สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2018 สมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2018  สมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์

☘จงใช้พลังสุดความสามารถ 
เพื่อการแสวงหาพระเจ้า 
และมากกว่านั้น
จงเป็นดวงดาวนำทาง 
ให้ทุกคนที่พบเราได้มั่นใจว่า 
เขาได้พบพระคริสตเจ้า...

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2018 
สมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์
https://youtu.be/ox8HhsmCefE

🍊We Three Kings of Orient Are
https://youtu.be/k8mjRxkMBkE

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2018 
สมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์
อ่าน
มธ 2:1-12
อสย 60:1-6
อฟ 3:2-3ก, 5-6

นักบุญลูกา บันทึก สิ่งที่พระเจ้าทรงใช้ 
เป็นเครื่องมือ เพื่อนำโหราจารย์ 
ให้ได้พบกับพระกุมาร ผู้เป็นข่าวดี
คือ ดวงดาว

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์ 
สู่ประชากรของพระองค์ เพื่อจะเป็นเครื่องมือ
นำข่าวดีของพระเจ้า ไปบอกกับ เพื่อนพี่น้อง
จงเริ่มด้วยการ “ฉายแสง แห่งความดี”

ในการเป็นแสงสว่างส่องนำทางพี่น้องคริสตชน
เปาโล เตือนตนเอง เสมอว่า พระเจ้า
ทรงมอบพระหรรษทานให้กับท่าน เปิดเผย
ให้ท่านรู้ เข้าใจ พระประสงค์ ก็เพื่อ
นำข่าวดีของพระคริสตเจ้า ไปสู่ทุกคน ที่มีความเชื่อ

หมายเหตุ..
คนตาบอด นำทาง คนตาบอด ไม่ได้ฉันใด..
คนที่ไม่ปรากฎ ความดีในชีวิต ทั้งความคิด 
คำพูด จิตใจ ก็ไม่สามารถ 
ส่องแสงแห่งความดีให้ใครได้ ฉันนั้น

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2018
สมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด…” (มธ 2: 1-12)

โลกแสวงหาองค์ความสว่างแท้จริง
และเมื่อพบแล้ว
โลกก็รู้ว่าควรเดินไปในทางใด
หนทางแห่งความสว่างได้เปิดออกสู่ทุกๆ คน

- - - - - - - - -

พระศาสนจักรในวันนี้ ได้เชื้อเชิญให้เราทำฉลองสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์ ที่วันนี้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เราฉลองกันคือการเผยพระองค์แก่นานาชาติ... หลังจากที่บรรดาคนเลี้ยงแกะได้เข้ามาเฝ้าพระกุมาร อาศัยการแจ้งข่าวของบรรดาทูตสวรรค์แล้ว เรายังพบผู้ที่รอคอยองค์ความสว่างอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เราทราบว่าเป็นผู้มีความรู้ และได้ใช้ความรู้ที่มีนั้น ในการค้นหาองค์ความสว่าง องค์ความจริงซึ่งจะเสด็จมากอบกู้พวกเขา และที่น่าแปลกก็คือ วันนี้ ที่แต่ก่อนเราเรียกว่าวันฉลองพญาสามองค์นั้น แท้จริงแล้วปัจจุบันเราฉลองโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซูเจ้ามากกว่า เราจึงเรียกวันฉลองนี้ว่า สมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์... แต่ที่น่าสนใจก็คือ เราพบว่า ในบรรดาบุคคลทั้งสามที่เดินทางมาพบพระเยซูเจ้า เป็นคนที่มาจากชนชาติต่างกัน แต่พวกเขาเดินทางมาพบกันและร่วมเดินทางพร้อมๆ กัน ในจุดประสงค์เดียวกัน เพื่อแสวงหาและนมัสการองค์ความสว่างที่สติปัญญาของพวกเขา อาศัยการทรงนำของพระจิตเจ้าได้นำพวกเขามาพบพระกุมารเจ้า

พี่น้องที่รัก เมื่อวานนี้ มีเพื่อนในเฟสบุคของผมได้โพสต์คำถามที่ดีคำถามหนึ่ง ที่ผมไม่ได้ตอบ เพราะเห็นว่าคำถามนี้ จากการถามของเขา มีคำตอบอยู่ในตัวเองแล้ว... เขาโพสต์ถามมาว่า “คริสต์ศาสนามีอะไรที่แตกต่างกับศาสนาอื่น” แต่ในคำถามนี้ หากเรามองดีๆ เราจะพบว่า เขาไม่ต้องการคำตอบหรอกครับ เพราะเขากำลังยืนยันเองว่า นี่สิ่งใดคือคริสต์ศาสนา เมื่อเขาแยกลักษณะของศาสนาอื่นๆ จนพบว่า มีคริสต์ศาสนา และ ศาสนาอื่นได้แล้วนั้น เราก็ไม่ต้องอธิบายและตอบว่า อะไรคือความแตกต่างของคริสตศาสนา เพราะขณะนี้ เขารู้แล้วว่า นี่คือคริสต์ศาสนา และนี่คือศาสนาอื่น... แต่ความคิดประการสำคัญที่ผมอยากแบ่งปันกับพี่น้องในวันนี้คือ เอกลักษณ์สำคัญของพระผู้ที่เราฉลองในวันนี้คือ “พระองค์ทรงเป็นแสงสว่างและความรอดพ้นของนานาชาติ” ที่พระราชาทั้งหลายจะกราบลงไหว้พระองค์ บรรดาประชาชาติจะปรนนิบัติพระองค์” ที่เราขับร้องในบทสร้อยวันอาทิตย์นี้... เพราะพระองค เสด็จมา เพื่อเป็นความรอดพ้นของทุกคนครับ...

นี่คือความชัดเจนของศาสนาครับ เพราะแท้จริงแล้ว พระจิตของพระเจ้า องค์ความสว่างแท้จริงนั้น พระองค์ทรงเป็นอยู่ก่อนที่คริสตศาสนา จะถือกำเนิดมามิใช่หรือ เมื่อพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าผู้เสด็จมานำทางมนุษย์ให้ไปพบความรอดพ้น แต่พระองค์เป็นพระเจ้าผู้เสด็จมาร่วมทางกับเรามนุษย์ ซึ่งเราไตร่ตรองมาตอลดเทศกาลพระคริสตสมภพนี้ ในบทนำขอบพระคุณเทศกาลพระคริสตสมภพที่เราทราบว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนที่สำคัญระหว่างธรรมชาติพระเจ้า และธรรมชาติมนุษย์... คำว่า “นอกพระศาสนจักรไม่มีความรอดพ้น” วันนี้เรากล่าวเช่นนั้นไม่ได้แล้ว เมื่อพระเจ้าทรงเป็นองค์ความสว่างของนานาชาติ ของทุกๆ คน ละนี่คือพระหรรษทานอันเป็นพระธรรมล้ำลึกที่พระเจ้า ทรงเปิดเผย...

เมื่อวานนี้ ระหว่างการนำกลุ่มแสวงบุญของผม เราเดินทางแต่เช้าออกจากประจวบฯ ไปถึงชุมพร และที่สุด พวกเรากลับไปจบการแสวงบุญที่การฉลองภายในของชุมชนคริสตชนวัดพระวิสุทธิวงศ์ ปราณบุรี และวันนี้ เราปิดการแสวงบุญของเราด้วยการสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงพระองค์ที่วัดแม่พระสายประคำ ประจวบฯ... คำถามหนึ่ง หรือสิ่งหนึ่งที่เราคุยกัน และยังคงเป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันในโลกวันนี้ แม้ความจริงจะคงอยู่ในคำถามของเราแล้ว นั่นคือคำตอบยอกย้อนของบรรดาคนที่คิดว่าตนไม่มีศาสนา หรือ คนที่คิดว่าศาสนาไม่จำเป็น พวกเขามักจะบอกว่า... “ศาสนาไม่จำเป็นหรอก ขอให้เราเป็นคนดีก็พอแล้ว” จริงๆ แล้ว ผมเห็นด้วยนะครับ “ขอให้เราเป็นคนดีก็พอแล้ว” ครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่เราต้องไตร่ตรองกันต่อไปก็คือ เราเป็นคนดีแล้วจริงๆ หรือเปล่า หรือเราพบแล้วหรือยังว่า ความดีคืออะไร และเราเจริญชีวิตตามหนทางแห่งความดีแล้วหรือยัง... พี่น้องที่รักครับ ก่อนที่คริสต์ศาสนาจะเกิดมาในโลก ก่อนที่พระเยซูเจ้านะเสด็จมาบังเกิด พระจิตแห่งความจริงของพระเจ้าก็ทำงานแล้วมิใช่หรือ... คนที่พบพระเจ้า คนที่พบความจริงของพระเจ้า คนที่เดินตามหนทางของพระองค์ พี่น้องที่รักครับ... ที่สุดพระวรสารวันนี้จบลงที่คำว่า... “พวกเขากลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น...” พี่น้องที่รัก นี่คือสิ่งที่น่ารักและน่าไตร่ตรองที่สุดเลยจริงๆ ที่คนที่แสวงหาพระเจ้า คนที่แสวงหาแสงสว่างแห่งความจริง เมื่อได้พบแล้ว พี่น้องครับ... ชีวิตของเขาเปลี่ยนครับ เขาไม่ได้ไปสู่โลกใหม่ แต่พวกเขากลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา พวกเขากลับไปยังโลกของพวกเขานั่นแหละครับ ยังไม่ใช่โลกใหม่ แต่... แต่พวกเขากลับไปโดยทางอื่น ที่พระเจ้าทรงบอก ที่พระองค์ที่ทรงนำทาง นั่นคือชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปจริงๆ เมื่อมีประสบการณ์กับพระเจ้าที่พวกเขาแสวงหาครับ และแท้จริงแล้ว “ความดี” “ศาสนา” ก็คือเรื่องเดียวกันที่หัวใจมนุษย์โน้มเข้าหาโดยธรรมชาติของมนุษย์เอง เว้นแต่ว่า พวกเขาจะไม่ยอมรับความจริง และจบอยู่ในความมืดเช่นกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งเช่นเฮโรด พวกเข้าก็ไม่เข้าใจว่า อะไรคือศาสนา... อะไรคือความจริง อะไรคือความสว่าง และอะไรคือความรอดพ้น ที่แท้จริงแล้ว ชีวิตของเขาแสวงหาอยู่ตลอดเวลา

พี่น้องครับ ของกำนัลที่บรรดากษัตริย์ทั้งสามนำมาถวายพระกุมาร ทองคำคือ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ กำยานคือพระองค์เป็นสงฆ์ และมากกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นสงฆ์ผู้ถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา พระองค์เอง เมื่อทรงถวายองค์เป็นบูชา ก็ทรงเป็นทั้งแท่นบูชา เครื่องบูชา และผู้ถวายบูชา... ที่สุด มดยอบ สิ่งที่ผสมลงไปในเหล้าองุ่น เป็นดังยาชาที่ดีที่สุด ที่หายถึงความบรรเทาความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดที่บุตรแห่งมนุษย์จะต้องข้ามผ่านเป็นแบบอย่างให้กับเรา บนหนทางที่พระองค์จะทรงก้าวเดินล่วงหน้าเราไป ในพระทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้

ขอพระวาจาของพระเจ้า ขอประสบการณ์แห่งการฟังพระวาจาของพระองค์ ประสบการณ์ของการร่วมทางกับพระองค์ องค์ความสว่างของนานาชาติ ได้เปิดตาแห่งดวงใจของเรา ให้มองเห็นความสว่างของพระองค์ เห็นความจริง เห็นหนทางและชีวิตใหม่ที่พระองค์ทรงนำมาให้ และยินดีเดินไปพร้อมกับพระองค์ โดยมีพระองค์เป็นแสงสว่างแท้จริงในชีวิตเรา... และมากกว่านั้น เมื่อชีวิตพระเจ้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเรา เราเห็นว่า เมื่อดาวนำทางกษตัริย์ทั้งสามมาหยุดนิ่งอยู่เหนือที่ประทับของพระองค์ผู้ทรงเป็นดวงดาวสุขใสแท้จริงแล้ว เมื่อความสว่างของพระองค์นำเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้ว ชีวิตของเราจะไม่เหมือนเดิมแน่ๆ ครับ เพราะเราจะกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของเราโดยทางอื่น ทางแห่งความดี ทางของพระเจ้า ทางที่มีแสงสว่างนำเราไป เพื่อกลับไป และเป็นดังดวงดาวนำให้ทุกคนที่แสวงหาพระองค์ ได้เข้ามาพบและนมัสการพระองค์เช่นเดียวกันกับพวกเรา... สุขสันต์วันพระเจ้า สุขสันต์วันแห่งครอบครัวของพระเจ้า สุขสันต์แด่ลูกๆ ของพระองค์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 18 สมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์
บทบาท อสย 60:1-6 /อฟ 3:2-3ก,5-6 / มธ- 2:6-12
บรรดาโหราอาจารย์หรือบรรดาบัณฑิต มักจะได้รับการเชื่อมโยง เกี่ยวกับเรื่องของดาราศาสตร์เรื่องการทํานายฝัน และเรื่องของเวทมนตร์คาถา บัณฑิตทั้ง 3 ท่านในพระวรสารวันนี้ ได้รับรู้เครื่องหมายที่ได้รับการเผยแสดงให้พวกพวกท่าน พวกได้ละทุกสิ่งไว้ และติดตามดวงดาว เพื่อตามหากษัตริย์องค์ใหม่ ท่านเคยเดินทางติดตามพระเป็นเจ้า เหมือนบัณฑิตทั้ง 3 ท่านหรือไม่? โดยยินดีที่จะละทิ้งทุกสิ่ง เพื่อแสวงหาพระเป็นเจ้าหรือไม่? ใครบัณฑิตที่ช่วยแสวงหาปรีชาญาณ ในการค้นหาพระเมสสิยาห์?
ดวงดาวที่ปรากฏในพระวรสาร ได้ถูกใช้โดยพระญาณสอดส่อง เพื่อนำบัณทิตทั้ง 3 ท่านไปพบพระเยซูเจ้า เป็นการทำลายความเชื่อ ในเรื่องของโชคชะตา ที่หมายความว่า เราจะไม่ตกเป็นทาสของโชคชะตาที่ปรากฏบนรายมืออีกต่อไป หรือความฝัน หรือการทำนายเรื่องราวในอนาคต ตามการเคลื่อนไหวของดวงดาว ในวันนี้เราเกิดมา เพราะเป็นพระเป็นเจ้า เป็นผู้กำหนดจุดหมายปลายทางของชีวิตเรา หาใช่ดวงดาวหรือวิชาโหราศาสตร์ไม่
บัณฑิตทั้ง 3 ท่านได้นำของขวัญ 3 อย่าง มาให้พระกุมาร คือทองคำ กำยาน และมดยอบ ทองคำหมายถึงความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ กำยานหมายถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ และมดยอบหมายถึงความเป็นมนุษย์ของพระองค์ ส่วนความหมายทางด้านจิตใจนั้น ทองคำหมายถึงฤทธิ์กุศล กำยานหมายถึงคำภาวนา และมดยอบหมายถึงการทำพิธีกรรมและการใช้โทษบาป ทั้ง 3 สิ่งที่กล่าวมามีหมายถึงอะไรในชีวิตของท่านอย่างไร? ท่านได้ถวายทั้งสามสิ่งแก่กษัตริย์องค์ใหม่ของชาวยิวอย่างไร?
บัณฑิตทั้งสามท่าน หมายถึงตัวแทนของคนต่างชาติ และมีความเชื่อในพระคริสตเจ้า พิธีกรรมในวันนี้ จึงเน้นความเป็นสากลของพระศาสนจักร ตามที่นักบุญเปาโลได้กล่าวไว้ในบทจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า “คนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในกองมรดกเดียวกัน ร่วมเป็นกายเดียวกัน ร่วมรับพระสัญญาเดียวกันในพระคริสตเจ้า อาศัยการประกาศข่าวดี.”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view