สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2016 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2016 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

🍐 พระเจ้าทรงเลือกสรร
คนที่โลกถือว่าอ่อนแอ
เพื่อทำให้ผู้แข็งแรงต้องอับอาย

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2016
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=5sFuPFSFNYk

🍎 เราขอบพระคุณ
http://youtu.be/-0Nzu7URMj0

🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2016
สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
1คร 4:1-5
ลก 5:33-39

เมื่อเผชิญหน้ากับศิษย์ของพระเยซูเจ้า ที่ปฎิบัติไม่เหมือนตน
บางคนที่ยึดติด กับความคิด วิถีชีวิตแบบเก่า ๆ
ไม่เปิดกว้าง ยอมรับสิ่งใหม่ ความคิดใหม่
ถึงกับตัดสิน ด้วยการเข้าไปต่อว่าพระเยซูเจ้า

จดหมายนักบุญเปาโล ทำให้เข้าใจชัด..
ในพันธกิจ หน้าที่ของการประกาศข่าวดี
ไม่ว่าใครจะตัดสินท่านอย่างไร
ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ เพราะ
ผู้ตัดสินมีเพียงพระเจ้าเท่านั้น
และแม้นว่า กำลังเผชิญหน้ากับคนที่ทำบาป
เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใคร

หมายเหตุ..
นักบุญเทเรซา ได้บอกว่า
หากเอาแต่ตัดสินคนอื่น
คุณก็จะไม่มีเวลารักเขา

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

เมื่อวานนี้ มีความผิดพลาดนิดหน่อย
วันนี้ขอแนบบทไตร่ตรองของวันก่อนมาด้วยแล้วกันนะครับ

(นี่คือบทเรียนของความไม่เชี่ยวชาญจริงๆ อ่ะ... ฮิฮิ)

วันศุกร์ สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

“ท่านจะให้ผู้รับเชิญมาในงานแต่งงานจำศีลอดอาหารได้หรือ ขณะที่เจ้าบ่าวยังอยู่ด้วย” (ลก 5:33-39)

แต่จะมีวันหนึ่งที่เจ้าบ่าวถูกแยกจากไป
วันนั้นผู้รับเชิญจะจำศีลอดอาหาร

ชีวิตคริสตชน คือชีวิตที่มีพระเจ้าอยู่ในใจ
เป็นชีวิตที่ต้องเปี่ยมล้นด้วยความสุขความยินดี ในความรักและพระเมตตาของพระเจ้า
และความสุข ความยินดีในพระเมตตานั้น ต้องถูกแบ่งปันไปสู่ทุกคนด้วย

ธรรมเนียมต่างๆ ของคริสตชน จึงต้องเปี่ยมล้นดัวยเอกลักษณ์ของความรักและความเมตตา
กิจศรัทธาใดที่เป็นเพียงกฎ จึงไร้ค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า
แต่กิจศรัทธา ที่มาจากหัวใจที่สัตย์ซื่อ ในความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องต่างหาก
ที่เป็นที่โปรดปราน และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

------------

การอธิษฐานภาวนา การจำศีลอดอาหาร การทำบุญให้ทาน ธรรมเนียมที่สำคัญของชาวยิว ที่ตกทอดมาถึงเรา ในความหมายที่เราเรียกว่า “จิตตารมย์มหาพรต” สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวยิวให้ความสำคัญมากๆ แต่ทว่า พระเยซูเจ้ากลับให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ที่มาจากหัวใจที่รักและเมตตา เพราะความสำคัญของกิจศรัทธา ไม่ได้อยู่ที่การจำศีลอดอาหาร แต่อยู่ที่ความยินดีที่เจ้าบ่าวยังอยู่กับเขาต่างหาก

ชีวิตของผู้ที่มีพระเจ้าประทับอยู่ คือชีวิตของความชื่นชมยินดี ชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยความรักและความเมตตา การจำศีลอดอาหารที่มาจากความกลัวจากความหมายของกฎเกณฑ์ที่ต้องบังคับให้ปฏิบัติ จึงไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลยสำหรับชีวิตคริสตชน การปฏิบัติกฎเกณฑ์จนกลายเป็น “กด” ไป ทำไปเพราะกลัวบาป นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลยสำหรับพระเจ้า

พระเยซูเจ้าเป็นคำสอนของพันธสัญญาใหม่ ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์จึงต้องเป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งใหม่ๆ ในความหมายที่งดงามยิ่งขึ้นด้วย... พี่น้องที่รักครับ พระเยซูเจ้าทรงสอนเราเรื่องการจำศีลอดอหารไว้มากมายในตอนต้นของพระวรสาร แต่วันนี้ พระองค์ทรงเน้นว่า ความชื่นชมยินดี ที่มีพระองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรานั้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การอดอาหาร แต่คือการอดน้ำใจตนเอง เพื่อตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยหัวใจที่เป็นสุขต่างหาก

พี่น้องที่รัก ชีวิตคริสตชน ชีวิตที่พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางเขานั้น อะไรคือสิ่งที่เราต้องอด เพื่อให้ความชื่นชมยินดีของเราเต็มเปี่ยมในพระองค์... สิ่งที่เราต้องอดนั้น คงไม่ใช่การอดอาหาร แล้วเราก็มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหผู้อื่น เราอดอาหาร แล้วเราก็มีเวลามากพอที่จะนินทาว่าร้ายพี่น้องของเรา เราอดอาหาร แล้วเรา ก็อาจจะตกในบาปมากยิ่งขึ้น... พี่น้องที่รัก วันนี้ สิ่งที่เราต้องอด เพื่อให้ความยินดีของเราเปี่ยมล้นด้วยการประทับอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของเราบริบูรณ์ มันไม่ดีไปกว่าหรือ ที่เราจะเรียนรู้ว่าเราควรอดอะไร การอดสิ่งที่ทำให้เราแตกแยก แตกร้าว อดสิ่งที่ทำลายความรักและความเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มคริสตชนผู้มีความเชื่อในพระเจ้า นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญกว่าหรือ...

พี่น้องที่รัก ท่ามกลางหัวใจที่สัตย์ซื่อ หัวใจที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ วันนี้ ความชื่นชมยินดีต่างหากที่ต้องเปี่ยมล้นในดวงใจของเรา การอดสิ่งที่ทำร้ายจิตวิญญาณของเรา สิ่งที่ทำให้ครอบครัวของเรา หมู่คณะของเราให้ต้องขาดซึ่งความสุขและความชื่นชมยินดี นี่ต่างหาก คือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติจากหัวใจที่รักและเมตตาต่อพี่น้องของเรา พี่น้องครับ ชีวิตที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การจำศีลอดอาหาร แต่เป็นหัวใจที่ต้องเปี่ยมล้นด้วยความรักและพระเมตตา หัวใจที่นำความสุขและความชื่นชมยินดีมาสู่ทุกคน

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชนของเรา ครอบครัวคริสตชนของเรา หมู่คณะนักบวชของเรา เป็นที่ที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ แต่ว่า หลายครั้งใช่ไหมที่เราไม่ความสุขที่แท้จริงในหมู่คณะ หรือในครอบครัวของเรา พี่น้องครับ วันนี้ สิ่งที่เราต้องหันมาทบทวนและไตร่ตรองกันจริงๆ บางทีมันอาจจะไม่ใช่การมุ่งปฏิบัติตามกฎของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด และเราก็กำลังทำลายความรัก ความเป็นหนึ่งเดียวของชีวิตครอบครัว ชีวิตหมู่คณะทีพระเจ้าทรงประทับอยู่ วันนี้ จะมีคุณค่าอะไร หากเราพยายามสุดๆ ที่จะจัดเวลาไปวัดวันอาทิตย์ แต่แล้ว เราไม่มีเวลาให้กันและกันที่บ้าน ไม่มีเวลาให้พี่น้องในหมู่คณะ ไม่มีเวลาสวดภาวนาหรือแม้แต่จะนั่งทานอาหารร่วมกัน พี่น้องครับ เราบริโภคกันมากเกินไปหรือเปล่า บริโภคหน้าที่การงาน บริโภคเงินทอง ชื่อเสียง จนบางที เรากำลังเสียสุขภาพ เราอ้วนขึ้นด้วยความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ การทำร้ายซึ่งกันและกัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในสังคม จนทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา พี่น้องครับ สิ่งเหล่านี้มันช่างบั่นทอนชีวิตคริสตชนของเราอย่างร้ายกาจไม่ใช่หรือ พี่น้องครับ ให้เราอดเถอะนะครับ อดสิ่งที่มันบั่นทอนชีวิตที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ อดเถอะครับ ซึ่งความแล้งน้ำใจต่อกัน อดการว่าร้ายนินทากันเถอะครับ เพื่อเราจะได้มีเวลาให้กำลังใจกัน รักและเมตตาหัวใจและจิตวิญญาณของกันและกันมากยิ่งขึ้น และนั่นแหละ สิ่งนี้เอง ที่แสดงให้เห็นว่า นี่คือชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข ความชื่นชมยินดี เพราะพระเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา วันนี้ เราอดโอทีที่ที่ทำงานบ้าง เราอดไอทีในมือของเราบ้าง อดบริโภคสิ่งที่มันบั่นทอนชีวิตและจิตวิญญาณของกันและกัน เพื่อเราจะมีเวลาถวายเกียรติแด่พระเจ้า ผู้ไม่ได้ประทับที่วัดหรือในพระวิหารเท่านั้น แต่ประทับในสามี ภรรยา ลูกๆ และสมาชิกในครอบครัว ในหมู่คณะนักบวชของเราด้วย จากนั้น แม้ว่าเราจะกินเนื้อหรือไม่อดอาหารในวันศุกร์ หรือในวันบังคับของพระศาสนจักรนั้น ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรอก หากแต่ชีวิตของเรานั้น หันมาอดสิ่งที่ทำร้ายกันและกัน และมอบสิ่งที่ดีให้แก่กันและกัน สมดังที่เป็นชีวิตที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ ให้เราถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยชีวิตที่สมกับการประทับอยู่ของพระองค์ท่ามกลางเราเถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

วันพฤหัสบดี สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

“จงแล่นเรือออกไปในที่ลึก และหย่อนอวนลงจับปลาเถิด” (ลก 5:1-11)

พวกเราทำงานหนักมากันทั้งคืนแล้ว จับปลาไม่ได้เลย...
แต่เมื่อพระองค์ทรงมีพระดำรัส ข้าพเจ้าก็จะหย่อนอวนลง

เป็นไงล่ะ
เมื่อชาวประมงผู้เชี่ยวชาญ
ถูกลูกช่างไม้ขอให้ถอยเรือออกไปจับปลา

บางทีหนทางชีวิตของเรา
หนทางที่เราเดินมาอย่างชำนาญการ

ฉันเป็นชาวประมง ฉันทำงานมาทั้งคืน
ฉันคิดว่าฉันแน่กระมัง
ที่สุด เมื่อเผชิญหน้ากับลูกช่างไม้คนนี้
เป็นไง...
เรียกว่า “หายโง่เลย” อ่ะ

นี่แหละ...
เพราะความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ในโลกนี้
เป็นความโง่เขลาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า... (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง 1 คร 3:18-23)

------------

จบกัน ทำไงได้... ก็ได้แค่เนี้ย เต็มที่แล้วนี่หว่า
ภาพของชาวประมงที่กลับเข้าฝั่งเมื่อเช้าตรู่ พร้อมกับความผิดหวัง ในการทำงานมาทั้งคืน พวกเขากำลังซักอวน และจะได้ไปพักผ่อน เพื่อจะได้ทำงานต่อในคืนต่อไป แต่ชายคนหนึ่ง มาจากไหนไม่รู้ แต่ใครๆ ก็ตามเขามามากมาย และอยู่ๆ เรือของเรา ที่เรากำลังเหนื่อยกัน เรากำลังทำงาน เขาขึ้นมาเทศน์อะไรเนี้ย บนเรือของเรา ฉันมอง ฉันมองเขา ฉันไม่รู้จะพูดอะไร เพราะฉันกำลังเหนื่อย ฉันผิดหวัง กับการทำงานมาทั้งคืน และฉันก็คว้าน้ำเหลว

พี่น้องที่รัก เคยไหมครับ ที่บางครั้ง เราเตรียม เราทำงาน เราซ้อม เราฝึกฝน เราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด และแล้วสุดท้าย มันก็พลาดแบบไม่เป็นท่าเลย... บรรดาศิษย์ของพระเยซู ก่อนที่พวกเขาจะได้รับการเรียกให้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์นั้น คนกลุ่มนี้เป็นชาวประมงผู้เชี่ยวชาญ เขาทำงานมานาน นี่คืออาชีพของเขามาตั้งแต่บรรพบุรุษ กลางคืนออกไปทำงาน ไปหาปลา เช้าตรู่ก็กลับเข้าฝั่ง ทำกันมาจนเชี่ยวชาญ แต่คืนนี้ มันคว้าน้ำเหลวจริง เขาจับปลาไม่ได้เลย พวกเขากลับเข้าฝั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน และคนหนึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ ลูกช่างในหมู่บ้านของเรา จะมารู้ดีกว่าเราได้อย่างไร... ใครเขาจับปลากลางวันกัน และนี่พวกเรากำลังเหนื่อย เรากำลังจะกลับไปพัก เพื่อลุยกันต่อคืนนี้อย่างมีหวัง

พี่น้องครับ จริงๆ ไหม ที่หลายครั้ง เรามั่นใจในประสบการณ์ของเรามาก เราคิดว่าเราเชี่ยวชาญ เราคิดว่าประสบการณ์ของเรามากพอ และเราก็ก้าวเดินออกไปอย่างมั่นใจ แต่ทว่า เรากลับพลาดท่าอย่างน่าอับอาย เมื่อเราไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย...

“จงแล่นเรือออกไปในที่ลึก” เรากล้าพอไหม ที่จะออกไปให้ลึกกว่านั้นอีกสักหน่อย ลึกกว่าที่ใจเราหวัง ลึกกว่าที่สติปัญญาเราจะเข้าใจ ลึกเข้าไปในความเชื่อ... พี่น้องที่รัก ประสบการณ์หนึ่งที่น้องๆ ของผมต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแพงขึ้น แต่ทำไงได้ พวกเขาก็ต้องเรียนให้จบ เราไม่มีเงิน พี่ๆ เองก็ไม่มีเงิน... ในบรรยากาศแบบนี้ “จงแล่นเรือออกไปในที่ลึก” มันช่างเป็นสิ่งที่ท้าทายเสียนี่กระไร แต่นั่น หมายถึงการถอยเรือออกไป ออกไปไม่ใช่ด้วยเงินและสติปัญญา แต่ถอยเรือออกไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ด้วยความเชื่อเต็มหัวใจ

“พวกเราทำงานหนักมากันทั้งคืนแล้ว จับปลาไม่ได้เลย...” เอาเถอะ แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่หากชีวิตของฉันไม่ได้เดินคนเดียว หากเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเดินกับฉันด้วย แต่ทว่า สิ่งที่น่าไตร่ตรองคืน... วันนี้ ฉันออกไปทำงานโดยปราศจากพระองค์หรือไม่ ฉันมั่นใจในตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า...

พี่น้องที่รัก ความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญของมนุษย์นั้น เมื่อต้อเผชิญหน้ากับพระเจ้า มันไม่มีอะไรให้ต้องถามอีก นอกจาก การก้าวออกไปด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นและไว้วางใจในพระองค์ เพราะที่สุด... เพราะความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ในโลกนี้ เป็นความโง่เขลาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า...

พี่น้องที่รัก ขอให้พระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันใหม่นี้ ทำให้หัวใจเราพร้อมที่จะก้าวเดินออกไป ไม่ใช่ด้วยความมั่นใจในตนเอง ซึ่งที่สุด เราคงทำงานกันทั้งคืน แต่ไม่ได้อะไรเลย หากแต่ทว่า เพียงฟังพระองค์ เพียงยอมให้พระองค์ประทับอยู่ในเรือของเรา เพียงมีพระองค์เท่านั้น บางที... ชีวิตที่กำลังผิดหวังนั้น ก็ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีก

ลำพังของเรานั้น จะรอดหรือ
หากแต่มีพระองค์
ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีก
นอกจาก “ฟัง” พระองค์เท่านั้นเอง

ดังนี้เอง ความปรีชา ความเชี่ยวชาญของเรา ลูกชาวประมง ที่สุด มันก็กลายเป็นฝุ่นดินไป เมื่อเผชิญหน้ากับลูกช่างไม้แห่งนาซาเร็ท ที่มาสอนหนทางจับมนุษย์แทนจับปลา

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 16 สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1คร 4:1-5 / ลก 5:35-39
นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเดินทางไปชมวัดเล็กๆในชนบท นักท่องเที่ยวคนหนึ่งได้วิจารณ์ว่า “วัดแห่งนี้เป็นวัดเล็กๆธรรมดา ที่ไม่มีความงามแต่อย่างใด เฟอร์นิเจอร์ก็ล้าสมัย ฉันแปลกใจว่าจะมีใครมาเยื่ยมวัดนี้บ้าง “ขณะนั้นเองมีหญิงสูงอายุคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดม้านั่งในวัด ได้ยินคำวิจารณ์ของนักท่องเที่ยว จึงได้ตอบว่า “ ท่านอาจจะเห็นว่าวัดของเราเล็ก เป็นวัดธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ แต่เรามีพระสงฆ์เจ้าวัดที่เรียบง่าย และเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ “วัดแห่งนั้น คือ วัดของนักบุญยอห์น เวียนเนย์ ที่ตำบล อาร์ส นั่นเอง ตามธรรมเนียมของชาวยิว การจำศีลอดอาหารถือว่าเป็นพิธีของการแสดงความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ เป็นการนมัสการพระเป็นเจ้าที่สูงส่ง และจะมีการถือศีลอดอาหารในเหตุการณ์ที่สำคัญๆ (ลนต 16:29,31) การจำศีลอดอาหารมีองค์ประกอบ คือ การเป็นทุกข์ถึงบาป การไว้ทุกข์ หรือ การวิงวอนขอการปลดปล่อยเป็นอิสระ ตามปรกติพวกฟาริสีจะจำศีลอดอาหารสัปดาห์ละ 2 วัน (ลก 18:12) การจำศีลอดอาหารจะใช้เวลา 1 วัน และบางครั้งอาจนาน 3 วันหรือ 3 สัปดาห์ก็ได้ (ดนล 10:2-3) ในสมัยพระเยซูเจ้า การถือศีลอดอาหารถือว่าเป็นฤทธิ์กุศลอย่างหนึ่ง การที่สานุศิษย์ของพระเยซูเจ้าละเว้นการถือศีลอดอาหาร ถือว่าเป็นการขาดความเคารพต่อพระเป็นเจ้า และเป็นการขาดความศรัทธาอย่างมาก พระเยซูเจ้าได้ถือโอกาสนั้นอธิบายถึงการที่พระองค์ไม่ถือศีลอดอาหาร โดยใช้รูปแบบของงานเลี้ยงแต่งงาน พระองค์ได้กล่าวว่า “พวกท่านจะให้มิตรสหายของเจ้าบ่าวจำศีล ขณะที่เจ้าบ่าวยังอยู่กับเขาได้ละหรือ?” เมื่อพระองค์ที่เป็นเจ้าบ่าวอยู่กับพวกเขา พวกเขาจะต้องมีความชื่นชมยินดี แทนที่จะมีความเศร้าโศก แต่ในอนาคตเมื่อพระองค์จะถูกแยกไปจากพวกเขา เวลานั้นแหละจะเป็นเวลาที่พวกเขาจะเศร้าโศกเสียใจ...ท่านคิดว่า อะไรสำคัญ และมีคุณค่าที่สุดในชีวิต?อะไรคือความยินดีและขุมทรัพย์ในชีวิตของท่าน? ท่านจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้พระเยซูเจ้าสถิตในหัวใจและในบ้านของท่าน?... “ถ้าท่านอยากเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน แล้วจงติดตามเรามาเถิด” (มธ 19:21)

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view