สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ฤทธิ์กุศล10ประการ พระพรที่ช่วยส่งเสริมชีวิตคริสตชน

ฤทธิ์กุศล10ประการ พระพรที่ช่วยส่งเสริมชีวิตคริสตชน


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2560

เรื่องฤทธิ์กุศลที่พ่อจะนำมาแบ่งปันกับพวกเราในครั้งนี้ถือเป็นจิตตารมย์ของฆราวาสแพร่ธรรม ที่จะช่วยส่งเสริมชีวิตคริสตชนได้อย่างดี พระพร10ประการที่พระเจ้าประทานให้ในชีวิตของเราทุกคนนี้จะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตในความเป็นคริสตชนของเราได้เสมอตามแบบอย่าง ดังนี้

ฤทธิ์กุศลประการที่ 1 : “ความเมตตา”
ลก 7:11-17 ... หลังจากนั้นไม่นาน พระเยซูเจ้าเสด็จไปที่เมืองหนึ่งชื่อนาอิน บรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมากติดตามพระองค์ไป เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ประตูเมืองก็ทรงเห็นคนหามศพออกมา ผู้ตายเป็นบุตรคนเดียวของมารดา ซึ่งเป็นม่าย ชาวเมืองกลุ่มใหญ่มาพร้อมกับนางด้วย เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นนางก็ทรงสงสารและตรัสกับนางว่า “อย่าร้องไห้ไปเลย” แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ ทรงแตะแคร่หามศพ คนหามก็หยุด พระองค์จึงตรัสว่า “หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด” คนตายก็ลุกขึ้นนั่งและเริ่มพูด พระเยซูเจ้าจึงทรงมอบเขาให้แก่มารดา ทุกคนต่างมีความกลัวและถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า กล่าวว่า “ประกาศกยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้นในหมู่เรา พระเจ้าได้เสด็จมาเยี่ยมประชากรของพระองค์” และข่าวเรื่องนี้ก็แพร่ไปทั่วแคว้นยูเดียและทั่วอาณาบริเวณนั้น
พ่ออยากให้เราสังเกตว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงเข้าไปช่วยเหลือหญิงแม่ม่ายคนนั้นโดยไม่ได้มีการร้องขอแต่อย่างใด แม่ม่ายผู้นี้ได้รับการช่วยเหลือโดยที่นางอาจจะเป็นผู้ที่มีความเชื่อหรือไม่มีก็ได้ หรืออาจจะเป็นคนต่างศาสนาก็เป็นได้ แต่เป็นความเมตตา กรุณาจากพระเยซูเจ้าที่ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นและทรงสงสาร พระองค์จึงได้ทำการช่วยเหลือเดินเข้าไปหานางโดยที่ไม่ต้องมีการภาวนา วอนขอแต่อย่างใด พระเยซูเจ้าทรงเป็นแบบอย่างให้กับพวกเราที่เป็นฆราวาสในการทำกิจการช่วยเหลือต่างๆ เราไม่ได้ทำเพราะถูกขอร้อง คะยั้นคะยอหรือบังคับให้ต้องช่วย แต่เราทำเพราะความรู้สึกที่เรียกว่า “สงสาร” นี้แหละที่เป็นความเมตตาที่แสดงออกเป็นกิจการ ฤทธิ์กุศลประการที่ 1 นี้จึงเป็นการที่เรามองเห็นถึงความต้องการของกันและกัน มีความรู้สึกไวที่อยากจะช่วยเหลือมีเมตตาต่อกัน ให้เราเริ่มจากการมองคนในครอบครัวสามี-ภรรยา มองกันและกันด้วยความสงสารมีเมตตาเสียก่อน แล้วจึงค่อยขยายออกไปยังผู้คนรอบข้างภายนอก ข้อคิดในการเป็นฆราวาสแพร่ธรรมของเราคือ เราจงเป็นผู้ที่มีเมตตา เหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงมีเมตตาต่อเรา ดังที่พระเยซูเจ้าได้บอกแก่เราว่า “จงเป็นผู้มีใจเมตตา กรุณาเหมือนที่พระบิดาทรงเป็นผู้เมตตา กรุณาเถิด” พระองค์ไม่ได้สอนว่า “จงเป็นคนดีบริบูรณ์เหมือนพระบิดาที่เป็นคนดีบริบูรณ์เถิด” เพราะแท้จริงแล้วเราไม่สามารถเป็นคนดีทำทุกสิ่งสมบูรณ์เพื่อให้ทุกคนพอใจต่อเราได้ แต่เราสามารถเป็นคนที่มีเมตตาต่อกันได้ เช่นคนยากจน2คนเมื่ออยู่ร่วมกันแม้ไม่มีทรัพย์สินใดที่จะให้แก่กัน แต่เขาก็สามารถที่จะมีความเมตตา กรุณาต่อกันได้ ในครอบครัวของเราก็เช่นกัน แม้เราจะไม่ได้มีครอบครัวที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ แต่เราสามารถมีใจเมตตา กรุณาต่อกันได้


ฤทธิ์กุศลประการที่ 2 : “ ความเรียบง่าย ”
มก 10:13-16 … มีผู้นำเด็กเล็ก ๆ มาเฝ้าพระเยซูเจ้าเพื่อทรงสัมผัสอวยพร แต่บรรดาศิษย์กลับดุว่าคนเหล่านั้น เมื่อทรงเห็นเช่นนี้ พระองค์กริ้ว ตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “ปล่อยให้เด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้ เราบอกความจริงกับท่านว่า ... ผู้ใดไม่รับพระอาณาจักรของพระเจ้าอย่างเด็กเล็ก ๆ เขาจะไม่เข้าสู่พระอาณาจักรนั้นเลย” แล้วพระองค์ทรงอุ้มเด็กเหล่านั้นไว้ ทรงปกพระหัตถ์และประทานพระพร
ในปัจจุบันนี้สังคมบริโภคนิยมทำให้เรามีความฟุ่มเฟือย ความสะดวกสบาย จนยึดติดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นกลายเป็นความโลภที่สุดท้ายชีวิตเราจะขาดมันเสียไม่ได้ สิ่งนี้ตรงข้ามกับความเรียบง่ายคือฤทธิ์กุศลประการนี้ที่พระเยซูเจ้าสอนให้เรามีความเรียบง่ายเหมือนเด็กเล็กๆ ที่มีชีวิตด้วยตัวของเขาเองไม่ได้ เด็กเล็กจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีพ่อแม่ผู้ ปกครองคอยช่วยเหลือ ดูแล เอาใจใส่ เพราะเขายังไม่สามารถดูแล ปกป้องตนเองได้ จิตตารมย์ของความเรียบง่ายนี้ก็คือ ชีวิตของเรานั้นจะต้องขึ้นอยู่กับพระเป็นเจ้าเสมอ เราไม่สามารถเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางได้ เช่นเดียวกับเด็กเล็กที่ไม่มีอะไรเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองเลย สิ่งที่เขามีคือสิ่งที่เป็นของพ่อแม่ ผู้ปกครองเท่านั้น เช่นกันกับชีวิตในโลกนี้ของเราที่แท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นของเราจริงๆเลยสักอย่าง มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่คอยอวยพร ปกป้องคุ้มครอง ความเรียบง่ายหรือความพอดีในชีวิตของเราจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจงใช้พระพรต่างๆอย่างรู้คุณค่า พระเจ้าไม่ได้ปฏิเสธความร่ำรวย แต่พระองค์ทรงเห็นว่าความร่ำรวย หรือทรัพย์สินที่เราหามาได้นี้จะทำให้เราไปสวรรค์ได้ยาก โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้แบ่งปันสิ่งที่มี และเป็นไปเพียงเพื่อตัวเราเองเท่านั้น สิ่งที่น่ากลัวในโลกทุกวันนี้คือเราให้เงินนั้นเป็นพระเจ้า แทนที่จะมีความพอเพียง เรียบง่ายเหมือนเด็กเล็กๆ


ฤทธิ์กุศลประการที่ 3 : “ความสุภาพ ถ่อมตน”
ลก 14 : 7-11 … พระเยซูเจ้าทรงสังเกตเห็นผู้รับเชิญต่างเลือกที่นั่งที่มีเกียรติ จึงตรัสเป็นอุปมากับเขาว่า “เมื่อมีใครเชิญท่านไปในงานมงคลสมรส อย่าไปนั่งในที่ที่มีเกียรติ เพราะถ้ามีคนสำคัญกว่าท่านได้รับเชิญมาด้วย เจ้าภาพที่เชิญท่านและเชิญเขาจะมาบอกท่านว่า “จงให้ที่นั่งแก่ผู้นี้เถิด” แล้วท่านจะต้องอับอายไปนั่งที่สุดท้าย แต่เมื่อท่านได้รับเชิญ จงไปนั่งในที่สุดท้ายเถิด เพื่อเจ้าภาพที่เชิญท่านจะมาบอกท่านว่า “เพื่อนเอ๋ย จงไปนั่งในที่ที่ดีกว่านี้เถิด” แล้วท่านจะได้รับเกียรติต่อหน้าผู้ร่วมโต๊ะทั้งหลาย
เพราะทุกคนที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง แต่ทุกคนที่ถ่อมตนลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น

ฤทธิ์กุศลประการนี้ให้แนวทางชีวิตภายในแก่เราคือความสุภาพ อ่อนโยน เพราะแท้จริงแล้วทุกคนล้วนเท่าเทียมกันแม้ว่าภายนอกจะแต่งกายในเครื่องแบบที่แตกต่างกัน แต่หากถอดชุดเครื่องแบบออกมนุษย์ทุกคนก็มีสภาพร่างกายเหมือนๆกัน ในเวลาที่อยู่ต่อหน้าพระเป็นเจ้าทุกคนล้วนเท่าเทียมกันไม่ว่าจะมีตำแหน่ง ลาภ ยศมากน้อยแค่ไหน ฤทธิ์กุศลประการนี้สอนความเท่าเทียมกันเพราะทุกคนล้วนเป็นพี่น้องกัน แม้ว่าเมื่ออยู่นอกบ้านเราจะมีหน้าที่ตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด แต่เมื่อกลับเข้ามาในบ้านแล้ว สิ่งที่สมาชิกในบ้านต้องการจากเรานั้นไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่โตใดๆ ที่เรามีทั้งสิ้น และครอบครัวของเราก็จะมีปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าหากเราไม่วางหัวโขนที่มีไว้แต่เพียงข้างนอกแต่ยังนำมันกลับมาใช้ในบ้านด้วย เพราะสำหรับคนในบ้านของเรานั้น เขาต้องการเพียงความเป็นพ่อ-แม่ พี่-น้องกัน พระเยซูเจ้าจึงสอนว่าในชีวิตของเรา จงอย่าเอาตำแหน่ง หัวโขน หน้าที่ต่างๆที่มีเข้าไปใช้ในครอบครัว แต่จงอยู่กันด้วยความสุภาพ อ่อนโยนต่อกัน

ฤทธิ์กุศลประการที่ 4 : “ ความเพียรอดทน ”
ลก 13:6-9 … พระเยซูเจ้าตรัสเป็นอุปมาเรื่องนี้ว่า “ชายผู้หนึ่งปลูกต้นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งในสวนองุ่นของตน เขามามองหาผลที่ต้นนั้นแต่ไม่พบ จึงพูดแก่คนสวนว่า “ดูซิ สามปีแล้ว ที่ฉันมองหาผลจากมะเดื่อเทศต้นนี้แต่ไม่พบ จงโค่นมันเสียเถิด เสียที่เปล่า ๆ” แต่คนสวนตอบว่า “นายครับ ปล่อยมันไว้ปีนี้อีกสักปีหนึ่งเถิด ผมจะพรวนดินรอบต้น ใส่ปุ๋ย ดูซิว่าปีหน้ามันจะออกผลหรือไม่ ถ้าไม่ออกผล ท่านจะโค่นทิ้งเสียก็ได้”
ฤทธิ์กุศลประการนี้พระเจ้าได้ประทานให้ไว้อยู่แล้วในชีวิตของเราทุกคน ที่บางครั้งพระองค์อาจบอกให้เราทำอะไรสักอย่าง และพระองค์ก็รอคอยเราเสมอ ทรงอดทนต่อชีวิตของเรามากมาย ความเพียรทนนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นแต่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของจิตใจด้วย เช่นในเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงแบกไม้กางเขนขึ้นเขากัลวารีโอนั้น พระองค์ก็ทรงเพียรอดทน เหมือนการที่พวกเรายอมสละตัวเองมาฟังพระวาจา แทนที่จะไปใช้เวลากับสิ่งอื่นนั่นก็เพราะเราเห็นว่าสิ่งนี้มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต แม้บางทีเราก็อาจจะฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เราก็ยังคงมาอยู่ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่าเป็นความเพียรอดทน ซึ่งเป็นฤทธิ์กุศลที่สำคัญมากต่อการเจริญชีวิตคริสตชน


ฤทธิ์กุศลประการที่ 5 : “ ความซื่อสัตย์ สม่ำเสมอ ”
ลก 2:36-38 ... ประกาศกหญิงคนหนึ่งชื่ออันนา เป็นบุตรหญิงของฟานูเอลจากเผ่าอาเชอร์ นางชรามากแล้ว แต่งงานตั้งแต่ยังสาว อยู่กับสามีเจ็ดปี หลังจากนั้นก็เป็นม่าย เวลานี้อายุแปดสิบสี่ปี ไม่ได้ออกจากพระวิหารเลย อยู่รับใช้พระเจ้าทั้งกลางวันกลางคืนโดยจำศีลอดอาหารและอธิษฐานภาวนา นางเข้ามาในเวลานั้นพอดี ขอบพระคุณพระเจ้าและกล่าวถึงพระกุมารให้ ทุกคนที่กำลังรอคอยการไถ่กู้กรุงเยรูซาเล็มฟัง
ฤทธิ์กุศลนี้คือความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ของเรา ถ้าประกาศกหญิงผู้นี้ไม่มีความซื่อสัตย์ในการทำงานในพระวิหารแล้ว ในวันที่เขานำพระกุมารมาถวายนางก็คงพลาดที่จะได้พบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้พบเห็นพระกุมารที่ตนรอคอยตลอดมาทั้งชีวิตในวันนั้นไป ฤทธิ์กุศลประการนี้จะทำให้เราไม่พลาดจากสิ่งที่รอคอย การภาวนาที่สม่ำเสมอจะช่วยทำให้วิญญาณของเราไม่ขาดอะไร เช่นเดียวกับการที่เราซื่อสัตย์ต่อครอบครัวสม่ำเสมอ ก็จะทำให้อย่างอื่นภายนอกไม่สามารถจะสอดแทรกทำให้แตกแยกได้ ในสังคมทุกวันนี้ปีศาจพยายามจะหาโอกาสจากความไม่สม่ำเสมอนี้แหละเข้ามาแทรกแซง ทำให้เราพลาดจากสิ่งดีๆที่เรารอคอยและอาจจะมาอย่างคาดไม่ถึง โป๊ปฟรังซิสได้บอกไว้ว่า รากเหง้าของปัญหาครอบครัวก็คือการไม่ซื่อสัตย์ และการไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง พ่อคิดถึงในเวลาที่พ่อจะต้องตาย ถ้าพ่อพลาดในความสม่ำเสมอและซื่อสัตย์ในการเป็นนักบวชก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร วิญญาณจะได้รอดหรือไม่ ดังนั้นในการรอคอย การให้เวลากับพระเจ้ากับครอบครัวถ้าพลาด ชีวิตเราก็จะเป็นอันตราย ความซื่อสัตย์สม่ำเสมอนี้จะช่วยทำให้เราสามารถมีชีวิตชีวาอยู่เสมออีกด้วย ทำให้เราได้ประโยชน์จากสิ่งที่จะช่วยพัฒนาจิตวิญญาณของเราอย่างต่อเนื่อง ดังในเรื่องของประกาศกหญิงนี้ และฤทธิ์กุศลประการที่ 5 นี้ ที่พ่อวางให้อยู่ตรงกลางจากทั้งหมด10ประการ ก็เพราะความซื่อสัตย์สม่ำเสมอนี้แหละที่เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมชีวิตคริตชนอย่างมาก


ฤทธิ์กุศลประการที่ 6 : “ ความศรัทธา ”
ยน 17:1-4 … พระเยซูเจ้าตรัสดังนี้แล้ว ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเบื้องบน ตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ถึงเวลาแล้วโปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์กับพระบุตรของพระองค์เถิด เพื่อพระองค์จะทรงรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระบุตร ดังที่พระองค์ได้ประทานอำนาจกับพระบุตรเหนือมนุษย์ทั้งมวล เพื่อ พระบุตรจะได้ประทานชีวิตนิรันดรกับทุกคนที่พระองค์ทรงมอบไว้ให้ ชีวิตนิรันดร คือ การรู้จักพระองค์ พระเจ้าแท้จริงแต่พระองค์เดียว และรู้จักผู้ที่พระองค์ทรงส่งมาคือพระเยซูคริสตเจ้า ข้าพเจ้าทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้แล้ว โดยปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จตามที่ทรงมอบหมายกับข้าพเจ้า
พวกเราคริสตชนมีความศรัทธาต่อสิ่งต่างๆ เช่นต่อศีลมหาสนิท ต่อแม่พระ นักบุญทั้งหลาย ความศรัทธาคือการทำให้ชีวิตการเป็นคริสตชนสำเร็จสมบูรณ์เพื่อพระสิริมงคลของพระเจ้าในตัวของพวกเรา เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า การที่เราร่วมทำกิจศรัทธาต่างๆก็เพื่อให้พระสิริมงคลของพระองค์สำเร็จไป ไม่ใช่เพื่อตัวของเราเองเท่านั้น แต่เป็นการเทิดเกียรติโดยถวายตัวเราเองแด่พระเป็นเจ้า เช่นการที่เราสวดสายประคำแม่พระก็เพราะมีความศรัทธาต่อแม่พระก็ถือเป็นการเทิดเกียรติต่อพระแม่อย่างหนึ่ง เราอาจไม่เคยคิดว่าในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของเรานี้แหละที่เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า ฤทธิ์กุศลนี้ให้เราถวายชีวิตของเราเพื่อเทิดเกียรติแด่พระเจ้าในทุกกรณีของชีวิต


ฤทธิ์กุศลประการที่ 7 : “ ความกรุณา ปราณี ”
ยน 8:2-11 เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พระองค์เสด็จไปในพระวิหารอีก ประชาชนเข้ามาห้อมล้อมพระองค์ พระองค์ประทับนั่ง แล้วทรงเริ่มสั่งสอน บรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีนำหญิงคนหนึ่งเข้ามา หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี เขาให้นางยืนตรงกลาง แล้วทูลถามพระองค์ว่า “อาจารย์ หญิงคนนี้ ถูกจับขณะล่วงประเวณี ในธรรมบัญญัติ โมเสสสั่งเราให้ทุ่มหินหญิงประเภทนี้จนตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไร” เขาถามพระองค์เช่นนี้ เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุปรักปรำพระองค์ แต่พระเยซูเจ้าทรงก้มลง เอานิ้วพระหัตถ์ขีดเขียนที่พื้นดิน เมื่อคนเหล่านั้นยังทูลถามย้ำอยู่อีก พระองค์ทรงเงย พระพักตร์ขึ้น ตรัสว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” แล้วทรงก้มลงขีดเขียนบนพื้นดินต่อไป เมื่อคนเหล่านั้นได้ฟังดังนี้ ก็ค่อยๆ ทยอยออกไปทีละคน เริ่มจากคนอาวุโส จนเหลือแต่พระเยซูเจ้าตามลำพังกับหญิงคนนั้น ซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า “นางเอ๋ย พวกนั้นไปไหนหมด ไม่มีใครลงโทษท่านเลยหรือ” หญิงคนนั้นทูลตอบว่า “ไม่มีใครเลย พระเจ้าข้า” พระเยซูเจ้าตรัสว่า“เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”
พ่อคิดว่าสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้ขีดเขียนลงบนพื้นดินคงไม่ใช่ทั้งบาปต้นเจ็ดประการหรือบทบัญญัติต่างๆ เพื่อที่จะไล่บรรดาธรรมาจาย์และฟาริสีออกไป แต่พระองค์น่าจะเขียนว่า “จงกรุณาปราณี จงกรุณาปราณี....” ซึ่งต่างจากทุกวันนี้ที่สื่อได้นำเสนอข่าวในแง่มุมด้านลบต่างๆของคนร้ายหรือฆาตกร จนทำให้ผู้รับสื่อเกิดความรู้สึกเกลียดชังกระทั่งเรียกร้องอยากให้ทำการประหารชีวิต ทั้งที่แท้จริงแล้วชีวิตเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและเราก็ไม่สามารถจะรู้จักชีวิตของใครทั้งครบ ไม่รู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังหรือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาต้องเป็นฆาตกร โลกทุกวันนี้จึงเลือกที่จะฆ่าชีวิตเพื่อที่จะรักษากฎหมาย ต่างจากฤทธิ์กุศลประการนี้ที่จะทำให้เรามี “ความกรุณา ปราณี” ดังที่พระเยซูเจ้าได้เลือกเอา “ชีวิต” โดยไม่ถือแต่กฎที่จะต้องลงโทษตามความผิดที่หญิงนั้นได้ทำลงไป พระองค์ต่างกับคนเหล่านั้นที่สนใจแต่ “กฎ” และอยากที่จะฆ่าหญิงนั้นให้ตายเพื่อจะได้รักษากฎเอาไว้เท่านั้น ดังนั้น ในกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรมเราจงอย่าเอาแต่เพ่งมองไปที่ความผิดพลาดของกันและกัน แต่จงมองด้วยความเข้าใจ กรุณา ปรานีต่อกัน


ฤทธิ์กุศลประการที่ 8 : “ ความรัก ”
มก 12:28-34 … ธรรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้า ได้ฟังการโต้เถียงเรื่องนี้ และเห็นว่าพระองค์ทรงตอบได้ดี จึงทูลถามพระองค์ว่า “บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกกว่าบทบัญญัติข้ออื่นๆ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “บทบัญญัติเอกก็คือ อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิดองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ท่านจะต้องรักองค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำลังของท่าน บทบัญญัติประการที่สองก็คือท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ไม่มีบทบัญญัติข้อใดยิ่งใหญ่กว่าบทบัญญัติสองประการนี้” ธรรมาจารย์คนนั้นทูลว่า “พระอาจารย์ ท่านตอบได้ดี จริงทีเดียวที่ท่านกล่าวว่าพระเจ้ามีแต่เพียงพระองค์เดียว และนอกจากพระองค์แล้วไม่มีพระเจ้าอื่นเลย การจะรักพระองค์สุดจิตใจ สุดความเข้าใจและสุดกำลัง และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเองนี้ มีคุณค่ามากกว่าเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสักการบูชาใด ๆ ทั้งสิ้น” พระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าเขาพูดอย่างเฉลียวฉลาด จึงตรัสว่า “ท่านอยู่ไม่ไกลจากพระอาณาจักรของพระเจ้า” หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดกล้าทูลถามพระองค์อีกเลย
ความรักต้องมีพื้นที่ที่จะแสดงออก และครอบครัวของเราก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่เราสามารถจะปลูกความรักได้ ความรักแบบฟรังซิสกันนั้นมีอยู่4ประการ คือ 1.ความรักแบบกลุ่มคริสตชน ผู้แพร่ธรรม คือต้องไม่เลือกที่รักมักที่ชัง 2.ความรักแบบเลิกนึกถึงตนเอง ลืมและสละตนเองเพื่อผู้อื่น 3.ความรักที่ไม่หวังอะไรตอบแทน 4.ความรักแบบพระเยซูเจ้า คือแบบฤทธิ์กุศลประการนี้ เป็นการรักโดยไม่ได้ถูกบังคับมีอิสรภาพจากภายใน
ฤทธิ์กุศลเรื่องความรักนี้เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงรักเราทุกคนโดยไม่เลือกหรือจำกัดเฉพาะใคร พระองค์สละตนเองเพื่อให้เราทุกคนได้รอด เป็นความรักแบบให้เปล่าโดยที่เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่มีหนี้สินอะไรที่จะต้องชำระนอกจากหนี้ความรักของพระองค์เท่านั้น และสุดท้ายเมื่อตอนที่พระองค์ถูกนำไปตรึงบนไม้กางเขนก็เป็นพระองค์เองที่สมัครใจโดยไม่มีใครบังคับ นี่คืออิสรภาพของพระองค์ในการที่จะมอบความรักให้กับเราทุกคน


ฤทธิ์กุศลประการที่ 9 : “ การให้อภัย ”
ลก 15:11-32 ... พระองค์ยังตรัสอีกว่า “ชายผู้หนึ่งมีบุตรสองคน บุตรคนเล็กพูดกับบิดาว่า “พ่อครับโปรดให้ทรัพย์สมบัติส่วนที่เป็นมรดกแก่ลูกเถิด” บิดาก็แบ่งทรัพย์สมบัติให้แก่ลูกทั้งสองคน ต่อมาไม่นาน บุตรคนเล็กรวบรวมทุกสิ่งที่มีแล้วเดินทางไปยังประเทศห่างไกล ที่นั่นเขาประพฤติเสเพล ผลาญเงินทองจนหมดสิ้น เมื่อเขาหมดตัว ก็เกิดกันดารอาหารอย่างหนักทั่วแถบนั้น และเขาเริ่มขัดสน จึงไปรับจ้างอยู่กับชาวเมืองคนหนึ่ง คนนั้นใช้เขาไปเลี้ยงหมูในทุ่งนา เขาอยากกินฝักถั่วที่หมูกินเพื่อระงับความหิว แต่ไม่มีใครให้ เขาจึงรู้สำนึกและคิดว่าคนรับใช้ของพ่อฉันมีอาหารกินอุดมสมบูรณ์ ส่วนฉันอยู่ที่นี่ หิวจะตายอยู่แล้ว ฉันจะกลับไปหาพ่อ พูดกับพ่อว่า “พ่อครับ ลูกทำบาปผิดต่อสวรรค์และต่อพ่อ ลูกไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นลูกของพ่ออีกโปรดนับว่าลูกเป็นผู้รับใช้คนหนึ่งของพ่อเถิด” เขาก็กลับไปหาบิดา ขณะที่เขายังอยู่ไกล บิดามองเห็นเขา รู้สึกสงสาร จึงวิ่งไปสวมกอดและจูบเขา บุตรจึงพูดกับบิดาว่า “พ่อครับ ลูกทำบาปผิดต่อสวรรค์และต่อพ่อ ลูกไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นลูกของพ่ออีก” แต่บิดาพูดกับผู้รับใช้ว่า “เร็วเข้า จงไปนำเสื้อสวยที่สุดมาสวมให้ลูกเรา นำแหวนมาสวมนิ้ว นำรองเท้ามาใส่ให้ จงนำลูกวัวที่ขุนอ้วนแล้วไปฆ่า แล้วกินเลี้ยงฉลองกันเถิด เพราะลูกของเราผู้นี้ตายไปแล้วกลับมีชีวิตอีก หายไปแล้ว ได้พบกันอีก” แล้วการฉลองก็เริ่มขึ้น ส่วนบุตรคนโตอยู่ในทุ่งนา เมื่อกลับมาใกล้บ้าน ได้ยินเสียงดนตรีและการร้องรำ จึงเรียกผู้รับใช้คนหนึ่งมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้รับใช้บอกเขาว่า “น้องชายของท่านกลับมาแล้ว บิดาสั่งให้ฆ่า ลูกวัวที่ขุนอ้วนแล้ว เพราะเขาได้ลูกกลับคืนมาอย่างปลอดภัย” บุตรคนโตรู้สึกโกรธ ไม่ยอมเข้าไปในบ้าน บิดาจึงออกมาขอร้องให้เข้าไป แต่เขาตอบบิดาว่า “ลูกรับใช้พ่อมานานหลายปีแล้ว ไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อเลย พ่อก็ไม่เคยให้ลูกแพะแม้แต่ตัวเดียวแก่ลูกเพื่อเลี้ยงฉลองกับเพื่อน ๆ แต่พอลูกคนนี้ของพ่อกลับมา เขาคบหญิงเสเพล ผลาญทรัพย์สมบัติของพ่อจนหมด พ่อยังฆ่าลูกวัวที่ขุนอ้วนแล้วให้เขาด้วย” ‘บิดาพูดว่า “ลูกเอ๋ย ลูกอยู่กับพ่อเสมอมา ทุกสิ่งที่พ่อมีก็เป็นของลูก แต่จำเป็นต้องเลี้ยงฉลองและชื่นชมยินดี เพราะน้องชายคนนี้ของลูกตายไปแล้ว กลับมีชีวิตอีก หายไปแล้ว ได้พบกันอีก”
ในเรื่องของการให้อภัยนี้แท้จริงแล้วเป็นเพราะพระเจ้าทรงให้อภัยต่อเราก่อน เราจึงสามารถที่จะให้อภัยต่อกันได้ การที่ลูกคนเล็กขอส่วนแบ่งมรดกก่อนทั้งที่พ่อยังไม่ตายนี้แสดงให้เห็นถึงความใจดีของพระเจ้า พระเจ้ารักเราและยอมให้เราทำสิ่งที่บางครั้งก็เสี่ยงที่จะทำให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ เมื่อลูกคนเล็กเริ่มผิดจากพ่อโดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆคือการขอแบ่งมรดก กระทั่งลุกลามจนเขาต้องกลายสภาพคล้ายหมูไปในที่สุด บาปนำเราจากสิ่งเล็กๆจนขยายไปเรื่อยๆ สิ่งนี้บอกเราว่าในเวลาปกติที่เรามีพระเจ้าอยู่ด้วยเสมอ แต่เมื่อทำบาปเราก็จะค่อยๆเดินห่างจากพระเจ้าออกไปเรื่อยๆ และหากไม่ยอมเดินกลับมา เราก็จะกลายสภาพคล้ายสัตว์ไปในที่สุด ลูกคนเล็กได้กลับมาหาพ่อในสภาพที่ใกล้จะเหมือนสัตว์เข้าไปทุกที จึงตัดสินใจมาวอนขออภัยจากพ่อ และในความเป็นพ่อนั้นไม่ว่าลูกจะทำผิดอะไรมาแค่ไหน อย่างไรลูกก็ยังคือลูก ที่ไม่สามารถตัดขาดได้และพ่อก็พร้อมจะให้อภัยเสมอ พระเจ้าก็เช่นกันไม่ว่าเราจะเดินออกห่างจากพระองค์ไปไกลแค่ไหน แต่เมื่อเราหันกลับมา พระองค์ก็ยังให้เราเป็นลูกของพระองค์อยู่ดี แต่ปัญหาต่อกลับอยู่ที่ลูกชายคนโต สังเกตไหมว่าเขาไม่ยอมร่วมโต๊ะกับพ่อและน้องชายคนเล็ก ลูกคนโตที่อยู่กับพ่อ ทำทุกสิ่งที่พ่อบอก แต่เขาก็ทำในฐานะที่เป็นคนรับใช้คนหนึ่งของพ่อเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าตนเป็นลูกของพ่อ เปรียบเหมือนการที่เราไปวัดบ่อยๆ หรือในการทำงานรับใช้พระนั้น แต่เราลืมไปหรือไม่ว่าเราเป็นลูกของพระ กลับคิดว่าเป็นเพียงคนรับใช้เท่านั้น ทำให้พระเป็นเจ้าหรือพ่อไม่มีบทบาทอะไรในชีวิตของเราไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม ไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นลูกชายคนโตที่อยู่กับพ่อด้วยความรู้สึกที่ว่าเป็นเพียงทาสรับใช้เท่านั้น และเมื่อเขาบอกว่าขอลูกแพะเพื่อจะกินเลี้ยงกับเพื่อนๆนั้น เขาก็ไม่เคยคิดที่จะเชิญให้พ่อได้ไปร่วมกินเลี้ยงกับเขาด้วย เพราะเขาคิดว่าตนเองเป็นผู้รับใช้และพ่อก็ไม่ต้องมายุ่งกับเขาและบรรดาเพื่อนคนใช้ด้วยกันหรอก ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อจึงไม่มีทั้งที่ทำงานและอยู่ด้วยกันตลอดเวลา บาปของลูกคนเล็กที่เดินหนีห่างไปจากพ่อกับอีกบาปหนึ่งของลูกชายคนโตที่อยู่กับพ่อเสมอ แต่กลับไม่คิดว่าเขาเป็นลูกของพ่อ บาปอย่างหลังนี้อันตรายกว่าเสียอีก เพราะเขาไม่รับว่าพ่อเป็นพ่อของเขาและไม่นับว่าน้องเป็นน้องของเขา บ่อยครั้งในชีวิตของเรานั้นที่สูญเสียความเป็นพี่น้องกัน การคืนดี การให้อภัย เพื่อให้ความเป็นพี่น้องกันกลับคืนมาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ฤทธิ์กุศลประการที่ 10 : “การรักที่จะทำงาน”
มก 6:2-3 ครั้นถึงวันสับบาโตพระองค์ทรงเริ่มสั่งสอนในศาลาธรรม ผู้ฟังมากมายต่างประหลาดใจ และพูดว่า “เขาเอาเรื่องทั้งหมดนี้มาจากไหน ปรีชาญาณที่เขาได้รับมานี้คืออะไร อะไรคืออัศจรรย์ที่สำเร็จด้วยมือของเขา คนนี้เป็นช่างไม้ ลูกนางมารีย์ เป็นพี่น้องของยากอบ โยเสท ยูดาและซีโมนไม่ใช่หรือ พี่สาวน้องสาวของเขาก็อยู่ที่นี่กับพวกเรามิใช่หรือ” คนเหล่านั้นรู้สึกสะดุดใจและไม่ยอมรับพระองค์
การรักที่จะทำงานแม้เป็นงานที่เล็กน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่มีความหมาย และความรักต่อการทำงานก็เป็นฤทธิ์กุศลอย่างหนึ่ง ดังแบบอย่างที่พระเยซูเจ้าเองก็ยังทำงานแม้จะเป็นอาชีพช่างไม้ธรรมดาๆ ที่มีถูกคนดูถูกเหยียดหยาม พวกเราเองก็จงอย่าทิ้งหน้าที่การงานของเรา ไม่ว่างานนั้นจะดูเล็กน้อยอย่างไรแต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รับพระพรจากพระเสมอ เพราะงานที่ทำคือผลผลิตที่เราสมควรจะได้รับ ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่าใครที่ไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน
และเหล่านี้คือเรื่องฤทธิ์กุศลพระพรทั้ง10ประการที่พ่อได้รวบรวมมาโดยอ้างอิงตามพระวรสารที่จะสามารถเป็นแนวทางให้กับพวกเรานำไปใช้ในชีวิต ในครอบครัว ในกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม เพื่อจะทำให้เกิดผลต่อไปในชีวิตคริสตชนของเรา

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view