สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ศีลอภัยบาป-ศีลแห่งการคืนดี

ศีลอภัยบาป-ศีลแห่งการคืนดี


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย 
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2560


ในเรื่องศีลอภัยบาปนี้ อาจเป็นความยากลำบากเรื่องหนึ่งในการเป็นคริสตชนของเรา เพราะเราอาจเข้าใจศีลแห่งการคืนดีนี้แบบผิดๆถูกๆ หรืออาจจะไม่เข้าใจเลย จนกลายเป็นวิกฤตของพระศาสนจักรคาทอลิกเราในเรื่องการรับศีลอภัยบาปนี้ ในการสังคายนาเคยใช้เวลานานถึง3ปีเพื่อทำความเข้าใจ หาสาเหตุว่าเพราะอะไรคริสตชนเราจึงไม่อยากจะแก้บาป และพบว่าสาเหตุหนึ่งเนื่องจากล้างบาปมาตั้งแต่ยังเล็ก ได้รับคำสอนแบบเด็กๆ ทำให้ความรู้ในการแก้บาปไม่พัฒนา ทุกวันนี้จึงเป็นความยากลำบากของเราในการที่จะไปคืนดีกับพระเจ้าโดยการไปแก้บาป นั่นก็เพราะความเชื่อของเรายังอ่อนแอ เข้าใจเพียงแค่ตามบทบัญญัติที่กำหนดให้อย่างน้อยปีละ1ครั้งภายในกำหนด
ปัสกาที่ต้องไปแก้บาป หลายคนรอให้ใกล้ปัสกาหรือคริสต์มาสแล้วจึงจะไปแก้บาป แต่แท้จริงแล้วมี2ศีลที่เราสามารถจะรับได้บ่อยๆ นั่นคือศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาป ในวันนี้พ่ออยากทำความเข้าใจในเรื่องนี้กับพวกเรา เพื่อเราจะรักและอยากจะไปแก้บาปมากขึ้น เพราะศีลนี้เป็นสิ่งที่ควบคู่กับศีลมหาสนิท เป็นเรื่องของอาหารฝ่ายวิญญาณ อาหารฝ่ายกายเรารับประทานวันละ3มื้อ แต่สำหรับอาหารฝ่ายวิญญาณเรารับเพียงสัปดาห์ละ1ครั้ง และถ้าเราแก้บาปเพียงเดือนละ1ครั้ง ก็ลองคิดเปรียบเทียบดูว่าจะเพียงพอหรือไม่สำหรับวิญญาณของเรา เรารู้ว่าตั้งแต่ลืมตาเกิดมาในโลกจนกระทั่งวันนี้เรามีอายุเท่าไหร่แล้ว แต่สำหรับอายุวิญญาณล่ะเรารู้หรือไม่ว่ามีอายุเท่าไหร่ หากตอนเราตายไปพบกับนักบุญเปโตรที่ประตูทางเข้าสวรรค์ ท่านคงไม่ได้ถามว่าใครหรืออะไรที่จะพาให้เราเข้าไปในสวรรค์ แต่ท่านจะถามถึงสภาพภายในใจของเราต่างหากที่จะนำพาให้เราเข้าสู่สวรรค์ได้ นั่นคือการที่วิญญาณของเราได้รับการดูแล เลี้ยงดูมากน้อยแค่ไหน ทุกครั้งที่ไปแก้บาปให้เรานึกถึงภาพของพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นหมอรอเราอยู่ในที่แก้บาป เป็นหมอที่จะช่วยรักษาจิตใจของเรา เราเข้าใจผิดว่าทุกครั้งที่ไปแก้บาปคือการไปให้พระเยซูเจ้าเอาบาปออกไปจากชีวิต ยกสิ่งที่เราทำผิดออกไป แต่แท้จริงแล้วบาปมันเป็นสิ่งที่เราได้ทำไปแล้วและพระองค์ก็ไม่ได้สนใจในบาปนั้นด้วยซ้ำ สมมุติว่าเราบาดเจ็บถูกยิงที่มือ เวลาไปหาหมอเราต้องการให้หมอเอากระสุนออกจากมือ หรือต้องการให้หมอรักษาให้มือของเราหายเจ็บกันแน่? แท้ที่จริงแล้วเราต้องการการเยียวยารักษาต่างหาก เป้าหมายของศีลแห่งการคืนดีนี้จึงไม่ใช่เพื่อให้พระเจ้ายกโทษให้อภัยบาปแก่เราเท่านั้น พระเจ้าไม่ได้ทำการยกโทษบาปที่เราทำซ้ำซากโดยพระองค์ไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงรักษาเยียวยาเราอีกด้วย หลายครั้งที่เราพิจารณามโนธรรมก่อนแก้บาปแล้วรู้สึกเสียใจ การเสียใจนี้แหละคือบาดแผล มันเป็นสิ่งที่ทำร้ายชีวิตของเรา ถามว่าเราอยากถวายบาดแผลของเราแก่พระเจ้าหรือเราอยากให้พระเจ้ารักษาเรากันแน่? หลายครั้งที่เราไม่อยากไปแก้บาปเพราะคิดว่าอย่างไรเสียพระเจ้าก็คงจะยกบาปซ้ำซากเดิมๆให้แก่เราเช่นเคย หรือบางคนก็มีอาการป่วยหนักจนกระทั่งบอกว่าตนเองไม่มีบาปอะไรเลย นั่นก็เพราะว่ามีแต่คนที่รู้ตัวเองว่าป่วยเท่านั้นจึงจะได้รับการเยียวยารักษา ในชีวิตของเราทุกคนที่เกิดมาไม่มีใครเป็นคนดีโดยไม่ต้องพบเจอกับความไม่ดีเข้ามาปะปนในชีวิต ทุกๆวันของชีวิตมีทั้งความดีและไม่ดีอยู่ในชีวิตของเรา การจะเอาสิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิตนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การจะเยียวยารักษาผลที่เกิดจากความไม่ดีนั้นยากกว่า แม้ว่าหลังจากการรักษาแล้วลูกปืนหรือสิ่งที่ไม่ดีอาจจะยังคงฝังอยู่หรือฝากรอยแผลเป็นไว้ก็ตาม แต่หากเราได้รับการรักษาให้หายแล้วรอยแผลนั้นก็จะไม่สามารถทำให้เราเจ็บปวดได้อีก เป็นความเข้าใจผิดที่ว่าการไปแก้บาปนั้นก็เพื่อให้พระเจ้าเอาลูกปืนออกให้เราเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วลูกปืนที่เราถูกยิงใส่นั้นมันอาจจะทะลุหายไปแล้ว เหมือนเช่นเวลาที่เราไปหาหมอเพราะถูกยิง หมอก็ไม่ได้สนใจในกระสุนที่ยิงคนไข้ แต่หมอจะสนใจรักษาอาการบาดเจ็บจากกระสุนปืนของคนไข้มากกว่า บาปได้สร้างให้เกิดบาดแผล ผลของบาปหรือลูกปืนที่เราถูกยิงเมื่อนานมาแล้ว อาจยังคงทำให้เราเจ็บปวดอยู่ในปัจจุบัน การไปหาหมอใส่ยาบ่อยๆคือการเยียวยารักษาบาดแผล พวกเรามักคิดว่าการแก้บาปคือการให้พระยกบาปออกไปจากเรา แต่ไม่ได้ตระหนักว่าการแก้บาปคือการไปให้พระเจ้ารักษาบาดแผลที่เกิดจากบาปของเรา ความเจ็บปวดจากบาปที่เราได้ทำไปแล้วนั้น ผลของมันจบไปแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องการในเวลานี้คือการเยียวยาจากความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำไม่ดีลงไป และเราต้องการให้พระเจ้ารักษาความเจ็บปวดในสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ดีตลอดเราคงไม่ต้องไปหาหมอ แต่เพราะเราไม่สบายสุขภาพไม่ดีจึงต้องการให้หมอดูแลเอาใจใส่ ศีลแห่งการคืนดีเป็นเครื่องหมายว่าการที่เราไปหาพระนั้นเราไม่ได้ต้องการให้พระเจ้าเอาบาปเราออกไป แต่เราไปเพราะเมื่อเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้าแล้วพระองค์จะทรงรักษาเยียวยาสิ่งที่เราได้ทำผิดและรู้สึกเสียใจ ให้พระเจ้าช่วยเหลือเราซึ่งเป็นคนบาป นี่คือการรักษาฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะเราไม่สามารถรักษาตัวเองได้ และพระเจ้าก็อยากจะช่วยเหลือเรา พระองค์ไม่ได้สนใจในบาปที่เราได้ทำไปแล้ว แต่ในขณะนี้พระองค์ต้องการคนบาปอย่างเรากลับคืนมาต่างหาก ในเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงสัมผัสรักษาบรรดาคนเจ็บป่วยนั้น สิ่งที่พระองค์สนใจคือคนบาปคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ดังนั้นจึงเป็นคนบาปต่างหากที่พระเจ้าต้องการที่จะเยียวยารักษาเขา พระเจ้ารักเราที่เป็นคนบาปและต้องการช่วยเอาบางสิ่งออกจากจิตใจของเรา พระเยซูเจ้าเป็นหมอและเราก็เป็นคนป่วยทางจิตใจ ป่วยในความหมายที่ว่าบาปมันทำให้เราสูญเสียความรักของเราต่อพระเจ้า สูญเสียความรักต่อเพื่อนพี่น้อง สูญเสียความรักต่อคนอื่น เหมือนเช่นการที่เราไปหาหมอเพื่อรักษาโรคฝ่ายร่างกาย การไปหาหมอฝ่ายกายนั้นเราต้องเสียเงินในการรักษาแต่สำหรับการรักษาฝ่ายจิตกับพระเจ้านี้ เราไม่ต้องเสียเงินทองซักบาท แถมยังสามารถไปหาได้บ่อยเท่าที่เราต้องการอีกด้วย ดังในพระวรสารที่พระเยซูเจ้าได้ทำการรักษาคนเจ็บป่วยต่างๆที่เข้ามาขอรับการรักษาจากพระองค์ เมื่อทรงสัมผัส ปกมือรักษาเขาก็หาย นี่คือท่าทีของการรับศีลแห่งการคืนดี ดังเช่นความหมายของ ศีลแห่งการคืนดี ใน มธ.9: 18-26
18พระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงตกเลือดเรื้อรังทรงปลุกบุตรหญิงของหัวหน้าให้คืนชีวิต
ขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังตรัสอยู่นั้น หัวหน้าคนหนึ่ง เข้ามากราบพระบาท ทูลว่า “บุตรหญิงของข้าพเจ้าเพิ่งสิ้นใจ เชิญพระองค์เสด็จไปปกพระหัตถ์เหนือเขาเถิด เขาจะได้มีชีวิต” 19พระเยซูเจ้าทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไปพร้อมกับบรรดาศิษย์ 20ขณะนั้น หญิงคนหนึ่งตกเลือดเรื้อรังมาสิบสองปีแล้ว เข้ามาข้างหลังสัมผัสฉลองพระองค์ 21นางคิดว่า “ถ้าฉันเพียงสัมผัสฉลองพระองค์เท่านั้น ฉันก็จะหายจากโรค” 22พระเยซูเจ้าทรงหันมาเห็นเข้า จึงตรัสว่า “ลูกเอ๋ย ทำใจดีๆ ไว้ ความเชื่อของท่าน ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว” หญิงนั้นก็หายจากโรคนับแต่เวลานั้น 23เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงบ้านของหัวหน้าคนนั้น ทรงเห็นคนเป่าขลุ่ย และผู้คนกำลังชุลมุนวุ่นวายn จึงตรัสว่า 24“ออกไปเถิด เด็กหญิงคนนี้ยังไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับไปเท่านั้น” พวกนั้นต่างหัวเราะเยาะพระองค์ 25เมื่อคนกลุ่มนั้นถูกไล่ออกไปข้างนอกแล้ว พระองค์จึงเสด็จเข้าไป ทรงจับมือเด็กหญิง เด็กนั้นก็ลุกขึ้น 26ข่าวเรื่องนี้จึงแพร่ออกไปทั่วแคว้นนั้น
ความหมายของศีลแห่งการคืนดี
- เป็นศีลแห่งการกลับใจ
-การกลับใจ หมายถึง 1.การหันกลับจากบาปที่เรากระทำ 2.การออกจากตนเอง 3.การกลับไปหาพระเจ้า
บาปที่เราได้กระทำไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่สิ้นสุดไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องการในเวลานี้คือการได้สัมผัสถึงพระเจ้าในชีวิตของเรา สัมผัสกับยาที่พระองค์จะทรงใช้รักษาบาดแผล นั่นคือความเมตตาของพระเจ้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กลับเข้ามาเดินในหนทางของพระองค์ เพราะมี2วิธีเท่านั้นที่เราจะสามารถสัมผัสกับพระเจ้าได้ตลอดคือ 1.ศีลมหาสนิท ที่เราสามารถเข้าไปรับได้ตลอดเวลาเป็นเครื่องหมายแห่งการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า 2.ศีลอภัยบาป ที่เป็นการคืนดีกันให้พระเจ้าได้สัมผัสเราที่มีบาดแผลของบาป เพราะเราทุกคนล้วนป็นคนบาป แม้กระทั่งในผู้ที่เป็นนักบุญบางท่านก็ยังแก้บาปวันละ3ครั้ง นักบุญที่แก้บาปบ่อยๆไม่ใช่เป็นเพราะท่านทำบาปมากมายกว่าเรา แต่เพราะท่านต้องการที่จะสัมผัสพระเจ้าบ่อยๆ ในศีลแห่งการคืนดีนั้น ณ ที่นั่นเราต้องการการสัมผัสจากพระองค์ เราต่างลืมไปว่าการที่เราไปแก้บาปนั้นเพราะเราอยากจะสัมผัสพระเจ้า ให้พระเจ้าเยียวยาบาดแผลจากบาปที่เราได้กระทำ ดังนั้นอย่ามัวแต่รอที่จะไปสัมผัสพระองค์แต่ในสวรรค์เท่านั้น แต่จงหาโอกาสสัมผัสพระผ่านทางศีลทั้ง2นี้บ่อยๆ โดยเฉพาะศีลอภัยบาปที่พระเยซูเจ้าทรงรอให้เราเข้าไปหาเพื่อสัมผัสพระองค์ผ่านทางคุณพ่อ ณ ที่แก้บาป
ศีลแห่งการลิ้มรสความเมตตากรุณาของพระเจ้าต่อเราที่เป็นคนบาป
ภาพของลูกล้างผลาญที่กลับมาบ้านหลังจากที่ได้จากไป พ่อไม่ได้จะอยากรู้จัก ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งไม่ดีที่ลูกคนนี้ได้กระทำ เช่นกันในการแก้บาป พ่อคือพระเป็นเจ้านั้นก็ไม่ได้ต้องการจะฟังบาปที่เราได้ไปทำมา แต่ที่เราต้องพูดออกมาในเวลาที่ไปแก้บาป ก็เพื่อที่จะให้เราได้ถ่อมตัวลงและสำนึกว่าเราเป็นคนบาป สิ่งที่พระเจ้าต้องการมากที่สุดคือให้เราได้ลิ้มรสถึงความรัก ความเมตตาของพระองค์ในชีวิตของเราถึงแม้เราจะเป็นคนบาป พระเจ้าไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากเราเพื่อที่จะยกบาปนั้นให้เรา แต่พระองค์ทรงเมตตา และให้อภัยทันทีที่เราเสียใจ
- ศีลศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้อภัยบาป แต่เป็นพระเจ้าที่ทรงอภัยบาป
- พระเจ้าไม่ทรงต้องการสิ่งใดที่จะยกบาป พระองค์ทรงเป็นความเมตตากรุณาและทรงอภัยทันทีที่เราเสียใจจากความผิดของเรา
- วิกฤตของศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้ หลายคนเข้าใจผิด และหลายคนขาดความใส่ใจต่อศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ จนกลายเป็นเพียงกฎข้อบังคับให้แก้บาปเพียงปีละครั้ง
ศีลแห่งการคืนดีเป็นเครื่องหมายของการอภัยบาป
- ศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นการเฉลิมฉลองการอภัยบาป
การที่เราได้รับการอภัยบาปเพราะพระเจ้าไม่ได้มองที่ตัวบาป ไม่เอาผิดกับเรา พระเจ้าไม่ได้ยกบาปเพื่อจะเอาความบาปที่เราได้กระทำผิดไปแบกไว้ แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการคือความยินดี เหมือนเวลาที่เราเหน็ดเหนื่อยทำงานจนร่างกายสกปรกมอมแมมมาตลอดทั้งวันแล้ว สิ่งที่ต้องการเป็นอันดับแรกหลังเลิกงานคือการได้อาบน้ำชำระคราบไคล เพื่อจะได้รู้สึกสดชื่นสบายกาย เช่นเดียวกันในเวลาที่เราไปแก้บาป ก็คือการที่เราอยากจะชำระบางสิ่งออกจากจิตใจ เป็นความสุขที่เราได้รับการชำระล้างจากพระเจ้า เป็นการให้พระเจ้าสัมผัสแตะต้องใจของเรา
ศีลแห่งการคืนดี เป็นศีลแห่งการสัมผัสกับการเป็นบุคคลของพระเยซูเจ้า
- “เราจะอยู่กับท่านตลอดไป ตราบจนสิ้นพิภพ” (มธ.28 : 20)
- การรับศีลอภัยบาปบ่อยๆ เหมือนกับเราได้สัมผัสกับพระเจ้าทุกครั้ง
ศีลแห่งการคืนดี เป็นศีลของการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า
- พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในตัวของพระสงฆ์ - พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในตัวเรา
- มิใช่บาปของเรานำมาถวายแด่พระเจ้า แต่เป็นตัวเราที่เป็นคนบาปเพื่อถวายแด่พระเมตตากรุณาของพระองค์
ในพระสงฆ์ทุกคนที่แม้จะเป็นคนบาปแต่พระเจ้าก็ประทับอยู่กับเขา เช่นเดียวกับการรับศีลเมื่อครั้งที่เราล้างบาป บ่งบอกว่าเราต้องการให้พระเจ้าประทับอยู่ด้วย แต่การที่เราทำบาปอยู่บ่อยครั้ง นั่นเพราะเราไม่ตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระองค์ บาปที่เราไปสารภาพต่อพระเจ้าไม่ได้มีคุณค่าอะไรสำหรับพระเจ้า แต่เป็นตัวเราคนบาปต่างหากที่มีค่าสำหรับพระองค์ และทุกครั้งที่เราไปแก้บาปคือการที่เรานำตัวของเราเองไปถวายแด่พระเจ้า
ศีลแห่งการคืนดีเรียกร้องการเป็นทุกข์ถึงบาป
- ศีลศักดิ์สิทธิ์นี้จะรักษาเราได้ จะสัมผัสเราได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้สึกมีความเสียใจต่อการกระทำผิดของเราอย่างแท้จริง
- มิใช่เป็นเพียงรู้สึกผิดเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มต้นของการกลับใจ และมีชีวิตใหม่
- การเป็นทุกข์ถึงบาป ส่งผลให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราได้
เช่นเดียวกับคนป่วยที่รู้สึกเจ็บป่วยมีความทุกข์จึงจะไปหาหมอ บอกเล่าอาการตามความจริงแล้วหมอจึงจะรักษาได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าพระเจ้าจะทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับบาปของเรา แต่พระองค์ทรงต้องการให้เราได้รับการสัมผัสและรักษาจากพระองค์ต่างหาก ไม่ใช่แค่การรู้สึกผิดเท่านั้นแต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ด้วย เหมือนดังเช่นตอนที่พระเยซูเจ้าได้รักษาโดยตรัสสั่งให้คนง่อยลุกขึ้นคือการให้ เริ่มต้นใหม่ เพราะถ้าเขายังอยู่ในสภาพนั้นก็จะเป็นง่อยไปตลอด เราต้องเห็นและเข้าใจตัวเองว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มิฉะนั้นเราจะไม่อยากไปแก้บาป เพราะเป็นบาปเดิมซ้ำซาก ทำให้หมดหวัง หมดกำลังใจที่จะแก้ไข การที่พระองค์ตรัสว่า ถึงแม้บาปของเจ้าจะเป็นสีแดงเข้ม แต่พระองค์จะชำระจนเป็นสีขาวบริสุทธิ์ นั่นคือให้เราหมั่นเข้าไปสัมผัสพระเจ้า ให้พระองค์ขัดเกลาเราทีละน้อยในแต่ละวัน พฤติกรรมบางอย่างอาจจะเปลี่ยนไม่ได้ทันที แต่จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นๆ จนกระทั่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด
พ่อขอสรุปเป็นคุณลักษณะ 8 ประการของศีลอภัยบาป ตามความหมายของ ศีลแห่งการคืนดี(มธ.9:1-8) ดังนี้
1พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนอัมพาต
พระเยซูเจ้าเสด็จลงเรือข้ามฝั่งกลับมายังเมืองของพระองค์ 2ทันใดนั้น มีผู้หามคนอัมพาตคนหนึ่งนอนบนแคร่มาเฝ้าพระองค์ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชื่อของเขา จึงตรัสแก่คนอัมพาตว่า “ทำใจดีๆ ไว้เถิด ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” 3ธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า “คนนี้กล่าวดูหมิ่นพระเจ้า” 4พระเยซูเจ้าทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสว่า “ท่านคิดร้ายในใจทำไม 5อย่างใดง่ายกว่ากัน การบอกว่า ‘บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว’ หรือบอกว่า ‘ลุกขึ้น เดินไปเถิด’ 6แต่เพื่อให้ท่านทราบว่า บุตรแห่งมนุษย์มีอำนาจอภัยบาปได้บนแผ่นดินนี้” พระองค์จึงตรัสสั่งคนอัมพาตว่า “จงลุกขึ้น แบกแคร่ กลับบ้านเถิด” 7เขาก็ลุกขึ้นกลับไปบ้าน 8เมื่อประชาชนเห็นดังนี้ ต่างมีความกลัว ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ผู้ประทานอำนาจเช่นนี้ให้แก่มนุษย์
คุณลักษณะประการแรก คือ เป็นการสัมผัสกับพระเยซูเจ้าผู้เป็นมนุษย์
- ศีลอภัยบาปเรียกร้องการสัมผัสกับพระเยซู - เราไม่สามารถสารภาพบาปผ่านทางโทรศัพท์ เฟสบุค ทางไลน์ - อย่าคิดถึงบาปของเรามากกว่าการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าในศีลอภัยบาป - เป็นการพบปะอย่างรู้ตัวกับองค์พระเยซูเจ้า
เป็นการเข้าไปสัมผัสพระเจ้าแบบตัวต่อตัว การไม่ไปรับศีลคือการที่เรากลัวที่จะสัมผัสกับพระเจ้า การไม่ยอมแก้บาปรับศีลคือการหลีกเลี่ยงไม่อยากสัมผัส ไม่ต้องการเข้าหาพระเจ้า เพราะศีลนี้มีก็เพื่อให้คริสตชนได้เข้าหาพระเจ้าได้บ่อยๆ
คุณลักษณะประการที่ สอง คือ เป็นศีลแห่งการให้อภัย
- บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว - การให้อภัยเกิด ณ เวลานี้ และบนแผ่นดินนี้
- พระเยซูเจ้าช่วยให้เรารอด ณ เวลานี้ - พระเยซูเจ้าทรงนำการชำระให้บริสุทธิ์
- พระเยซูเจ้าทรงทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ณ เวลานี้ - การให้เราเป็นอิสระหลุดพ้นจากสิ่งที่เราเป็นอยู่ (จากบาป) - พระเจ้ารักเรา เมตตาเราในความเป็นจริงของเราในปัจจุบัน - ศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อบาปของเรา แต่ตั้งขึ้นเพื่อคนบาปจะได้รับการอภัย - มิใช่ความผิดในอดีตที่ทำให้เราห่างจากพระเจ้า แต่เป็นการรักพระเจ้าน้อยเกินไป
เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” เป็นเราคนบาปที่ได้รับการอภัย ไม่ใช่ตัวบาป เป็นเราเองที่ได้รับการคืนดีกับพระเจ้า ศีลอภัยบาปตกแต่งสภาพจิตวิญญาณเราให้สวยงามได้ หากเราอาบน้ำชำระขัดสีฉวีวรรณร่างกายบ่อยๆให้สะอาดสวยงาม แล้วทำไมเราจึงไม่ทำเช่นนั้นกับจิตวิญญาณของเราตามที่พระศาสนจักรได้สนับสนุนให้แก้บาปรับศีลบ่อยๆบ้างเล่า บางครั้งที่เราไม่ยอมไปแก้บาปเพราะเรายังไม่ยอมที่จะให้ตัวเองได้รับการอภัย เราแค่อยากให้พระเจ้ายกโทษบาปที่ได้ทำลงไปเท่านั้น นักบุญออกัสตินบอกไว้ว่า “การที่เราไม่ไปแก้บาปนั้น มิใช่ความผิดในอดีตที่ทำให้เราเหินห่างจากพระเจ้า แต่เป็นการที่เรารักพระเจ้าน้อยเกินไปต่างหาก” ยิ่งเรารู้ตัวว่าเป็นคนบาปอ่อนแอมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งต้องการพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราหนีพระเจ้าไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแสดงว่าเรารักพระองค์น้อยเท่านั้น
คุณลักษณะประการที่ สาม เป็นศีลแห่งการเยียวยารักษา
- เราได้รับพละกำลังและกลับมาหาพระเจ้า - เราได้รับการรักษาให้หายจากบาป
- รักษาเราให้พ้นจากความโน้มเอียงที่จะทำบาป - เราไม่ได้ไปสารภาพบาปเพียงเพราะว่าเราทำผิด แต่เพราะว่า เราได้รับบาดเจ็บจากบาป - เราปรารถนาจะได้รับการรักษาให้หาย จากอาการบาดเจ็บของบาป - เราต้องการพละกำลังความกล้าหาญและความรักจากพระเจ้า - ศีลอภัยบาปไม่ใช่เป็นการตัดสิน แต่เป็นการกลับใจและการรักษาภายในของเรา
คุณลักษณะประการที่ สี่ เป็นศีลแห่งการกลับคืนชีพใหม่
- ท่าทีของการลุกขึ้น กลับไปบ้าน (มธ.9: 7) - ท่าทีของการมีชีวิตใหม่
- การเป็นอัมพาตถูกนำมาบนที่นอน - เขาไม่สามารถเดินได้
ศีลนี้ส่งผลถึงการกลับคืนชีพในวันสุดท้ายของเรา นำความรอดพ้นให้แก่เราทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นี่คือสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระศาสนจักรสามารถให้แก่เราได้
คุณลักษณะประการที่ ห้า การเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งความเชื่อ
- พระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชื่อของเขา (มธ.9: 2) - ความเชื่อช่วยเขาให้รอดพ้นแล้ว (มธ.9: 27)
ความเชื่อมีจุดหมาย 3 อย่าง - ความเชื่อที่มีการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าภายใต้เครื่องหมายของศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ - ความเชื่อในพลานุภาพของพระองค์ที่สามารถรักษาเราให้หายได้ - ความเชื่อในพระเมตตารักของพระองค์ที่ปรารถนารักษาเราให้หาย
ผู้ที่เชื่อเท่านั้นจึงได้รับความรอด และความเชื่อนี้ก็มีแต่ในพระศาสนจักรคาทอลิกเท่านั้น
คุณลักษณะประการที่ หก การเป็นศีลแห่งความอ่อนโยน
- ลูกเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว - ความอ่อนโยนของพระเจ้าที่มีต่อคนบาป
- ศีลอภัยบาป จึงเป็น ศีลแห่งความเมตตาและความอ่อนโยนของพระเจ้า
- การไปสารภาพบาปไม่ใช่เพื่อถูกตำหนิ แต่เราไปเพื่อได้รับการปลอบโยนจากพระเจ้า
ความอ่อนโยนเป็นคุณลักษณะของพระเจ้า คือความอ่อนโยนต่อความหยาบกระด้างของเราคนบาป เราไม่เคยถูกตำหนิจากพระเจ้า แม้บางทีอาจจะถูกตำหนิจากพระสงฆ์ แต่เป็นพระเจ้าที่จะโปรดบาปและให้กำลังใจแก่เราเสมอ
คุณลักษณะประการที่ เจ็ด เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการกลับไปหาพระบิดา
- ศีลอภัยบาป เป็นศีลแห่งการกลับบ้านไปหาพระบิดา - “ฉันจะกลับไปหาพ่อที่บ้าน”
ในเวลาที่เราทำบาป ปีศาจมันฉลาดที่จะพาให้เราถอยออกไปไกลห่างจากพระเจ้าขึ้นทุกทีๆ จนกระทั่งสูญเสียความเป็นลูกของพระเจ้าในที่สุด การไม่แก้บาปเป็นเหมือนการที่เราเดินออกนอกทางไปเรื่อยๆและสูญเสียพระหรรษทาน จนกระทั่งรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณค่า ศีลอภัยบาปทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นลูกของพระกลับคืนมา นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ผู้ที่หลงผิดได้รู้หนทางที่จะกลับคืนมาสู่บ้านของพระองค์ การกลับใจคือวิธีหนึ่งในการเริ่มต้นใหม่ การเป็นคริสตชนจึงเริ่มต้นที่การแก้บาปเพื่อจะได้กลับมาสู่หนทางการเป็นลูกของพระเจ้าต่อไปได้
คุณลักษณะประการที่ แปด คือ การเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระศาสนจักร
- พระศาสนจักรเท่านั้นที่มีอำนาจอภัยบาปบนแผ่นดินนี้
- ศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นลักษณะเฉพาะในพระศาสนจักรที่มีพระเยซูเจ้าประทับอยู่

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view