สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ศีลมหาสนิทคืองานเลี้ยงของพระเยซูเจ้า

ศีลมหาสนิทคืองานเลี้ยงของพระเยซูเจ้า


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560


ในครั้งนี้พ่อจะแบ่งปันเรื่องศีลมหาสนิทที่พวกเราคริสตชนได้รับกันอยู่บ่อยๆ ในมิสซา พิธีบูชาขอบพระคุณหรือมิสซาซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็คืองานเลี้ยงนั่นแหละ เวลาที่เราไปมิสซาคือการที่พระเจ้าได้เชื้อเชิญเราให้มาร่วมงานเลี้ยงของพระองค์ พระองค์ได้เชิญเราทุกคนผ่านทางคนนั้นคนนี้ ให้เราได้มาอยู่ร่วมกัน แต่พวกเรารู้หรือไม่ว่าในพระวรสารเวลาที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปในสถานที่ต่างๆตามที่ได้รับเชิญนั้น มีความหมายอย่างไรสำหรับชีวิตคริสตชนของเราบ้าง ซึ่งพ่อจะอธิบายแบบฤาษีไม่ใช่แบบเทวศาสตร์ ในวันนี้พ่อจะนำพาเราทุกคนให้เดินไปพร้อมกับพระเยซูเจ้ายังสถานที่ต่างๆ 6แบบ 6โต๊ะงานเลี้ยง และโต๊ะตัวแรกที่พวกเราจะตามไปดูนี้ คืองานเลี้ยงแห่งแรกที่พระองค์ได้ถูกเชิญไป ซึ่งเป็นบ้านของคนเก็บภาษีคนหนึ่ง



โต๊ะที่1 โต๊ะแห่งความเมตตากรุณา โต๊ะแห่งการคืนดีกัน โต๊ะแห่งการให้อภัย
พระเยซูเจ้าร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของคนเก็บภาษี

มธ. 9 : 9-13
9พระเยซูเจ้าทรงเรียกมัทธิว ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินไปจากที่นั่น ทรงเห็นชายคนหนึ่งชื่อมัทธิว กำลังนั่งอยู่ที่ด่านภาษี จึงตรัสสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป 10พระเยซูเจ้าเสวยพระกระยาหารร่วมกับคนบาป ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่บ้านของมัทธิว คนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนมาร่วมโต๊ะกับพระองค์และบรรดาศิษย์ 11เมื่อเห็นดังนี้ ชาวฟาริสีจึงถามศิษย์ของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงกินอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า” 12พระเยซูเจ้าทรงได้ยินดังนั้น จึงตรัสตอบว่า “คนสบายดีย่อมไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ 13จงไปเรียนรู้ความหมายของพระวาจาที่ว่า ‘เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา’ เพราะเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”

มัทธิวเป็นคนเก็บภาษี การที่พระเยซูเจ้าได้ไปในบ้านของคนเก็บภาษี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีคนเก็บภาษี ซึ่งถือกันว่าเป็นคนบาปได้มารวมตัวกันอยู่เต็มบ้านของมัทธิวและพระเยซูเจ้าก็ได้เข้าไปอยู่ร่วมในที่นั่นด้วย ณ ที่นั่นจึงเป็นโต๊ะแห่งความเมตตากรุณา พระองค์ได้ตรัสว่า “คนสบายดีไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต่างหากที่ต้องการ” เช่นเดียวกับเวลาที่พวกเราได้ไปร่วมมิสซาในวัด คือการไปร่วมงานเลี้ยงของคนบาปนั่นเอง ทุกคนที่เข้าไปร่วมมิสซาไม่มีใครดีไปกว่ากัน คุณพ่อที่ถวายมิสซาก็ไม่ได้ดีไปกว่าเรา เขาก็เป็นคนบาปเหมือนกัน และนั่นหมายความว่าในทุกมิสซาที่เราไปร่วมมิสซา ไม่ใช่มิสซาของนักบุญ แต่เป็นมิสซาของคนที่ยังเป็นคนบาปอยู่ และการที่เราได้มาร่วมมิสซากันก็เป็นเพราะได้รับเชิญจากพระเจ้าให้มาร่วมงานเลี้ยงของพระองค์ โต๊ะตัวนี้จึงเต็มไปด้วยความเมตตา กรุณา การคืนดี เป็นโต๊ะแห่งการให้อภัย ทุกครั้งที่ร่วมมิสซา ให้เราระลึกเสมอว่า พิธีบูชาขอบพระคุณคืองานเลี้ยงของคนบาป คืองานเลี้ยงของผู้ที่ต้องการพระเมตตาจากพระเจ้า ดังที่ก่อนจะเริ่มมิสซาทุกครั้งเราสวดว่า “พี่น้องให้เราสำนึกว่าเป็นคนบาป เพื่อจะได้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างสมควร...” นี่หมายความว่าในพิธีนี้เราจะต้องขอพระเมตตา การคืนดี การให้อภัยจากพระเป็นเจ้า และพระองค์ก็ต้องการที่จะให้อภัยแก่เรา ให้เราได้คืนดีกัน พระองค์ต้องการที่จะมีความเมตตากรุณาต่อเรา ทุกครั้งที่พ่อถวายมิสซา พ่อจะระลึกเสมอว่าตนเองเป็นคนบาปเหมือนกับพี่น้องทุกคนที่มาร่วม และพ่อก็รู้ว่าที่โต๊ะตัวนี้ที่พ่อกำลังจะทำการถวายบูชามิสซานั้น เต็มไปด้วยความเมตตา กรุณา การให้อภัยของพระเจ้า เมื่อเดือนที่แล้วพ่อได้ไปนำการเข้าเงียบ มีเณรคนหนึ่งเขาได้มองเห็นแสงจ้าออกมาจากแผ่นศีลในขณะที่พ่อกำลังยกศีลมหาสนิทขึ้น เณรคนนั้นได้เรียกให้เพื่อนดูแต่เพื่อนของเขากลับไม่เห็นอะไร เขารู้สึกซาบซึ้งใจร้องไห้จนหมดแรง หลังมิสซาเขามาหาพ่อเล่าเรื่องแสงสว่างจ้าที่ได้เห็นออกมาจากศีลมหาสนิท และเล่าว่าเขาเพิ่งเข้ามาที่บ้านเณร ไม่ใช่คนสวดภาวนาอะไรมากมาย เขาไม่ใช่นักบุญ แต่ก็ได้เห็นสิ่งนี้ เขาได้เห็นพระเมตตากรุณาของพระเจ้าต่อชีวิตของเขา ตั้งแต่นั้นมาพ่อก็สังเกตเห็นว่าเณรคนนี้เริ่มตั้งใจที่จะมาร่วมมิสซามากขึ้น ดังเช่นกันกับในโต๊ะที่หนึ่งนี้ ที่เป็นโต๊ะของคนบาปที่ได้มาร่วมในบูชาขอบพระคุณความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเราคนบาปทุกคน


โต๊ะที่ 2 โต๊ะแห่งการปลดปล่อย โต๊ะแห่งอิสรภาพภายใน
พระเยซูเจ้าร่วมโต๊ะกับชาวฟาริสีและธรรมจารย์

ลก. 11 : 37-41
37พระเยซูเจ้าทรงประณามชาวฟาริสีและบรรดาธรรมาจารย์ เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสจบแล้ว ชาวฟาริสีคนหนึ่งทูลเชิญพระองค์ไปเสวยพระกระยาหารที่บ้าน พระองค์จึงเสด็จเข้าไปประทับที่โต๊ะ 38ชาวฟาริสีคนนั้นประหลาดใจเมื่อเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงล้างพระหัตถ์ตามธรรมเนียมก่อนเสวยพระกระยาหาร 39องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเขาว่าn ‘ชาวฟาริสีเอ๋ย ท่านล้างถ้วยชามด้านนอก แต่ใจของท่านเต็มไปด้วยของที่ขโมยมาและความชั่วร้าย 40คนโง่เอ๋ย พระเจ้าผู้ทรงสร้างภายนอก มิได้ทรงสร้างภายในด้วยหรือ 41ถ้าจะให้ดีแล้ว จงให้สิ่งที่อยู่ภายในเป็นทานเถิด แล้วทุกสิ่งก็จะสะอาดสำหรับท่าน

พวกฟาริสีและธรรมาจารย์เป็น “นักกด” โดยกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ครอบงำไว้ จนพวกเขาไม่คิดที่จะเป็นอิสระ ที่งานเลี้ยงนี้พระเยซูเจ้าอยากจะบอกกับเราว่า พิธีบูชาของพระเจ้าคือที่ที่เราจะสามารถเข้าไปแล้วพระองค์ก็จะให้เราเป็นอิสระจากสิ่งต่างๆ ที่ครอบงำชีวิตเราอยู่ เรามีอิสระที่จะไปหรือไม่ไปร่วมมิสซา ไม่มีใครถูกบังคับให้ต้องไป มิสซาไม่ใช่ที่ที่เราจะไปเพื่อกอบโกยเอาสิ่งต่างๆจากคนอื่น ฟาริสีถูกกฎเกณฑ์ต่างๆครอบงำให้ต้องทำนู่น ล้างนี่ จนไม่มีอิสระ การที่พระเยซูเจ้าไปอยู่กับคนบาป เพราะบุคคลเหล่านี้มีอิสระที่สุด ต่างกับฟาริสี ธรรมาจารย์ พระสงฆ์ ที่หลายครั้งวางกฎเกณฑ์มากมาย จนแม้กระทั่งตนเองก็ไม่มีอิสระ เพราะถูกสิ่งต่างๆเหล่านั้นพันธนาการไว้ พระเยซูเจ้าไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านฟาริสีก็เพื่อจะบอกพวกเราว่า “จงเป็นอิสระจากสิ่งต่างๆเถิด อย่าติดใจกับกฎเกณฑ์เล็กๆน้อยๆเลย ที่เรามาก็เพื่อให้พวกท่านเป็นอิสระ เพื่อจะได้รอดนะ” และถ้าเราเป็นอิสระจากสิ่งต่างๆแล้ว พระเจ้าจะตอบแทนสิ่งที่ดีงามให้กับเราเสมอ โต๊ะที่สองนี้พระเยซูเจ้าไปเพื่อปลดปล่อยเราจากบาป จากความทุกข์ ความไม่ดี จากพันธนาการ การเอารัดเอาเปรียบ พระองค์ต้องการปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ และนอกจากเราจะได้รับการปลดปล่อยจากภายนอกแล้วเรายังได้รับอิสระจากภายในใจอีกด้วย ในการมาวัดของพี่น้องคริสตชนชาวเวียดนามนั้น พวกเขาต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ ไปร่วมมิสซาตีสี่ครึ่งเพื่อจะไม่ให้ทางการรู้ว่าพวกเขากำลังทำพิธีบูชาขอบพระคุณพระเจ้า แม้ภายนอกพวกเขาจะมีพันธนาการ แต่จิตใจของพวกเขาก็มีความสุข มีอิสระในการเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะได้ไปร่วมมิสซา มันเป็นอิสระภายในใจของเขา มีคุณพ่อกาปูชินท่านหนึ่งเป็นธรรมทูตที่ประเทศศรีลังกา ท่านได้ไปสอนคริสตชนซึ่งเป็นกรรมกรกลุ่มหนึ่งบนภูเขามีกันประมาณ10ครอบครัว ต้องทำงานหนักเหมือนทาสเก็บใบชาให้กับนายทุนคนหนึ่ง คุณพ่อมีกำหนดการไปอยู่ที่นั่นเพียงแค่1เดือน ในสัปดาห์แรกคุณพ่อท่านนี้ทำงานทุกอย่าง เก็บใบชา ได้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากของพี่น้องกรรมกรกลุ่มนี้ สัปดาห์ที่2คุณพ่อก็เริ่มเห็นว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง นายทุนกำลังทำผิดกฎความยุติธรรม ที่ใช้แรงงานเหล่านั้นเยี่ยงทาส พอเข้าสัปดาห์ที่3 นายทุนก็เห็นว่าคุณพ่อเริ่มเข้ามามีบทบาท นำการต่อต้านให้แก่กลุ่มกรรมกร จนกระทั่งมีจดหมายข่มขู่ฉบับหนึ่งมีรูปปืนอยู่ข้างในส่งมาหาคุณพ่อ กระทั่งคืนวันอาทิตย์ต่อมาเมื่อชาวบ้านได้มาร่วมมิสซาในตอนกลางคืนเพื่อไม่ให้นายทุนรู้ คุณพ่อได้เขียนจดหมายมอบให้แก่ชาวบ้านว่า “ลูกรัก พิธีต่อไปนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ พ่ออยากจะให้พิธีเป็นเหมือนการปลดปล่อยเราออกจากการที่เราเป็นทาส ในพิธีนี้บอกกับพวกเราว่า พระเยซูเจ้ามาตายและยอมพลีชีวิตสำหรับพวกเรา...” แล้วคุณพ่อก็เริ่มถวายมิสซา ทันใดมีเสียงปืนดังขึ้นจากมือปืนที่นายทุนส่งคนมาฆ่าคุณพ่อ ในขณะที่คุณพ่อกำลังยกศีลมหาสนิทขึ้น ในห้องถวายมิสซาซึ่งเป็นที่เล็กๆ พลันศีลมหาสนิทก็ร่วงลงพื้น แล้วคุณพ่อท่านนั้นก็เสียชีวิต เลือดของท่านพร้อมกับปังและเหล้าองุ่น และจดหมายร่วงลงพร้อมกัน การตายของคุณพ่อท่านนั้นไม่ตายเปล่า หลังจากนั้นมีการสอบสวน เพราะคริสตชนกลุ่มนี้เข้มแข็งขึ้น ใช้การต่อสู้โดยวิธีสันติสวดภาวนาเรียกร้องสิทธิของกรรมกร ปัจจุบันกำลังยื่นเรื่องให้คุณพ่อเป็นบุญราศรี คุณพ่อได้ยอมมอบตัวเองถวายร่วมกับพระเยซูเจ้าในพิธีมิสซานั้น เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นภาพของศีลมหาสนิทที่ช่วยปลดปล่อยเรา เราไม่ต้องกลัว ถ้าเราเป็นคนของพระ เรามาร่วมชุมนุมกันในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คุณพ่อท่านนั้นที่เสียชีวิตในขณะกำลังถวายมิสซาก็ไม่ใช่ในนามของใครแต่ในนามของพระ เลือดและชีวิตของคุณพ่อทำให้คริสตชนที่ศรีลังกากลับมีพลัง มีชีวิตชีวา มีอิสระขึ้นมา


โต๊ะที่ 3 โต๊ะแห่งความชื่นชมยินดี โต๊ะแห่งความสุขแท้ โต๊ะแห่งความเบิกบานใจ
พระเยซูเจ้าทรงร่วมงานมงคลสมรสที่หมู่บ้านคานา

ยน.2: 1-11
1งานมงคลสมรสที่หมู่บ้านคานา สามวันต่อมา มีงานมงคลสมรสที่หมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี พระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงอยู่ในงานนั้น 2พระเยซูเจ้าทรงได้รับเชิญพร้อมกับบรรดาศิษย์มาในงานนั้นด้วย 3เมื่อเหล้าองุ่นหมด พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์ว่า “เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว” 4พระเยซูเจ้าตรัสว่า “แม่ครับ แม่ต้องการอะไรจากลูกn เวลาของลูกยังมาไม่ถึง” 5พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงกล่าวแก่บรรดาผู้รับใช้ว่า “เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด” 6ที่นั่นมีโอ่งหินตั้งอยู่หกใบ เพื่อใช้ชำระตนตามธรรมเนียมของชาวยิว แต่ละใบจุน้ำได้ประมาณหนึ่งร้อยลิตร 7พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาผู้รับใช้ว่า “จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็ม” เขาก็ตักน้ำใส่จนเต็มถึงขอบ 8แล้วพระองค์ทรงสั่งเขาอีกว่า “จงตักไปให้ผู้จัดงานเลี้ยงเถิด” เขาก็ตักไปให้ 9ผู้จัดงานเลี้ยงได้ชิมน้ำที่เปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นแล้ว ไม่รู้ว่าเหล้านี้มาจากไหน แต่ผู้รับใช้ที่ตักน้ำรู้ดี ผู้จัดงานเลี้ยงจึงเรียกเจ้าบ่าวมา 10พูดว่า “ใครๆ เขานำเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน เมื่อบรรดาแขกดื่มมากแล้ว จึงนำเหล้าองุ่นอย่างรองมาให้ แต่ท่านเก็บเหล้าอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้” 11พระเยซูเจ้าทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์n ครั้งแรกนี้ที่หมู่บ้านคานา แคว้นกาลิลี พระองค์ทรงแสดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และบรรดาศิษย์เชื่อในพระองค์

งานเลี้ยงที่สามนี้ เป็นงานแต่งงานที่เมืองคานา และพระเยซูเจ้าก็ได้ถูกเชิญให้ไปร่วมด้วย การที่เหล้าองุ่นหมดลง เป็นสัญลักษณ์ของความชื่นชนยินดีที่กำลังจะหมดไป ที่นั่นกำลังจะหมดความยินดี และแม่พระก็ได้ไปอยู่ที่นั่นด้วย ทั้งที่จริงแล้วในสมัยนั้นผู้หญิงจะไปร่วมงานแบบนี้ไม่ได้ เพราะงานเลี้ยงนี้มีไว้สำหรับผู้ชาย แต่ทำไมแม่พระจึงได้ไปอยู่ที่นั่นและบอกกับคนงานว่าให้เตรียมตัวรับคำสั่งจากพระเยซูเจ้า แท้จริงแล้วแม่พระก็คือแม่บ้านคนหนึ่ง ระหว่างเมืองคานากับนาซาเร็ธอยู่ไม่ไกลกัน ระยะเวลาที่มีการจัดงานเลี้ยงของชาวยิวใช้เวลาถึง8-9วัน การแต่งงานใช้เวลา7-14วัน แม่พระเป็นแม่บ้านและไม่ได้มีฐานะอะไร การที่แม่พระไปช่วยงานก็คือการไปทำงานล้างจาน แม่พระเป็นแม่บ้านคนหนึ่งอยู่ที่นาซาเร็ธ งานเลี้ยงที่เมืองคานานี้น่าจะเป็นคนร่ำรวยที่สามารถเชื้อเชิญผู้คนมากมาย เวลาที่แม่พระไปช่วยงานก็คงจะได้อะไรเล็กน้อยจากเจ้าภาพบ้าง เหมือนเป็นการจ้างวาน ล้างจาน ทำงาน เราอย่าคิดว่าแม่พระใช้ชีวิตสูงส่งเกินเอื้อม แม่พระเป็นแม่บ้านและครอบครัวของพระเยซูเจ้าที่นาซาเร็ธก็เป็นเหมือนครอบครัวเราๆนี่แหละ หาเช้ากินค่ำ ลูกเป็นช่างไม้ แม่พระเป็นภรรยานักบุญยอแซฟ แม่พระและพระเยซูเจ้าไปร่วมที่นั่นก็เพื่อจะเป็นความยินดีให้กับพวกเขา เช่นเดียวกับการที่เราไปร่วมมิสซาก็เพื่อให้ “ความชื่นชมยินดีในชีวิตของเรากลับคืนมา” นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าจะให้กับเรา ในงานเลี้ยงของพระองค์ ทุกวันนี้ชีวิตของเราอยู่กับความทุกข์ความเศร้าโศกเป็นส่วนใหญ่ อะไรล่ะที่จะเป็นความชื่นชมยินดีให้กับชีวิตของเราได้? สิ่งนั้นคือศีลมหาสนิท ทุกครั้งที่รับศีลเราต้องถามตนเองว่ามีความยินดีเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะพระเยซูเจ้าอยากให้ลูกของพระองค์รับศีลมหาสนิทเพื่อเป็นความยินดีให้กับจิตใจของเรา หลายครั้งที่เราไปวัดเราต้องการความยินดีจากพระเจ้า และศีลมหาสนิทก็คือความยินดี เป็นความสุขแท้ เป็นความเบิกบานยินดีให้กับชีวิตของเรา เราอาจจะได้รับการบอกต่อกันมาว่าในชีวิตนี้เราจะต้องแบกกางเขนความทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่แท้จริงพระเยซูเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราต้องทนทุกข์ทรมานแบกกางเขนจนชั่วชีวิตแล้วจึงจะไปรับความสุขเมื่อตายไปสวรรค์แล้วเท่านั้น กางเขนไม่ใช่เรื่องของความเจ็บปวดหรือความทุกข์เพียงอย่างเดียว จากประสบการณ์ในชีวิตของพ่อเองทุกครั้งเมื่อได้รับศีลมหาสนิท สิ่งที่เกิดขึ้นลึกๆในจิตใจคือ “ความชื่นชมยินดีของพระเจ้า” เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับเราผ่านทางแผ่นศีลเล็กๆนี้ นี่คือเครื่องหมายของความยินดี ความสุข ความเบิกบาน การที่เราไปร่วมมิสซาจึงไม่ใช่แค่การไปภาวนาเท่านั้น เพราะแค่การภาวนาเราก็ทำเองที่บ้านได้ แต่การที่เราไปร่วมมิสซาก็เพื่อจะได้รับศีลมหาสนิท ซึ่งมีไว้สำหรับพวกเราคนบาปที่ต้องการความยินดีกลับเข้ามาในชีวิต หลายครั้งที่ชีวิตเรามีความสับสนวุ่นวาย ศีลมหาสนิททำให้เราพบสันติสุข ความชื่นชมยินดี เราไม่ต้องไปแสวงหาการทำสมาธิเพื่อจะได้พบความสงบ ความชื่นชมยินดี แต่เราสามารถค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้อยู่แล้วในศีลมหาสนิท คุณพ่อปีโอ ผู้มีรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่มือ ได้บอกไว้ว่า ทุกครั้งที่ได้รับสิ่งซึ่งเครื่องหมายภายนอกเป็นเพียงแผ่นปังเล็กๆและเหล้าองุ่นนี้ แต่สิ่งนี้กลับมีค่ามากมายมหาศาลสำหรับคนบาปคนหนึ่งที่อยู่ในโลกนี้ให้มีความชื่นชมยินดีในชีวิตได้ พี่น้อง รางวัลที่พระเจ้าจะให้แก่เราในสวรรค์นั้นแน่นอนว่ายิ่งใหญ่ แต่สำหรับในโลกนี้สิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้ไว้แก่เราแล้วนั่นก็คือ “ศีลมหาสนิท” เพื่อให้เราได้พบกับความสุข ความยินดีแล้วตั้งแต่ในโลกนี้ ในตอนที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และตรัสว่าจะยังคงอยู่เคียงข้างเดินทางกับเราในโลกนี้ ตราบจนสิ้นพิภพ ก็คือศีลมหาสนิทนี่แหละ ที่พระองค์ได้ประทานให้กับเราไว้เพื่อปลอบประโลมใจ เป็นความชื่นชมยินดีให้กับเรา ที่จะช่วยให้เราสามารถมีความสันติสุขได้ในโลกนี้



โต๊ะที่ 4 โต๊ะแห่งการเปลี่ยนแปลง โต๊ะแห่งการแบ่งปัน โต๊ะแห่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โต๊ะแห่งความยุติธรรม พระเยซูเจ้าร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของศักเคียส
ลก.19 : 1-10
1ศักเคียส พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะเสด็จผ่านเมืองนั้น 2ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เป็นคนมั่งมี 3เขาพยายามมองดูว่าใครคือพระเยซูเจ้า แต่ก็มองไม่เห็นเพราะมีคนมากและเพราะเขาเป็นคนร่างเตี้ย 4เขาจึงวิ่งนำหน้าไป ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศ เพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า 5เพราะพระองค์กำลังจะเสด็จผ่านไปทางนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงที่นั่น ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรตรัสกับเขาว่า “ศักเคียส รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้” 6เขารีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี 7ทุกคนที่เห็นต่างบ่นว่า “เขาไปพักที่บ้านคนบาป” 8ศักเคียสยืนขึ้นทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน และถ้าข้าพเจ้าโกงสิ่งใดของใครมา ข้าพเจ้าจะคืนให้เขาสี่เท่า” 9พระเยซูเจ้าตรัสว่า “วันนี้ ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นบุตรของอับราฮัมด้วย 10บุตรแห่งมนุษย์มาเพื่อแสวงหาและช่วยคนเลวทรามเสียไปให้รอดพ้น”

ชื่อศักเคียสมีความหมายว่าปลิงดูดเลือด ศักเคียสเป็นคนตัวเล็กๆ ที่อยากพบพระเยซูเจ้า แท้จริงแล้วเป็นพระเยซูเจ้าต่างหากที่อยากพบเขา พระองค์จึงเดินมาหาเขา พระองค์ตั้งใจอยู่แล้วที่จะไปบ้านของศักเคียส สายตาของพระเยซูเจ้าที่มองเขานั้นเต็มไปด้วยความเมตตา กรุณา งานเลี้ยงที่บ้านของศักเคียสมีความหมายให้พวกเราได้เห็น “การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” โต๊ะตัวนั้นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกัน ในทุกวันนี้เวลาที่เราไปร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ ศีลมหาสนิทได้เปลี่ยนแปลงชีวตเราหรือไม่ ทำให้ชีวิตของเราเกิดการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันหรือไม่ ที่นี่คือที่ที่เราจะแบ่งปันสิ่งที่เรามี เช่นศักเคียสซึ่งเปรียบเหมือนปลิงที่ไปดูดเลือดจากคนอื่น และเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงจากคนที่ชอบไปเอาของคนอื่นมาเป็นของตน กลับกลายเป็นคนที่แบ่งปันจากสิ่งที่ตนเองมี ในชีวิตของเรายิ่งนานวันเมื่อเราผ่านชีวิตมาก็ยิ่งเห็นว่าเราเปลี่ยนโลก เปลี่ยนอะไรใครไม่ได้ เพราะตัวเราเองหลายครั้งก็ยังไม่ได้ดังใจตัวเองเลย ทำให้เราเกิดการกลับใจที่เริ่มจากการที่เราเปลี่ยนตัวเองให้ได้เสียก่อนจะดีกว่า ที่โต๊ะตัวนี้พระเยซูเจ้าอยากบอกกับพวกเราว่าให้เราทุกคนได้แบ่งปันจากสิ่งที่เราเป็นนั่นคือ ความเป็นลูกของพระเจ้าของเรา ในสิ่งที่พระเจ้าได้ให้กับเรา ชีวิตของเรา ความรักของเรา ดังเช่นโต๊ะตัวนี้ที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง


โต๊ะที่ 5 โต๊ะแห่งการให้เปล่า โต๊ะที่ไม่ได้เรียกร้องการตอบแทน โต๊ะแห่งการไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
พระเยซูเจ้าทรงร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของคนต่างศาสนา

มก. 7 : 24-30
24III. พระเยซูเจ้าทรงเดินทางนอกแคว้นกาลิลี
พระเยซูเจ้าทรงรักษาบุตรหญิงของหญิงชาวซีโรฟีนีเซีย
พระองค์เสด็จออกจากที่นั่น เข้าไปในเขตเมืองไทระ และเสด็จเข้าในบ้านหลังหนึ่ง ไม่ทรงต้องการให้ผู้ใดรู้ แต่ทรงซ่อนพระองค์ไม่ได้ 25ทันใดนั้น หญิงคนหนึ่งมีบุตรหญิงถูกปีศาจสิงได้ยินพูดถึงพระองค์ ก็มากราบพระบาท 26นางไม่ใช่ชาวยิว เป็นชาวซีโรฟีนีเซียโดยกำเนิด นางทูลอ้อนวอนพระองค์ให้ทรงขับไล่ปีศาจออกจากบุตรหญิง 27พระองค์ตรัสกับนางว่า “ให้ลูกๆ กินอิ่มเสียก่อน เพราะไม่สมควรที่จะเอาอาหารของลูกมาโยนให้ลูกสุนัขกิน” 28หญิงนั้นทูลตอบว่า “ถูกแล้ว พระเจ้าข้า แต่ลูกสุนัขที่อยู่ใต้โต๊ะก็ยังได้กินเศษอาหารของลูกๆ “ 29พระองค์จึงตรัสกับนางว่า “เพราะถ้อยคำนี้ จงไปเถิด ปีศาจออกจากลูกสาวของเธอแล้ว” 30เมื่อกลับมาถึงบ้าน นางก็พบลูกนอนอยู่บนเตียง ปีศาจออกไปแล้ว

เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าพระเยซูเจ้าได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงของคนต่างศาสนาด้วย มีไม่กี่ครั้งที่พระเยซูเจ้าทรงเข้าไปในบ้านคนต่างศาสนา และในแต่ละครั้งล้วนมีความหมาย คนต่างศาสนาเรียกตัวเองว่าเป็นสุนัข เพราะไม่สามารถที่หยิบอะไรจากบุตรหรือใครที่ร่วมอยู่ในโต๊ะงานเลี้ยงนั้นได้ งานเลี้ยงครั้งนี้จึงเป็นอะไรที่พระเจ้าประทานให้เปล่า ในการรับศีลมหาสนิทก็เช่นกันเราไม่ต้องใช้เงินเพื่อซื้อแล้วจึงจะรับได้ ศีลมหาสนิทเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับเราแบบฟรีๆ ต่างกับงานเลี้ยงทั่วไปที่เวลาไปร่วมเราจะต้องเอาเงินใส่ซองเป็นการตอบแทนให้แก่เจ้าภาพ ในพิธีบูชาขอบพระคุณเราไม่ต้องเอาเงินไปซื้อ หรือจ่ายเพื่อร่วมยินดีกับพระองค์ เพราะเป็นพระองค์เองที่ต้องการประทานให้กับเราแบบฟรีๆ ไม่มีการเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ ทุกๆครั้งที่เราร่วมมิสซา เวลาเราอยากจะรับศีล เราก็เข้าไปรับได้ทุกที ไม่มีใครกีดกันหรือขัดขวางไม่ให้เราเข้าไปรับ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แม้ว่าหลายครั้งบางคนยังไม่มีการเตรียมตัวรับศีลอย่างดี บางคนก็เล่นมือถือ บ้างก็หลับเกือบตลอดมิสซา แต่เมื่อเขาเข้าไปรับศีล พระองค์ก็ให้เขาสามารถรับได้ทุกครั้ง ศีลมหาสนิทจึงเป็นการให้เปล่าสำหรับทุกคนที่เป็นคนบาปและสำนึกตนว่าปรารถนาที่จะรับพระองค์เข้ามาช่วยเหลือตน เช่นหญิงต่างศาสนาคนนี้ที่มาขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ในงานเลี้ยงที่โต๊ะนี้นั้นพระองค์ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนจากเราเลย พระองค์ต้องการให้สิ่งนี้แบบฟรีๆ เพราะพระองค์รู้ว่าใครที่ได้รับศีลนี้ก็จะได้รับความสุข ความยินดี แม้เขาจะทำตัวไม่เหมาะสมพระองค์ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะศีลนี้คือการให้เปล่า คือความรักที่ให้แบบฟรีๆ เช่นเดียวกับการที่พระเยซูเจ้าได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนก็เป็นการตายให้เราอย่างฟรีๆ ตายเพราะรัก ความรักจึงเป็นการให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน ต่างกับเวลาที่เราไปหาหมอ ที่ต้องเสียเงินจึงจะได้รับการรักษา แตกต่างจากกับพระเป็นเจ้า พระองค์ไม่ต้องการให้เราต้องเสียเงินและยังจะรักษาให้เราแบบฟรีๆอีกด้วย ศีลมหาสนิทจึงเป็นการให้เปล่าแบบดูแลรักษา ให้กำลังใจแก่เราเสมอ การที่พระองค์ไปที่นั่นแสดงให้เห็นว่าศีลมหาสนิทไม่ได้เลือกว่าจะให้เฉพาะคนที่ดี คนที่เป็นนักบุญ คนที่ได้เตรียมตัวมาอย่างดีแล้วเท่านั้น ไม่ได้เลือกว่าจะให้ใคร แต่ทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในพระศาสนจักรย่อมสามารถรับได้

โต๊ะที่ 6 โต๊ะแห่งความรัก โต๊ะแห่งความหวัง โต๊ะแห่งความกล้าหาญ โต๊ะแห่งพระวาจาและศีลมหานิท
งานเลี้ยงที่เอมมาอุส

ลก.24 : 13-35
13การเดินทางไปหมู่บ้านเอมมาอูส วันนั้น ศิษย์สองคนกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณสิบเอ็ดกิโลเมตร 14ทั้งสองคนสนทนากันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น 15ขณะที่กำลังสนทนาและถกเถียงกันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาร่วมเดินทางด้วย 16แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้ เหมือนดวงตาถูกปิดบัง 17พระองค์ตรัสถามว่า “ท่านเดินสนทนากันเรื่องอะไร” ทั้งสองคนก็หยุดเดิน ใบหน้าเศร้าหมอง 18ศิษย์ที่ชื่อเคลโอปัสถามว่า “ท่านเป็นเพียงคนเดียวที่แวะมาในกรุงเยรูซาเล็มหรือ ซึ่งไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่นเมื่อสองสามวันมานี้” 19พระองค์ตรัสถามว่า “เรื่องอะไรกัน” เขาตอบว่า “ก็เรื่องพระเยซู ชาวนาซาเร็ธ ประกาศกทรงอำนาจในกิจการและคำพูดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าประชาชนทั้งปวง 20บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้นำของเรามอบพระองค์ให้ต้องโทษประหารชีวิต และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน 21เราเคยหวังไว้ว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ แต่นี่เป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 22สตรีบางคนในกลุ่มของเราทำให้เราประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไปที่พระคูหาตั้งแต่เช้าตรู่ 23เมื่อไม่พบพระศพ เขากลับมาเล่าว่าได้เห็นนิมิตของทูตสวรรค์ซึ่งพูดว่า พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ 24บางคนในกลุ่มของเรา ไปที่พระคูหา และพบทุกอย่างดังที่บรรดาสตรีเล่าให้ฟัง แต่ไม่เห็นพระองค์” 25พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของเจ้าช่างเชื่องช้าที่จะเชื่อข้อความที่บรรดาประกาศกกล่าวไว้ 26พระคริสตเจ้าจำเป็นต้องทนทรมานเช่นนี้เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มิใช่หรือ” 27แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้เขาฟังโดยเริ่มตั้งแต่โมเสสจนถึงบรรดาประกาศก 28เมื่อพระองค์ทรงพระดำเนินพร้อมกับศิษย์ทั้งสองคนใกล้จะถึงหมู่บ้านที่เขาตั้งใจจะไป พระองค์ทรงทำท่าว่าจะทรงพระดำเนินเลยไป 29แต่เขาทั้งสองคนรบเร้าพระองค์ว่า “จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำและวันก็ล่วงไปมากแล้ว” พระองค์จึงเสด็จเข้าไปพักกับเขา 30ขณะประทับที่โต๊ะกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและทรงยื่นให้เขา 31เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้ แต่พระองค์หายไปจากสายตาของเขา 32ศิษย์ทั้งสองคนจึงพูดกันว่า “ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดินทาง และทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง” 33เขาทั้งสองคนจึงรีบออกเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น พบบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคนกำลังชุมนุมกันอยู่กับศิษย์คนอื่นๆ 34เขาเหล่านี้บอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ และทรงสำแดงพระองค์แก่ซีโมน” 35ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปัง

ภาพของศิษย์2คนที่กำลังรู้สึกว่าล้มเหลวในการติดตามพระเยซูเจ้า เขาหมดหวังกับการติดตามพระองค์ เหมือนกับพวกเราเวลาที่รู้สึกหมดหวังในการใช้ชีวิต ท้อแท้ เศร้าโศก ชีวิตของพวกเราก็เป็นเหมือนศิษย์สองคนที่เอมมาอุสนี้ เรากำลังเดินทางไปสู่เป้าหมาย ตลอดการเดินทางนี้ ในชีวิตของเรามีทั้งช่วงเวลาที่เรา “ลืมพระเจ้า” และ “จำพระเจ้าได้” การเดินทางนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องอาศัยพระวาจาของพระเจ้าช่วยเหลือเรา พิธีบูชาจึงมีสองภาค ภาคแรกฟังพระวาจาของพระเจ้า โดยมีคุณพ่อเทศน์แบ่งปันพระวาจา และภาคที่สองจึงเป็นงานเลี้ยงเช่นที่เอมมาอุสในตอนที่พระองค์ทรงบิขนมปังแล้วพวกศิษย์จึงจำพระองค์ได้ ในตอนแรกของการเดินทางไปเอมมาอุสนี้ในใจของศิษย์ทั้งสองคนปิดใจจากความหวังใดๆแล้ว แต่เมื่อเขาได้ฟังพระวาจา ได้ร่วมพิธีมิสซา เกิดเป็นความรัก ความกล้าหาญ เป็นความหวังขึ้นในใจ และเช่นกันกับที่เกิดขึ้นกับศิษย์สองคนนั้นที่เอมมาอุส ในเวลาที่เราร่วมมิสซา มิสซาได้จุดไฟความรักขึ้นในใจเรา เมื่อเรารับศีลมหาสนิทเราก็มีความหวังในพระเจ้าเกิดขึ้น ชีวิตเราจึงกลายเป็นประจักษ์พยาน เราต้องกลายเป็นความรักของพระเจ้าให้แก่คนอื่นๆต่อไป


บทสรุป พิธีบูชาขอบพระคุณเป็น
- งานเลี้ยงแห่งความเมตตากรุณา
- งานเลี้ยงแห่งความเป็นอิสรภาพภายใน
- งานเลี้ยงแห่งความชื่นชมยินดี
- งานเลี้ยงแห่งการให้เปล่า
- งานเลี้ยงแห่งการแบ่งปัน
- งานเลี้ยงแห่งความรัก
สิ่งเหล่านี่คือความหมายของศีลมหาสนิท ที่เราได้ไปร่วมในงานเลี้ยงของพระเจ้า พิธีบูชาขอบพระคุณและศีลมหาสนิทเป็นหัวใจของคริสตชน ศีลมหาสนิทดึงดูดบุคคลต่างๆเข้าหาพระเจ้า หลายครั้งที่คนไม่อยากไปวัดร่วมมิสซา นั่นเพราะเขายังไม่เข้าใจ ไม่ได้ตระหนักรู้อย่างแท้จริงว่าศีลมหาสนิทช่วยเขาได้มากมาย มีสัตบุรุษคนหนึ่งเป็นเจ้าของร้านขายทอง เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าวันอาทิตย์จะปิดร้านเพื่อพาลูกๆไปร่วมมิสซา แม้ว่าจะต้องสูญเสียโอกาสในการขายทองในวันหยุดซึ่งน่าจะขายดีที่สุด เพราะเขาอยากจะให้ครอบครัวได้รับสิ่งที่ดีจากพระเจ้า มีความรักต่อกัน และสิ่งเหล่านี้สำหรับเขามันมีค่ามากกว่าเงินทอง ปรากฏว่าร้านทองของเขาไม่เคยที่จะขายไม่ได้ กลับขายได้ดีโดยเฉพาะวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ไม่ใช่วันอาทิตย์ เราต้องถามมตนเองว่าสำหรับเราแล้วการที่เรารับศีลมหาสนิทนั้น ศีลมหาสนิทคืออะไร ประทานอะไรให้กับชีวิตของเราบ้าง แล้วเราจะไปวัดด้วยความยินดี เช่นเดียวกับที่พระเยซูเจ้าได้ถูกเชื้อเชิญไปในงานเลี้ยงต่างๆ และพระเจ้าได้ทำให้มีพระพรต่างๆเกิดขึ้นมากมาย นี่คือประสบการณ์ชีวิตฝ่ายจิตของคริสตชนเราที่ต้องตระหนักรู้เพื่อที่เราจะได้รับสิ่งต่างๆเหล่านี้ ซึ่งที่อื่นไม่สามารถให้ได้ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะให้ได้


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view