะเลทราย โดยเฉพาะในศตวรรษที่4 ได้มีการเริ่มใช้คำว่ามันตรา ซึ่งเป็นการใช้คำสั้นๆ เข้ามาช่วยฝึกสมาธิ เช่นทางพุทธใช้คำว่า พุท-โธ เราก็อาจใช้ เย-ซู หรือคำว่า มารา-นาธา ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลคำนี้แปลว่าเชิญเสด็จมาพระเจ้าข้า การทำสมาธิมีในทุกศาสนา สมาธิคือการมีสติ รู้ตัวอย่างต่อเนื่อง พระเยซูเจ้าสอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน ให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังดำเนินชีวิตอย่างไร นี่แหละคือสติหรือสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิจึงไม่ใช่ของศาสนาพุทธหรือของศาสนาใด

หมายเหตุ:- หากสนใจ สามารถเข้าร่วมการนั่งสมาธิเป็นกลุ่มได้ที่วัดพระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดี
มีประจำทุกวันเสาร์ เวลา 9.30-11.30 น. ติดต่อสอบถามได้ที่
คุณพ่อประเสริฐ  โลหะวิริยศิริ
pslohsiri@gmail.com มือถือ 081-781-4504

 

 

view