สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

พระเจ้าทรงเลี้ยงดู

พระเจ้าทรงเลี้ยงดู

แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560

อ่าน ยน 20:19-21
19พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์กับบรรดาศิษย์ ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันต้นสัปดาห์ ประตูห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันปิดอยู่ เพราะกลัวชาวยิว พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามายืนอยู่ตรงกลาง ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “สันติสุขจงสถิตกับท่านทั้งหลายเถิด” 20ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกาย เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็มีความยินดี 21พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า “สันติสุขจงสถิตกับท่านทั้งหลายเถิดพระบิดาทรงส่งเรามาฉันใดเราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”

ในวันนี้พ่อเชื่อว่าที่เรามารวมกันอยู่ ณ ที่นี้เพราะพระเป็นเจ้าทรงเรียกเราทุกคนมา เหมือนกับในพระวาจาตอนนี้หลังจากที่พระเยซูเจ้าได้กลับคืนพระชนมชีพแล้วก็มาประจักษ์แก่บรรดาสาวกที่ห้องที่มาชุมนุมอยู่ร่วมกันด้วยความกลัว บรรดาศิษย์เหล่านั้นไม่รู้จะไปหาใครและพระเยซูเจ้าก็เชื้อเชิญเขาให้ไปอยู่รวมกันที่นั่น แล้วพระเยซูเจ้าก็มาปรากฏพร้อมกล่าวกับพวกเขาว่าสันติสุขจงสถิตกับท่านทั้งหลาย ในวันนี้พ่อขอให้พวกเราเชิญพระเยซูเจ้ามาอยู่กับเราด้วยเหมือนที่ทรงสถิตอยู่กับบรรดาสาวก  แม้หลายครั้งเราอาจจะอยากไปที่อื่น แต่ให้เรามั่นใจว่าพระเจ้าได้เรียกเรามาเพื่อเราจะได้รับสิ่งดีๆ จากพระองค์ และหัวข้อที่พ่อจะแบ่งปันในวันนี้ก็คือพระเจ้าทรงเป็นผู้ที่เลี้ยงดูแลเราอย่างแท้จริง นี่เป็นความงดงามในชีวิตของเรา เราอาจจะคิดว่าเป็นตัวเราเองที่ดูแลเอาใจใส่ตนเองโดยที่เราไม่ได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าต่างหากที่ได้ทรงดูแลเอาใจใส่เราในทุกๆวัน พระองค์ให้แสงอาทิตย์ ให้พลังงานความสว่างกับเรา อากาศ โอโซนที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเรา พระเจ้าให้ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลกเลยทีเดียว พวกเรามีน้ำใช้กันอย่างเหลือเฟือ ในขณะที่บางประเทศนั้นน้ำเป็นสิ่งที่ขาดแคลน เรามีผลไม้อร่อยๆทานกันในทุกฤดูกาล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นพระเจ้าหรือที่ได้ทรงดูแลชีวิตของพวกเราอยู่ สิ่งสร้างทั้งหลายล้วนมาจากพระเจ้า เราจงขอบคุณพระองค์ที่พระองค์ช่างเป็นพระเจ้าที่ใจดี รักเราและพร้อมที่จะอวยพรเราเสมอ  ในพระวาจาตอนนี้ขณะที่บรรดาสาวกกำลังอยู่ร่วมชุมนุมกันเป็นพี่น้องกัน พระองค์ตรัสไว้ว่าที่ใดมีคนอยู่ด้วยกัน2-3คนขึ้นไป พระองค์จะทรงเลี้ยงดูและประทานสันติสุขให้กับพวกเขา ดังนั้นในที่ที่เรามาร่วมชุมนุมเป็นพี่น้องกันนี้แหละที่พระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูและประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่เรา การมาอยู่ร่วมชุมนุมกันคือสิ่งแรกในกิจการของอัครสาวก ต่อมาเมื่อชุมนุมแล้วบรรดาสาวกก็มีการบิปัง และพิธีบิปังนี้เองคือศีลมหาสนิท เป็นงานเลี้ยงของพระเจ้าที่ทรงเลี้ยงดูพวกเราอยู่ทุกอาทิตย์ ทุกวัน ทุกครั้งที่เราได้มาอยู่ร่วมชุมนุมกันในมิสซา ศีลมหาสนิทคือชีวิตที่พระองค์จะประทานให้เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณแก่เรา เพราะพระองค์ตรัสว่ามนุษย์เราไม่ได้มีแต่เรื่อง ”ความอยาก” ทางฝ่ายร่างกายภายนอกเท่านั้น แต่มีความปรารถนาที่จะได้รับอาหารฝ่ายจิตด้วย มนุษย์ไม่ได้เจริญชีวิตแต่เพียงอาหารฝ่ายกายเท่านั้นแต่ยังต้องเจริญชีวิตด้วยอาหารที่พระองค์จะประทานให้ด้วย นั่นก็คือพระวาจาและศีลมหาสนิท ให้เราไตร่ตรองว่าทุกวันนี้อะไรที่เป็น “ความอยาก” ของเรา บ่อยครั้งที่ความอยากของเราเป็นอาหารแต่ฝ่ายกาย เราอยากได้ อยากมี อยากรวย อยากเด่นกว่าคนอื่น คนรวยที่มีพันล้านก็อยากที่จะมีสองพันล้าน คนที่มีสองพันล้านเมื่อเห็นคนที่มีห้าพันล้านก็อยากที่จะมีเพิ่มขึ้นบ้าง นี่คือสาเหตุว่าทำไมคนเราจึงต้องแข่งขันเพื่อที่จะมีมากขึ้นๆ เพราะคนเรามีความ "อยาก"  และความอยากที่ไม่สิ้นสุดนี้แหละที่ทำให้คนเราตาย  มีเรื่องเล่าของชาวนาคนหนึ่ง ที่อยากจะมีที่ดินเยอะๆ จึงไปหาเศรษฐีคนหนึ่งที่มีที่ดินอยู่เยอะมาก ชาวนาจึงไปหาและบอกกับเศรษฐีว่า ผมมีเงินห้าหมื่นบาทและอยากได้ที่ดินเยอะๆ เศรษฐีบอกว่าได้ เอาห้าหมื่นบาทนั้นมา แต่ต้องมีข้อตกลงกัน เศรษฐีคนนั้นเปรียบเหมือนพระเจ้าที่มีที่ดินเยอะแยะมากมายในโลกนี้และพระองค์อยากให้มนุษย์อยู่ร่วมกันแบ่งปันกัน แต่มนุษย์ก็มีความอยากมากมายเหลือเกิน ชาวนาคนนี้เปรียบเหมือนมนุษย์คนหนึ่งที่มาหาพระเจ้าและขอที่ดินโดยแลกกับเงินที่ตนมีอยู่ และพระเจ้าก็ได้วางข้อตกลงเป็นเงื่อนไขว่า ได้เราจะให้ที่ดินทั้งหมดเท่าที่เจ้าอยากจะได้ แต่เจ้าต้องเริ่มต้นออกเดินทางไปยังที่ดินที่เจ้าต้องการตั้งแต่หกโมงเช้า และไม่ว่าอย่างไรก็ตามตอนหกโมงเย็นเจ้าจะต้องกลับมาอยู่ที่เดิมที่นี่ แล้วที่ดินทั้งหมดที่เจ้าต้องการนี้ก็จะเป็นของเจ้า แต่ถ้าเจ้ามาไม่ถึงที่นี่ ที่ดินทั้งหมดที่เจ้าต้องการรวมทั้งเงินห้าหมื่นบาทที่เจ้ามีก็จะไม่ใช่ของเจ้า มนุษย์คนนั้นก็ตอบตกลงและรีบออกเดินทางไปยังที่ดินที่เขาหมายตาไว้ให้ได้มากที่สุด และด้วยความอยากจะรีบไปเขาก็ไม่ได้เตรียมเอาน้ำ อาหารหรืออะไรติดตัวไปด้วยซักอย่าง จนถึงเวลาเที่ยงวันเขาก็เริ่มมองว่าถ้าเป็นอย่างนี้คงจะไม่ได้ที่ดินมากอย่างที่อยากจะได้เป็นแน่ ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงก็ยังไม่เห็นที่นาที่เป็นผืนใหญ่อย่างที่อยากได้ มีแต่รอยเท้าที่ย่ำมา เขาเริ่มคิดวางแผนว่าจะต้องทำพื้นที่ของตนให้เป็นวงกลมหรือสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมดีเพื่อทำให้เป็นผืนนาของเขาเป็นผืนนาที่ใหญ่โตสวยงาม จนเมื่อเขาได้เดินทางผ่านไปและคิดว่าได้พื้นที่มากจนพอใจแล้ว เขาก็รีบวิ่งเพื่อกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ได้นัดกับเศรษฐีไว้ เขาวิ่งไปจนสุดแรงเพื่อให้ทันเวลา แต่ยิ่งใกล้จะถึงเวลาหกโมงเย็นเขาก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยจนหมดกำลังที่จะวิ่งไปให้ถึงที่นัดหมาย กำลังที่มีก็หดหายเพราะไม่ได้กินข้าวกินน้ำตั้งแต่เช้าที่ออกเดินทางมาแล้ว จนที่สุดเขาต้องค่อยๆ คลานไป และเมื่อถึงเวลาหกโมงเย็น เขาก็คลานมาถึงที่ๆเศรษฐียืนรออยู่แต่ชาวนาก็ได้ขาดใจตายลงตรงนั้นนั่นเอง เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่อันตรายที่สุดในการเป็นคริสตชนของเรา นั่นคือ “ความอยาก” พระเจ้าไม่ได้ปรารถนาที่จะเสกให้ก้อนหินเป็นขนมปังให้เรา พระองค์ไม่ได้ต้องการให้เรามีความอยากในสิ่งต่างๆโดยไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่พระต้องการคือให้เรามีความปรารถนาในพระวาจาของพระเจ้า ชาวนาคนนั้นไม่ได้ที่ดินเพราะขาดใจตายไปก่อน เงินห้าหมื่นที่วางไว้ก็ไม่ได้คืน เพราะความอยากจะได้เยอะๆ จนสุดท้ายเขาก็ต้องขาดใจตาย   เพื่อนพ่อคนหนึ่งทำงานระดับผู้บริหารในบริษัทใหญ่โตมีชื่อเสียงที่ใครๆก็อยากเข้าทำงานด้วย ทุกๆวันเขาตื่นนอนตั้งแต่ตีสามและทำงานอย่างหนักจนถึงเย็นค่ำเป็นอย่างนี้ทุกวันอยู่12ปี จนกระทั่งเขามีทั้งบ้าน รถ ที่ดิน เขาและภรรยามีทรัพย์สินมากมาย แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าการทำงานอย่างหนักใน12ปีที่ผ่านมานั้นยังไม่พอ จนวันหนึ่งขณะที่ไปทำงานเขาอาเจียนออกมาเป็นเลือด เขาไปหาหมอ หมอบอกว่าเขาเป็นโรคกระเพาะเนื่องจากทำงานหนักมานานและไม่ดูแลตัวเอง กินข้าวไม่ตรงเวลา เวลานอนก็ไม่ได้นอนเพราะใช้เวลาไปกับการทำงาน หมอเอายาให้กินแต่ก็ไม่หายจนกระทั่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ในระยะสุดท้าย เมื่อเป็นมะเร็งเขาก็เริ่มที่จะให้ชีวิตและเวลากับภรรยามากขึ้น และถามภรรยาว่าเงินทองที่ได้สะสมไว้มีมากพอที่จะรักษาเขาไหม ภรรยาก็ตอบว่ามี เขาจึงบอกให้พาเขาไปรักษาที่อเมริกาเดี๋ยวนี้ เพราะเขายังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ เขายังไม่อยากตาย ภรรยาก็ดีใจมากที่สามียังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ พาไปอเมริกาอยู่ที่นั่นเดือนกว่าหมดเงินไปกว่าสิบล้านแล้วก็ต้องกลับเพราะเงินหมด เขาถามภรรยาว่ายังรักเขาอยู่ใช่ไหมแล้วก็ให้ขายรถที่ไม่สามารถขับได้แล้ว เมื่อขายรถแล้ว ก็ถามภรรยาว่าไหนทองที่ได้ซื้อให้ เอาไปขายเพื่อที่จะรักษาสามีของตนให้มีชีวิต จนที่สุดบ้านที่มีอยู่ก็ขาย เขาใช้เงินรักษาจนกระทั่งหมดตัวต้องกลับไปอยู่บ้านนอก พ่อได้ไปเยี่ยมเขาและเขาได้กล่าวว่าชีวิตคนเรานี่ก็แปลกนะ เขาใช้ชีวิตเพื่อที่จะทำงานหาเงินมา12ปี เอาชีวิตแลกเพื่อที่จะได้เงิน สุดท้ายก็ต้องเอาเงินที่หามาได้ดูแลรักษาชีวิต จนที่สุดแล้วเงินก็ไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้อีก ที่สุดเขาขอให้พ่อช่วยทำศีลเจิมให้ และได้บอกเล่าเรื่องราวบทเรียนในชีวิตของเขาที่ความอยากทำให้เขาต้องตาย บริษัทใหญ่โตที่เขาทำงานหนักอยู่ด้วยมา12ปี เมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยก็ให้เงินมาก้อนหนึ่งแล้วก็ตัดชื่อเขาออก แม้เขาจะเคยทำเงินให้มากมายเป็นร้อยล้าน ก็ไม่ได้มีความหมายอะไร  หลังจากที่พ่อได้เจิมศีลเจิมคนไข้ให้แก่เขา ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ก็ได้ข่าวว่าเขาได้เสียชีวิตกลับไปหาพระเป็นเจ้าแล้ว  ชีวิตของพวกเราเป็นชีวิตแบบนี้หรือไม่ เราได้ให้พระเจ้าเลี้ยงดูหรือไม่ เราเป็นคนของใครหรือเป็นคนของพระเป็นเจ้า เราเป็นลูกของพระเจ้าหรือเป็นลูกของใครกันแน่ การที่เราเกิดมาเราได้ทำอะไรกับชีวิตของเรา เราพยายามที่จะทำให้ชีวิตของเรามีอะไรเยอะๆแล้ววันหนึ่งเราก็นำสิ่งนั้นมารักษา รักษาไม่ได้ก็ตาย ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ชีวิตของคนเราเดินไปแบบนี้ พวกเราโชคดีที่เป็นลูกของพระเป็นเจ้า และเราก็รู้ว่าไม่ว่าจะมีมากหรือน้อยพระเจ้าก็ยังอวยพรเรา พระเจ้าก็เลี้ยงดูเรา ไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็ไม่เคยทอดทิ้งเรา คาทอลิกเราจงภูมิใจว่าพระเจ้าไม่เคยลืมชื่อของเรา บางครั้งที่เราอาจจะไม่เหลืออะไรเลยแต่พระเจ้าก็พร้อมที่จะให้เราโดยที่เราคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ  มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่พ่อไปเรียนอยู่ที่อิตาลี ปรากฎว่าพ่อถูกโจรจี้ เขาคงเห็นหน้าตาพ่อเป็นคนเอเชียใส่ชุดนักบวชแบบนี้จะมีเงิน พ่อแต่งชุดนักบวชกาปูชินไปเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาคงคิดว่าอารามที่พ่ออยู่คงจะมีเงินจึงได้ซื้ออาหารมาเลี้ยงคนจนได้ทุกวัน อารามที่พ่ออยู่เรามีศูนย์ที่ให้ความช่วยเหลือเลี้ยงดูแจกอาหารให้แก่คนจน คนเร่ร่อน ที่หิวสามารถมาที่อารามทุกวันตอนบ่ายสี่โมงเพื่อขอรับขนมปัง น้ำ ผลไม้ แก่พวกเขาในฐานะที่พวกเขาก็เป็นลูกของพระเจ้าและพระองค์ก็ทรงเลี้ยงดูเขาเช่นกัน  ความจริงแล้วอารามเรามีองค์กรหนึ่งที่คอยส่งเงินมาให้เราได้ใช้จ่ายและเราก็ไม่เคยมีเงินเป็นของตัวเองเลย เงินทุกบาททุกสตางค์ก็นำไปซื้ออาหารให้คนจนจนหมด ทุกวันพวกคุณพ่อจะออกไปทำงาน ไปเรียนและเมื่อกลับมาก็จะมีคนยากจน60-70คนมายืนรออยู่หน้าอารามแล้ว  พ่อถูกจี้วันหนึ่งในขณะที่กำลังเดินกลับจากเรียนก็มีไอ้โม่ง3คนเดินเข้ามาประกบตัวเอามีดจี้แล้วบอกว่า คุณพ่อเอาสตางค์มาเดี๋ยวนี้! แต่ปรากฎว่าพ่อก็ไม่ได้หยิบเงินออกมาซักบาท เขาสั่งให้พ่อเปิดกระเป๋าย่ามพ่อก็เปิดให้เขาดูของทั้งหมดในกระเป๋า ซึ่งก็มีแต่หนังสือไม่มีเงินซักบาท จนกระทั่งมีรถตำรวจที่ผ่านมาสังเกตเห็นว่ามีนักบวชกำลังโดนไอ้โม่ง3คนรุมอยู่ ตำรวจคนนี้รู้จักกับพ่อเพราะเขามีภรรยาเป็นคนไทยพุทธที่มาร่วมแบ่งปันกับเพื่อนคนไทยที่อารามเป็นประจำ ตำรวจจอดรถถามพ่อว่าคุณพ่อทำอะไรอยู่ครับ ไอ้โม่ง3คนนี้ก็ตกใจมองกันเลิ่กลั่กไม่รู้จะหนีหรืออย่างไรดี ตำรวจถามพ่อว่า 3คนนี้เป็นใคร พ่อตอบว่าเป็นเพื่อนผมเองครับ ตำรวจจึงจากไป ไอ้โม่ง3คนถามพ่อว่า พวกผมเป็นเพื่อนของพ่อหรือครับ? พ่อตอบว่าก็เพิ่งบอกอยู่เมื่อกี้ว่าพวกคุณเป็นเพื่อนผม ว่าแต่พวกคุณชื่ออะไร พวกเขาก็บอกชื่อมาทั้งสามคน พวกเขาถามว่าทำไมพ่อถึงไม่บอกตำรวจว่าพวกเขาเป็นโจร พ่อตอบว่าก็พวกคุณคือเพื่อนของผม ผมจะบอกให้ตำรวจจับคุณทำไม คุณไม่มีเงินใช่ไหม ผมก็ไม่มีเหมือนกัน ถ้าหิวอยากกินข้าวไปบ้านผมกันไหมที่นั่นมีอาหารให้พวกคุณนะ แล้วพวกเราจึงพากันเดินไปที่อาราม เราเดินไปคุยกันไป พวกเขาเล่าว่ามาเรียนและนี่เป็นครั้งแรกในการปล้นของพวกเขา เห็นพ่อเป็นนักบวชก็นึกว่าจะมีเงิน เพราะได้ยินมาว่าคนเอเชียมีสตางค์ จนสุดท้ายเมื่อเดินมาถึงที่อารามพวกเขาก็เปิดผ้าที่คลุมหน้าอยู่ออกมาซึ่งไม่ใช่พวกที่เคยมารับอาหารอย่างที่พ่อแอบคิดสงสัยในตอนแรก พวกเขาปล้นก็เพราะอยากได้เงินไปซื้ออาหาร พ่อจึงบอกว่าถ้าหิวไม่มีกิน ให้มาที่อารามได้เลยทุกวันตอนบ่ายสี่โมงพระเจ้าจะเลี้ยงดูพวกคุณเองนะ หลังจากนั้นเป็นต้นมาเราก็กลายเป็นเพื่อนกัน พวกเขาพาพ่อไปดูที่พักที่พวกเขาต้องอยู่ในสภาพที่แสนจะแออัด ในที่สุดพวกเขา 1ใน 3คนต้องถูกส่งตัวกลับประเทศ ส่วนอีก2คนได้แต่งงานกับผู้หญิงชาวอิตาเลี่ยน จนกระทั่งทุกวันนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ทุกครั้งเวลาที่พ่อไปอิตาลีก็จะได้พบเจอกัน ปัจจุบันพวกเขาเป็นคาทอลิกและยังติดต่อกับพ่ออยู่ตลอด พ่อคิดว่าถ้าในวันนั้นพ่อต่อสู้ โวยวายพ่ออาจจะโดนแทงตายไปแล้วก็เป็นได้ แต่เนื่องจากว่าเราต่างคนต่างก็ไม่มี ทำให้สามารถกลายเป็นเพื่อนกันได้ พ่อได้พาพวกเขามาที่อารามและให้พระเจ้าเลี้ยงดูเขาอยู่เป็นเวลาปีกว่า จนพวกเขาสามารถมีอนาคตที่ดีขึ้น เลี้ยงดูตัวเองได้ แสดงให้เห็นว่าพวกผู้ร้ายก็สามารถเป็นคนที่ดีได้ถ้ามีใครที่ใจดีพอที่จะเป็นเพื่อนกับเขา เพราะพระเจ้ารักเราทุกคน พวกเราล้วนเป็นคนบาปพระเมตตาจึงต้องลงมาช่วยเหลือเรา และเพราะเรายังเป็นคนบาปจึงต้องวอนขอพระเมตตา พระเมตตาไม่ได้มาหาผู้ศักดิ์สิทธิ์แต่ลงมาหาเราคนบาปทั้งหลายนี่แหละ เพราะต่อหน้าพระเจ้าเราทุกคนล้วนเป็นคนบาป และพระองค์ก็ทรงรู้ดี เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่าสันติสุขจงสถิตกับท่านทั้งหลายเถิด ให้เรารู้เถิดว่าทั้งๆที่เราเป็นคนบาปนี่แหละแต่พระก็ยังอวยพรเรา พวกเราล้วนเป็นคนบาปที่มาชุมนุมกัน เป็นพระองค์ที่เชื้อเชิญเรามารับสิ่งที่พระองค์จะให้คือความเมตตาและสันติสุข การอยู่ร่วมกันของคนบาปเป็นอัศจรรย์ยิ่งใหญ่นัก เวลาที่พ่อแจกอาหารให้แก่คนจน พ่อไม่รู้สึกเลยว่าพวกเขาเป็นคนอื่น แต่รู้สึกว่าเป็นพี่น้องของพ่อที่เขาไม่มีอะไรจะกิน และเมื่อเราได้พบกันอีกในสถานที่ต่างๆ พวกเขาก็จำพ่อได้และเรียกด้วยความชื่นชมคุ้นเคย และยังคอยช่วยดูแลพ่ออีกด้วย พ่อถูกโจรจี้แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวและไม่เคยโดนอีกเลย ถ้าเรายังมองคนอื่นเป็นคนอื่นเราก็ยังรักเขาไม่ได้ พระเจ้าไม่เคยรักเราที่เป็นคนแปลกหน้า แต่พระองค์รักเราในฐานะที่เป็นลูกของพระองค์ และเราทุกคนก็เป็นพี่น้องกัน เมื่อเรารักพี่น้องของเรา เราก็จะเห็นพระเจ้าในตัวของกันและกันมองเห็นความรักพร้อมที่จะช่วยเหลือกัน ชีวิตคริสตชนของเรามีพระเจ้าเป็นบิดาของเราเลี้ยงดูเรา พวกเราเป็นลูกของพระเป็นเจ้า ถ้าพระองค์ยังให้เราได้ขนาดนี้ ชีวิตของเราก็จะต้องแบ่งปันให้เพื่อนพี่น้องได้เช่นกัน ชีวิตคริสตชนไม่ได้ให้เฉพาะสิ่งที่เรามี แต่เราควรจะให้สิ่งที่เราเป็น นั่นคือเราเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าคือบิดาที่เลี้ยงดูเรา เมื่อเรารู้เช่นนี้เราจึงเห็นว่าทุกคนล้วนเป็นพี่น้องเราด้วยและแบ่งปันชีวิตแก่กัน สิ่งที่ไม่ดีต่างๆที่ผ่านเข้ามาเป็นเหมือนจดหมายที่ส่งมาถึงเรา ถ้าเราไม่ยอมรับมันก็จะตีกลับไปหาเจ้าของจดหมายนั้นเอง คำด่าถ้าเราไม่เก็บมา มันก็จะย้อนกลับไปหาเจ้าของมันเอง บางครั้งพระเจ้าก็สอนเราง่ายๆว่าเราควรจะทำอย่างไรกับชีวิตของเรา ถ้าฝนตกเราก็รู้ว่ามีร่ม เพื่อจัดการไม่ให้ฝนตกใส่เรา มีแดดเราก็กันได้ไม่ให้แดดส่องเรา ถ้าเราโดนเพื่อนด่าแล้วเอาตัวเข้าไปรับเราก็จะทุกข์ ก็แล้วทำไมเราถึงต้องเอาตัวเองเข้าไปรับด้วยล่ะ พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราทุกข์เจ็บปวด แต่พระองค์ต้องการให้เรารู้จักที่จะมีชีวิตอยู่กับพี่น้อง หมายความว่าไม่มองกันและกันเป็นคนแปลกหน้า การเป็นคริสตชนของเราเหมือนกับการที่พระเจ้าสอนให้เรามีสายตาแห่งความเมตตา กรุณา เพราะพระเจ้าสร้างตามาให้เรา ไม่ใช่ตาที่ทำให้เราเห็น นัยตาทำให้เรามองได้ แต่อะไรล่ะที่ทำให้เราเห็น นั่นคือ “ใจ” ต่างหาก เช่นพระเยซูเจ้าที่มีสายตาแห่งความเมตตา กรุณาไม่ได้มองคนด้วยนัยตาเท่านั้นแต่พระองค์เห็นด้วยใจที่พร้อมจะรักและให้อภัยเขา นี่คือเคล็ดลับการฝึกความงดงามภายใน เช่นกันสิ่งที่เราฟังกับสิ่งที่เราได้ยินนั้นไม่เหมือนกัน พระเจ้าให้หูเราเพื่อเราจะได้ยิน แต่สิ่งที่ทำให้เรา “ฟัง”  คือ “ข้างใน” ต่างหาก เช่นกันกับเวลาที่พระเจ้าให้พระวาจาแก่เราแต่ทำไมเราฟังแล้วพระวาจาจึงไม่เป็นความยินดี เพราะสิ่งที่เราฟังกับสิ่งที่เราได้ยินไม่เหมือนกัน ก็เพราะใจเรายังแข็งกระด้าง เวลาที่เรารับศีลมหาสนิท พระองค์ได้เลี้ยงดูเราด้วยสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ให้เรามีชีวิตภายใน พระองค์เลี้ยงเราด้วยพระวาจา เพราะพระองค์รู้ว่าในชีวิตคนเรามีความทุกข์มากกว่าความสุข พบความยากลำบากมากกว่าที่จะได้พบสันติสุขกับพระเจ้า พระองค์คือผู้เลี้ยงดูที่อยากจะให้สันติสุขและความยินดี สันติสุขและความยินดีของพระเจ้าคือการที่เราเปิดใจและให้พระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา หากความสุขของเราเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา โดยเราบอกกับเพื่อนว่า “ไปเที่ยวกันจะได้มีความสุขร่วมกัน” ความสุขแบบนี้ไม่ใช่สันติสุขแต่มันคือความพึงพอใจ การที่เราต้องหาอาหารเตรียมงานเลี้ยงสังสรรค์แล้วก็รู้สึกเหนื่อยหลังจากงานเลี้ยงจบลง นี่คือการที่เราแสวงหาความพึงพอใจ มนุษย์เรามีความสุขข้างนอกที่เป็นความพึงพอใจเกิดขึ้นดับลงๆ แต่ใครล่ะที่จะให้สันติสุขที่แท้จริงในชีวิตกับเรา พระวาจาตอนนี้พระเยซูเจ้ามาบอกกับบรรดาสาวกที่มีความกลัว สิ่งที่พระองค์ต้องการให้กำลังใจก็คือ “สันติสุขจงดำรงอยู่กับพวกท่าน” พระองค์เลี้ยงดูเราด้วยความสุขและความยินดีของพระ พระเจ้าเป็นสันติสุขให้กับทุกคน  แม้เราอาจจะต้องสูญเสียบางอย่างแต่เราก็ยังสามารถหาสิ่งดีบางอย่างมาทดแทนได้ บางคนยอมตายเพราะขาดส่วนหนึ่งแล้วไม่รู้จักบริหารจัดการกับชีวิตที่เหลือ บางคนมีแขนข้างหนึ่งแต่ก็อาจมีความสุขมากกว่าคนที่มีแขนครบทั้งสองข้างด้วยซ้ำ พระเยซูเจ้าบอกให้เราตัดอวัยวะที่จะนำพาเราไปทำบาป หมายความว่าชีวิตของเราแม้อาจจะต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียความยินดีของพระเจ้าในชีวิตทั้งหมดของเราไป คนที่ไม่รู้จักความยินดีในชีวิตของตนเองเขาจะหงุดหงิดได้ง่ายๆกับสิ่งรอบตัว เรามีวิธีบริหารชีวิตมากมายโดยอาศัยสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ และนี่คือการที่เราให้พระเจ้าได้เป็นผู้ที่ดูแลเอาใจใส่เราอย่างแท้จริง 

 

 

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร.
081 490 9371

สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view