สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

เรื่องที่น่า(จะต้อง)รู้ของคริสตชน

เรื่องที่น่า(จะต้อง)รู้ของคริสตชน

แบ่งปันโดยคุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2560

ในเวลานี้พระศาสนจักรของเรากำลังเน้นเรื่องสำคัญที่ได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 เป็นต้นมา นั่นคือเรื่องกฤษฎีกา “ศิษย์พระคริสต์เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” ที่ออกมาหลังการสมัชชาใหญ่ปีค.ศ.2015 แต่ก่อนที่เราจะพิจารณาความหมายของกฤษฎีกานี้ พ่ออยากให้เราย้อนไปดูเส้นทางการประกาศข่าวดีในดินแดนสยาม เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของพระศาสนจักรในประเทศไทยของเราเสียก่อน ศาสนาคริสต์มาถึงประเทศไทยได้กว่า 450 ปีมาแล้วในปี ค.ศ. 1567 โดยมิชชันนารี 2 ท่าน คณะดอมินิกันชาวโปรตุเกส คือ
- คุณพ่อ เยโรนีโม ดา ครูส
- คุณพ่อ เซบาสตีอาว โด กันโต
ถือเป็นการประกาศศาสนาอย่างเป็นทางการ คุณพ่อดา ครูส ได้ถูกหอกแทงตายเป็นมรณะสักขี ในตอนนั้นท่านได้มาที่อยุธยาและมีคนกลับใจเยอะตามที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ไว้ หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดมีการเบียดเบียนศาสนา ทำให้การประกาศศาสนาชะงักไม่เป็นผลเท่าที่ควร จนกระทั่งในปี1658 จึงได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการโดย
-พระสังฆราชฟรังซัวส์ ปัลลือ ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังตังเกี๋ย
-พระสังฆราชปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลา ม็อต ผู้แทนพระสันตะปาปาปกครองมิสซังโคชินจีน
โดยในตอนแรกยังไม่ได้เป็นประมุข ยังไม่ใช่มิสซัง เป็นเพียงเขตปกครองของวาติกัน พระศาสนจักรส่วนกลาง
จนในปีค.ศ. 1669
• ประกาศแต่งตั้งมิสซังสยาม โดยมี คุณพ่อหลุยส์ ลาโน เป็นผู้แทนพระสันตะปาปาปกครอง
• 25 มี.ค. 1674 คุณพ่อหลุยส์ ลาโน ได้อภิเษก เป็นพระสังฆราชเป็นประมุขมิสซังสยามท่านแรก
• มิสซังสยามสมัยนั้นมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ คือ สยาม ลาว แหลมมาลายู เกาะสุมาตรา และพม่าตอนใต้
การประกาศแต่งตั้งนี้หมายความว่ามีความเป็นอิสระมากกว่าเดิมที่เป็นเพียงเขตปกครอง
• ค.ศ. 1838 พระสังฆราชฌอง บัปติสต์ ปัลเลอกัว ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระสังฆราชผู้ช่วย
• ปี 1841 แยกมิสซังสยามเป็น 2 เขต คือ
1.เขตตะวันออก ประกอบด้วย สยาม และ ลาว มีพระสังฆราชปัลเลอกัวเป็นประมุข
2. เขตตะวันตก ประกอบด้วย มาลายู เกาะสุมาตรา และภาคใต้ของพม่า มีพระสังฆราชกูร์เวอซี เป็นประมุข
• ค.ศ. 1899 มิสซังลาวแยกจากมิสซังสยาม โดยมี เขตปกครอง อยู่ในภาคอีสานของสยามและในประเทศลาว
ในสมัยของพระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์ โดยมีพระสังฆราชมารีย์ ยอแซฟ กืออ๊าส เป็นประมุขมีสำนักกลางอยู่ที่หนองแสง
• 1923 สันตะสำนักได้แนะนำให้มีการแบ่งมิสซัง พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส จึงเสนอให้แบ่งมิสซังสยามเป็น 3 มิสซัง คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และราชบุรี-ชุมพร โดยมิสซังราชบุรี-ชุมพร มอบให้คณะซาเลเซียนดูแล
ในปี 1928 ต่อมาปี 1941 จึงได้รับการตั้งเป็นมิสซังราชบุรี มีพระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี
• และในปี 1924 มิสซังสยามได้เปลี่ยนชื่อเป็นมิสซังกรุงเทพฯ
• 1944 มิสซังจันทบุรี ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มีพระสังฆราชยาโกเบ แจง เกิดสว่าง เป็นประมุข และเป็นพระสังฆราชชาวไทยองค์แรกด้วย
• 18 ธันวาคม ค.ศ. 1965 (หลังการประกาศสังคายนาวาติกันที่2) สันตะสำนักได้แต่งตั้งและแยกการปกครอง
พระศาสนจักรไทยเป็น 2 สังฆมณฑลนคร(หรืออัครสังคมณฑล) คือ
1.สังฆมณฑลนครแห่งกรุงเทพฯ โดยมีพระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วย สังฆมณฑลราชบุรี สังฆมณฑลจันทบุรี และ สังฆมณฑลเชียงใหม่
2.สังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง โดยมีพระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นผู้ปกครอง มีสังฆมณฑลอื่นๆ ประกอบด้วยสังฆมณฑลอุดรธานี สังฆมณฑลอุบลราชธานี และ สังฆมณฑลนครราชสีมา
เป็นที่น่าแปลกอยู่สักหน่อยตรงที่สังฆมณฑลนครราชสีมาในเรื่องของกฏหมายนั้นขึ้นอยู่กับสังฆมณฑลกรุงเทพ แต่กลับเป็นมิสซังลูกของสังฆมณฑลนครแห่งท่าแร่-หนองแสง ในปัจจุบันนี้ทางการรับรองเพียงสังฆมณฑลกรุงเทพและสังฆมณฑลท่าแร่เท่านั้นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

- สังฆมณฑลนครสวรรค์ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1967
- สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 1969 (ทั้ง 2 สังฆมณฑลเป็นกลุ่มของสังฆมณฑลนครแห่ง กรุงเทพฯ)
ดังนั้นทั้งหมดเราจึงมี10สังฆมณฑล โดย6สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของกรุงเทพ และอีก4สังฆมณฑลเป็นมิสซังลูกของท่าแร่ ในปัจจุบันนี้มีเพิ่มขึ้นมาอีก1สังฆมณฑล เป็นสังฆมณฑลที่11 คือเชียงรายที่ทางสันตะสำนักได้รับรองแล้ว รอการแต่งตั้งพระสังฆราชจากทางกรุงโรมแล้วจึงจะมีการประกาศมิสซังเชียงรายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง การแบ่งสังฆมณฑลออกเป็นส่วนย่อยๆ ก็เพื่อช่วยให้การดูแล ปกครองทำได้ง่ายขึ้น เป็นการแบ่งเพื่อให้เจริญเติบโต

จากตัวเลขสถิตินี้ ในขณะที่เมืองไทยเรามีประชากรทั้งหมดประมาณ68ล้านคนแล้ว จำนวนคาทอลิกเราคิดเป็นประมาณ0.5% และถ้ารวมกับพี่น้องโปรเตสแตนต์ และนิกายอื่นๆด้วยก็จะมีจำนวนประมาณ6-7แสนคน หรือประมาณ1% ของประชากรไทยทั้งหมด คำว่าพระสงฆ์นักบวชคือเป็นพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วย พระสงฆ์คือผู้ที่ได้รับศีลบวช ส่วนนักบวชนั้นจะมีคณะนักบวช มีผู้ตั้งคณะของเขาเอง เช่นคณะพระมหาไถ่ คำว่าพระสงฆ์นักบวชก็คือ เป็นทั้งพระสงฆ์และเป็นนักบวชด้วยไม่ได้สังกัดสังฆมณฑล จากข้อมูลที่พ่อได้ให้พวกเราได้เห็นเส้นทางในอดีตที่ล่วงเลยมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อดาครูสเป็นต้นมา ผ่านมาแล้วกว่า450ปี คาทอลิกเรามีจำนวนแค่นี้ คือมีกันอยู่ประมาณ380,000คน คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายเพื่อจะทำให้ข่าวดีแห่งความรอด ทำให้ศิษย์พระคริสต์ประกาศข่าวดีได้เกิดผลอย่างแท้จริง หลังจากเมื่อ350ปีที่แล้วที่มีคณะมิสซังต่างประเทศได้เข้ามาจัดสังคายนาสมัชชาครั้งที่1ของประเทศไทย มีสมาชิกของสมัชชา8คน มีการตั้งบ้านเณรยอแซฟหรือบ้านเณรใหญ่ขึ้น และเมื่อปีค.ศ.2015 จึงได้มีการสังคายนาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รับรองโดยสันตะสำนัก โดยก่อนทำสมัชชานี้ออกมา ได้มีการออกแบบฟอร์มสำรวจข้อมูลเมื่อปีค.ศ.2013-14 แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้จากพี่น้องมานั้นไปวิเคราะห์ พิจารณา และได้พบว่าสิ่งที่ทำให้พระศาสนจักรของเราอ่อนแอลงเพราะปัจจุบันนี้กระแสโลกียะนิยมเป็นกระแสที่แรงมาก คือความเจริญ ความวุ่นวายทางโลก โลกียะคือตามประสาโลก โลภ โกรธ หลง กระแสของทรัพย์สมบัติ วัตถุ ที่เข้ามาอย่างมากมาย จนกระทั่งทำให้คนไม่สนใจศาสนา ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะคาทอลิกแต่เป็นในทุกศาสนา จากปัจจุบันนี้ประชากรโลกที่มีทั้งหมดประมาณ7พันล้านคน มีประมาณ1พันล้านคนที่ไม่สนใจ ไม่มีศาสนา จากกระแสโลกียะที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราวิเคราะห์และปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร กฤษฎีกาของเราจับจุดตรงนี้ว่าสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้สามารถต่อสู้กับกระแสโลกียะนี้ได้นั้น ต้องมีการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนให้เข้มแข็ง และทำให้คนอื่นได้รู้จักความรักของพระเป็นเจ้าด้วยชีวิตของเรา ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันตามฐานะของแต่ละคนที่มีอยู่ พ่อเป็นพระสงฆ์ก็มีหน้าที่ของพระสงฆ์ พวกเราเป็นฆราวาสก็มีหน้าที่ของฆราวาส การประกาศข่าวดีเป็นหน้าที่ของเราทุกคน โดยเริ่มจากคนในบ้านของเราก่อน แล้วจึงขยายออกไปข้างนอก ดังนั้นการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนนี้จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในกฤษฎีกาที่จะทยอยออกมาเรื่อยๆ ส่วนจะฟื้นฟูอย่างไร อะไรบ้างก็จะค่อยๆมีแผนงานออกมาเป็นขั้นตอน 

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เรื่องเส้นทางของพระศาสนจักในอดีตมาแล้วนั้น ต่อไปพ่ออยากให้เราได้รู้จักตัวของพวกเราเองว่าควรจะเป็นอย่างไร อันจะทำให้เราสามารถเป็นเครื่องมือของพระเป็นเจ้าได้ ทำให้เรามุ่งหน้าในความหวังที่จะทำให้พระเยซูเจ้าได้เป็นที่รู้จักในประเทศชาติของเรา เพราะเรารู้แล้วว่ากระแสโลกียะที่มันแรงส่งผลอย่างไร ตามหน้าข่าวที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้มีแต่ความรุนแรงโหดเหี้ยมอย่างที่ไม่เคยได้เห็นในอดีต หรือไม่ก็มีแต่ข่าวบันเทิงที่ไม่ได้ให้สาระอะไรกับชีวิต ข่าวดีๆมีสาระไม่ค่อยมีปรากฏ ทำให้จิตใจ ศีลธรรมของคนเราเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น จุดเริ่มต้นของเราคริสตชนในการที่จะต่อสู้กับกระแสโลกียะคือเราต้องกลับใจเสียก่อน




โดยสรุปการกลับใจคือการเปลี่ยนแปลงท่าที เปลี่ยนวิถีชีวิต การกลับใจยังเป็นเรื่องส่วนตัวอีกด้วยเพราะแต่ละคนก็มีวิถีทางของตนเอง เราต้องปล่อยให้แต่ละคนมีวิถีของตนเองโดยไม่ไปตัดสินบังคับให้เขาต้องทำเหมือนเราทุกอย่าง การกลับใจไม่ใช่การจองหอง การกลับใจจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนใจ แต่ท่าทีของชีวิตก็ต้องเปลี่ยนด้วย นี่คือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจ ในการไม่ดำเนินชีวิตผ่านไปวันๆเหมือนคนทั่วไป เรื่องนี้พ่อมีประสบการณ์ด้วยตนเองที่ทำให้พ่อกลับใจ เป็นประสบการณ์ที่จำไว้ตลอดและคิดว่าเมื่อตายไปก็จะไม่ลืมคือเรื่องในสมัยเมื่ออยู่ที่บ้านเณร มีพระคุณเจ้ามีชัยเป็นอธิการในตอนนั้น เวลานั้นพ่อยังหนุ่มอยู่ในช่วงวัยรุ่นอายุ15ปี เพิ่งจะทำบัตรประชาชน พ่อได้ขออนุญาตกับพระคุณเจ้าลากลับบ้านเพื่อไปทำบัตรประชาชนในช่วงหยุดตรุษจีน พอกลับบ้านทำบัตรเสร็จซึ่งที่จริงใช้เวลาไม่นาน ก็มีเพื่อนชวนไปเที่ยวต่ออีก2วัน จนรวมเป็น3วันที่ลาจากบ้านเณรไป เมื่อพ่อกลับไปที่บ้านเณรและพบคุณพ่ออธิการ ท่านก็ถามว่าทำไมถึงเพิ่งกลับมาทั้งที่ทำบัตรแป๊บเดียวก็เสร็จ เวลาที่เหลือหายไปไหนมา? พ่อจึงตอบว่าเพื่อนชวนไปเที่ยวต่อ ปรากฏว่าท่านมีชัยก็มองหน้าแล้วถามว่า “ขอลากลับบ้านไปทำบัตรไม่ใช่รึ เมื่อทำบัตรเสร็จแล้วทำไมไม่กลับ?” พ่อตอบว่าเห็นเพื่อนๆเขาไปกัน ก็คิดว่าอยู่ต่อไปเที่ยวตามเขาได้ ประโยคต่อมาที่ท่านมีชัยพูดสั้นๆ แต่พ่อจำได้ไม่ลืมเลยว่า “แล้วถ้าเราเห็นคนเขากินขี้ เราจะกินไหม?” ท่านไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น แต่นี่เป็นคำสอนที่ทำให้พ่อจำได้จนบัดนี้ ในตอนนั้นพ่อเข้าใจทันทีและตอบท่านว่า “ครับ ผมผิดจริงครับ ขอโทษครับ” ท่านมีชัยก็ตอบว่า “เออ ดีแล้ว ไปได้และอย่าทำอีก” ในตอนนั้นท่านพูดเหมือนพระเยซูเจ้าเลยและพ่อก็จำได้แม่น ตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าพ่อไปสอนที่ไหนก็จะนำมาใช้เสมอ สิ่งที่ท่านสอนให้พ่อคิดได้คือ เมื่อคนเขาทำผิด เราจะไปทำอย่างเขานั้นไม่ได้ เป็นข้อคิดที่กินใจ สิ่งที่ผิดแม้คนเขาจะทำกันเยอะก็อย่าไปทำตาม เพราะผิดมันก็คือผิดไม่ว่าคนเขาจะทำกันทั้งหมด แต่มันก็ผิดอยู่ดี ไม่ใช่ว่าคนกันทำเยอะแล้วมันจะกลายสิ่งที่ถูกต้อง





จากกระแสโลกียะในปัจจุบันก่อให้เกิดการโกงกันมากมาย กับสื่อต่างๆเราต้องเท่าทัน รู้จักใช้ ใครที่ปล่อยตัวในเรื่องพวกนี้ก็เหมือนติดยาเสพติด สื่อเหล่านี้ปัจจุบันหาได้ง่ายและไม่ต้องเสียเงิน แต่ทำให้จิตใจของคนตกต่ำ มันเป็นสิ่งที่ทำร้ายชีวิตของเรา
หลังจากที่เราได้รู้จักตัวของเราเองในเรื่องต่างๆ และการกลับใจแล้วนั้น การที่คริสตชนเราจะประกาศข่าวดีได้ ก็ต้องรู้จักพระเยซูเจ้าเพราะความหมายของคำว่าคริสตชนคือคนของพระคริสตเจ้าหรือคนของพระเยซูเจ้านั่นเอง


พระเยซูเจ้ามีชนม์ชีพอยู่ในโลกทั้งหมด33ปี โดย30ปีแรกเป็นชีวิตเร้นลับไม่เปิดเผย ดังนั้นเราจะศึกษาชีวิตของพระเยซูเจ้าในช่วงเวลา3ปีสุดท้ายของพระองค์เป็นหลัก คือ


ในการที่ทรงรับพิธีล้างเป็นการเปิดเผยให้โลกได้รู้จักพระองค์ คำว่าท้องฟ้าเปิดออกในพระคัมภีร์สื่อความหมายว่าท้องฟ้าที่ได้ถูกปิดมาตั้งแต่ในสมัยอาดัม-เอวาได้ทำบาปไม่เชื่อฟังพระเป็นเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ที่ได้ถูกปิดลงนับแต่นั้นมา ได้ถูกเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านทางพระเยซูเจ้า

พระวรสารตอนนี้เป็นที่มาของเทศกาลมหาพรต ที่พระศาสนจักรได้นำมาเลียนแบบชีวิตของพระเยซูเจ้า การประจญของพระองค์นี้ก็คือโลกียะนั่นเอง เป็นผี3ตัวที่มนุษย์เรามักจะพ่ายแพ้ในเรื่องเหล่านี้ คือการกิน/ดื่ม-ผีแห่งความโลภ ความเก่ง-ผีแห่งความโกรธ และทรัพย์สินเงินทองคือผีแห่งความหลง สิ่งเหล่านี้คือผีตัวสำคัญที่มากับโลกียะและทำให้มนุษย์หลงไป



หลังจากที่พระเยซูเจ้าลงจากภูเขาซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดารแห่งการประจญ40วัน พระองค์ทรงลงมาเพื่อเลือกอัครสาวกช่วยทำงาน แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงทำงานเป็นทีม ในการไถ่บาปของพระเยซูเจ้านั้นเป็นไปแบบให้มนุษย์มีส่วนร่วม พระองค์ไม่ได้ลงมาชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว แต่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มีส่วนร่วมออกแรงด้วย ในการที่จะได้รอดไปสวรรค์ นี่จึงเป็นที่มาว่าเราจะต้องสวดภาวนา พลีกรรม ใช้โทษบาป กลับใจ และรับใช้ร่วมกับพระองค์ ตามพระพรพิเศษที่พระองค์ได้ประทานให้แก่เรา พระองค์ยังได้ทำการสั่งสอนบรรดาศิษย์ ให้รักกันและกัน ดูแล ช่วยเหลือ ตักเตือนสอนกัน และเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำแก่งแย่งชิงดี

หลังจากที่ได้เลือกอัครสาวกแล้ว พระองค์ไม่เคยลืมที่จะมีพระเป็นเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ และภารกิจยาวนานตลอดระยะเวลา3ปีสุดท้ายของพระเยซูเจ้าก็คือ ทรงอบรมสั่งสอนบรรดาสาวก เป็นการสอนด้วยแบบอย่างของชีวิตพระองค์เองคือทำให้เห็นเลย ดังความหมายในเพลงนี้
เพลงชีวิตตัวอย่าง
คำร้อง/ทำนอง : บ.พานุพันธ์
(1) ชีวิตจนจนของชายคนหนึ่ง ที่ฉันรู้จักมามีชื่อนามว่าเยซู
บังเกิดยากจนอย่างน่าอดสูในถ้ำพิงพักของชุมพาบาล
ท(ร)มานหนาวเย็นเยือกกาย ครอบครัวยากไร้เหลือทน
(2) ชีวิตเยาว์วัยพ้นกาลเลยผ่าน จึงถึงวันจากลาไปสู่งานที่มอบหมาย
ไปเทศ(ะ)นาเยี่ยมเยียนสั่งสอนปวงประชากรถึงพระราชัย
เยียวยารักษาใจกาย หทัยประเสริฐแสนงาม
(รับ) แต่อนิจจา ความดีที่เพียรสรรสร้าง บางคนไม่เห็นคุณค่า
กลับเพิ่มอิจฉาระราน ปรับโทษประหารเยี่ยงผู้ผิดร้ายคดีอาญา
กางเขนแท้คือราคา ไถ่โทษมนุษย์ทั้งมวล
(3) ชีวิตคนดีเหมือนกระจกส่อง ให้ฉันรู้จักมองจองเลือกทางเดินเที่ยงแท้
ยอมเป็นผู้แพ้ใครจะรังแกฉันไม่แยแสขอเดินทางธรรม
เดินตามพระองค์แน่ใจ ไปสู่ชีวิตนิรันดร์


“ทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ” นี่คือบทสรุปในชีวิตของพระเยซูเจ้า นี่คือปัสกา คือข่าวดีที่เราจะต้องประกาศ และการที่เราจะเป็นศิษย์พระคริสต์ประกาศข่าวดี ก็คือการที่เราต้องไปประกาศชีวิตของพระเยซูเจ้านั่นเอง



การที่เราจะไปสวรรค์ได้นั้นอย่าลืมว่าสิ่งสำคัญคือจะต้องตายก่อน ดังนั้นหากยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือคนบาปอย่างไร จงอย่าลืมว่าพลาดกันได้ทั้งนั้น ดังนั้นจงอย่าประมาทจนกระทั่งเวลาสุดท้ายของชีวิต มีเรื่องเล่าว่าคุณครูได้ถามเด็กในชั้นเรียนว่าทำอย่างไรจึงจะได้ไปสวรรค์? เด็กบางคนก็ตอบว่า ต้องทำความดี ต้องไม่ขี้เกียจ ฯลฯ แต่มีเด็กคนหนึ่งนิ่งเงียบจนกระทั่งครูได้เข้าไปถาม จึงได้คำตอบจากเด็กคนนั้นว่า “ต้องตายก่อนครับ เพราะคุณพ่อคุณแม่สอนว่าต้องทำนู่นนี่นะ แล้วเมื่อตายก็จะได้ไปสวรรค์” เรื่องนี้เตือนใจเราว่าตราบใดที่ยังไม่ตายก็จงอย่าประมาท และปราศจากพระเจ้าแล้วเราย่อมทำอะไรไม่ได้ ความเชื่อความศรัทธาไม่ได้หมายถึงแค่การไปวัด แต่ชีวิตประวันของเราในบ้านก็ต้องกลับใจ ต้องไม่เป็นกางเขนให้คนอื่นแบก แต่จงภูมิใจที่สามารถช่วยแบกกางเขนของคนอื่นได้ หมายความว่าเราต้องพยายามทนกับความยากลำบาก อดทนต่อคนอื่นให้ได้
และนี่คือเรื่องราวของคริสตชนผู้เป็นคนของพระเป็นเจ้า ต่อจากนี้ไปเราจะนำเอากฤษฎีกาที่ทางพระศาสนจักรได้ประกาศออกมาไปเป็นหลักในการเจริญชีวิต โดยเริ่มจากการกลับใจ ดำเนินชีวิตตามพระวาจา และในเวลาเดียวกันชีวิตของเราก็จะได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้สามารถก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในการเป็นคริสตชนของเรา.

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view