สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 9 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

วันอังคารที่ 9 มกราคม 2018  สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

💟ถ้าคุณรักใครอย่างจริงใจ...
คุณก็พร้อมจะละความปรารถนาของตัวเอง
เพื่อตอบสนองต่อความปรารถนาของเขา
ถ้าคุณรักพระเจ้า คุณก็จะเชื่อฟังพระองค์

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 9 มกราคม 2018 
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/4i-EsjB7wMQ

🎁One More Gift
https://youtu.be/-8mWu518CJo

🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉

วันอังคารที่ 9 มกราคม 2018 
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
1 ซมอ 1:9-20
มก 1:21-28

คำสอนที่ทรงพลัง ทำให้พระเยซูเจ้า
มีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล และสิ่งที่
ทำให้คำสอนของพระองค์มีพลัง นั่นคือ
การสอนด้วยการกระทำ

เมื่อฮันนาจริงใจต่อพระเจ้า 
ทำในสิ่งที่เธอพูด พระเจ้า
ทรงสดับฟัง คำภาวนาของเธอ

หมายเหตุ..
ความจริงใจ อาจจะไม่ได้ แสดงด้วยปาก
การกระทำต่างหาก ที่แสดงถึง ความจริงใจ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันอังคารที่ 9 มกราคม 2018
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจ ไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์” (มก 1: 21-28)

เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง... หากใจต่ำ เป็นได้แต่เพียงคน
ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา...

ศีลล้างบาป สำหรับมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่สำหรับสัตว์
ต้องเป็นมนุษย์แท้เท่านั้นที่เข้ามารับศีลล้างบาป
เพื่อจะกลับกลายเป็นมนุษย์ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ
คือเป็นศิษย์พระเยซู เป็นลูกของพระเจ้าทรงชีวิต...

เป็นมนุษย์ที่ดีก่อน และจึงเข้ามาเป็นคริสตชน
เป็นคริสตชนที่ดีก่อน แล้วจึงสามารถเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์
แท้จริงแล้ว... พระศาสนจักรนี่แหละคือมารดาศักดิ์สิทธิ์
คือสถาบันที่ให้กำเนิดมนุษย์ คริสตชน นักบวชและพระสงฆ์...
ก่อนอื่นใดคือ เป็นมนุษย์ที่ครบสมบูรณ์... เพื่อก้าวไปสู่การเป็นคริสตชน...
นี่แหละ คริสตชนจึงแตกต่างจากคนอื่นๆ

- - - - - - - - -

เราจบเทศกาลพระคริสตสมภพแล้วเมื่อวานนี้ ด้วยการฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง ซึ่งปีนี้ วันฉลองต่างๆ ตั้งแต่คริสต์มาสแล้ว อาจจะคาบเกี่ยวอะไรกันบ้าง แต่ก็นี่แหละครับ บทหนทางของศิษย์ผู้ติดตามพระเยซูเจ้า บางที ก็มีบางอย่างให้เราต้องเรียนรู้ และสามารถเจริญชีวิตด้วยรอยยิ้มเสมอ สามารถกางแขนออกแบบพระกุมารเยซู ที่ทรงยิ้มและต้อนรับทุกคนที่เข้ามาหาพระองค์เสมอ แม้สภาพของพระองค์อาจจะไม่สมบูรณ์นัก หนาวก็หนาว นอนในรางหญ้า คงมีแมลงรบกวนพระองค์บ้าง กลิ่นต่างๆ ในคอกสัตว์บ้าง พระองค์คงไม่สบายตัวเท่าไรนัก แต่เราพบว่า พระองค์ยิ้มเสมอ... ฮิฮิ ถ้าเราไปจูบพระกุมาร แล้วพระองค์หน้าบึ้ง จะว่าไงอ่ะ... คงหมดกำลังใจในการฉลองคริสต์มาสใช่ไหมครับ... แต่พระองค์ยิ้มจริงๆ นะครับพี่น้อง พระองค์ยิ้มเสมอนั่นแหละครับ ยิ้มในมิสซา ยิ้มในที่ฟังแก้บาป พระสงฆ์อย่างผม บางทีก็เหนื่อยบ้าง ล้าบ้าง เซ็งก็มีนะพี่น้อง แต่เมื่ออยู่ที่พระแท่น อยู่ที่ที่ฟังแก้บาป ผมยังต้องยิ้มให้ได้เสมอ... เพราะนี่คือผลจากการเติบโตของจิตวิญญาณคริสตชนที่เราได้เกิดใหม่ และเติบโตอาศัยการบังเกิดของพระเยซูเจ้า

วันนี้อาภรณ์ของพระสงฆ์ จากที่สวมสีขาวมาสักระยะหนึ่ง วันนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นสีเขียว... ปีนี้ พร้อมกับการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าที่ผมแบ่งปันกับพี่น้อง คิดว่าอาจจะเชี่ยมโยงกับการฉลองในพิธีกรรมของเราบ้าง เพื่อเราจะได้เฉลิมฉลองในพิธีกรรมอย่างมีคุณค่าและมีความหมายมากขึ้น เหมือนกับสองวันก่อนที่ผมได้อธิบายเรื่องน้ำแห่งศีลล้างบาป เชื่อมโยงกับพระวาจาของพระเจ้า ซึ่งจริงๆ แล้ว พระวาจาของพระเจ้าคือท่อธารของการฉลองต่างๆ ในพิธีกรรม แม้แต่การเทศน์ของพระสงฆ์เอง ก็ต้องมีท่อธารมาจากพระวาจาของพระเจ้ามากกว่าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือสื่อต่างๆ นะครับ...

เราคริสตชนเจริญชีวิตอยู่ในโลกครับ เรายังไม่ใช่เทวดา เรายังไม่ใช่นักบุญในสวรรค์ นั่นคือชีวิตของเรา ในส่วนหนึ่งธรรมดาๆ เหมือนกับคนอื่นๆ เราคงต้องทำมาหากิน เราต้องทำงาน เหมือนกับทุกๆ คน และเรามีศาสนาเหมือนกับทุกๆ คนด้วย แต่เราคงจะแตกต่างจากคนอื่นๆ เขาบ้างก็ตรงการที่เราเป็นคนที่เป็นคริสตชนนั่นแหละ ที่ทำให้เราไม่เหมือนใคร และดูเหมือนว่าเราต้องพิเศษกว่าใครๆ ด้วยเพียงเพราะเราเป็นคริสตชน เราเป็นคนของพระเจ้า เราเป็นลูกของพระองค์

พระเยซูเจ้าวันนี้ เมื่อทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์ พระองค์เป็นยิว และพระองค์ก็เจริญชีวิตธรรมดาๆ เหมือนคนอื่นๆ ครับ วันสะบาโต พระองค์เสด็จไปพร้อมกับบรรดาศิษย์ ทำหน้าที่ของยิวที่ดีคนหนึ่ง เสด็จเข้าไปในศาลาธรรม ณ จุดที่ยิวทุกคนเข้าไปเพื่ออ่านและฟังพระวาจาของพระเจ้าร่วมกัน นี่อาจจะเป็นชีวตส่วนหนึ่งที่แสนธรรมดา เหมือนกับยิวทั่วไป

แต่มีบางอย่างที่ทำให้ประชาชนที่ฟังพระองค์ประทับใจในชีวิตของพระองค์ ที่อาจจะเป็นส่วนที่ไม่เหมือนใครของพระเยซูเจ้า นั่นคือการแบ่งปันพระวาจาของพระองค์ การสอนพระวาจาของพระเจ้าที่พระองค์ทรงสอนพวกเขา ที่พระวรสารนักบุญมาระโกบันทึกว่า เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจ และไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์ และกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทุกแห่งตลอดทั่วแคว้นกาลิลีทันที

พี่น้องที่รักครับ คริสตชนยังเป็นคนในโลกจริงๆ ครับ แต่เราพิเศษกว่าคนอื่นๆ เขา ตรงที่เราเป็นคริสตังนี่แหละครับ ที่ในการทำหน้าที่ประจำวันของเรา ที่แม้จะเหมือนคนอื่นๆ เขา แต่เราพิเศษกว่าเขา เพราะเราเป็นศิษย์พระเยซู เราเป็นลูกของพระเจ้า... องค์พระวาจาของพระเจ้า คือพระเยซูคริสตเจ้าเอง วันนี้ พระองค์เสด็จเข้าไปในศาลาธรรมในธรรมชาติที่เรียบๆ ง่ายๆ ของชาวยิว พระองค์ไปพร้อมกับบรรดาศิษย์ เหมือนกันกำลังสอนบรรดาศิษย์ว่า การเป็นศิษย์ของพระองค์ ก่อนที่จะพิเศษกว่าใครๆ ต้องเป็นคนที่ดีที่สุดในความเหมือนกับคนอื่นๆ ก่อน นั่นคือการไปในศาลาธรรมในวันสะบาโต แต่ไปด้วยจิตตารมณ์ที่แตกต่างกัน เหมือนกับกำลังสอนว่า ไปกับพระองค์ จะเหมือนกับคนอื่นๆ นั้น คงไม่จำเป็นต้องเป็นศิษย์ของพระองค์ก็ได้กระมัง

ในศาลาธรรม ในวัดของเราด้วยกระมัง ที่ปีศาจก็เข้าวัดนะ น่าสนใจทีเดียว ปีศาจกับพระเจ้าอยู่ในที่เดียวกันในวันสะบาโต น่าสนใจว่าปีศาจอยู่ในวัดด้วยนะครับ เหมือนมันทำงานพร้อมกับพระเจ้าเลย... มันร้องตะโกนครับ “ท่านมายุ่งกับเราทำไม เยซูชาวนาซาแร็ท ท่านมาทำลายเราใช่ไหม เรารู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า...” โห ปีศาจมันรู้จักพระเยซูครับ และมันทำสิ่งที่เรากำลังประกาศในวัดด้วยกระมังครับ มันประกาศความเชื่อในพระเจ้าเหมือนกันเราเลย มันรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และมันก็เชื่อ... แต่ พี่น้องครับ... พระเยซูเจ้าทรงดุมัน “จงเงียบ และออกไปจากชายผู้นี้” น่าสนใจตรงนี้มากทีเดียว ทำไมพระองค์ไม่ยินดีที่มันประกาศความเป็นพระเจ้าของพระองค์... พี่น้องครับ เพราะปีศาจคือเจ้าแห่งการโกหก มันไม่เคยจริงใจครับ มันรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่มันไม่เคยจริงใจ มันไม่ได้รักพระองค์ครับ การประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ใช่หน้าที่ของมัน แต่ การประกาศว่าพระองค์เป็นพระเจ้า การประกาศความเชื่อนี้ ควรเป็นหน้าที่ของคริสตชน ผู้ที่เชื่อในพระองค์ด้วยรักและจริงใจไม่ใช่หรือ ไม่ใช่หน้าที่ของปีศาจ...

“จงเชื่อสิ่งที่ลูกอ่าน สอนสิ่งที่ลูกเชื่อ และดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ลูกสอน” นี่คือคำตอบครับ ผมไม่เคยลืมคำตักเตือนของพระสังฆราชสองครั้งสองคราในชีวิต เมื่อครั้งบวชสังฆานุกร และเมื่อครั้งบวชเป็นพระสงฆ์ ดูเหมือนคำตักเตือนนี้เป็นสิ่งที่พระสังฆราชตอกย้ำกับพระสงฆ์ผู้ประกาศพระวาจาของพระเจ้าจริงๆ...

ในวัดวันอาทิตย์ พระสงฆ์ นักบวช สัตบุรุษ ทุกคนเป็นลูกพระเจ้าทั้งหมดครับ ไม่มีใครเป็นมากกว่าใคร พระสงฆ์ไม่ได้เป็นลูกพระมากกว่านักบวช นักบวชก็ไม่ได้เป็นลูกพระมากกว่าสัตบุรุษฆราวาสเลย ทุกคนเป็นลูกของพระเจ้า... แต่ในพระวิหารของพระเจ้า ที่เราประกาศความเชื่อในพระเจ้า เราต้องประกาศด้วยความรักและจริงใจต่อพระองค์ นั่นคือชีวิตที่เป็นประจักษ์พยาน ไม่เช่นนั้น เราอาจจะอยู่ในกลุ่มของผู้ที่จะถูกดุเอาว่า “จงเงียบ...”

พี่น้องที่รักครับ คริสตชนไปวัดวันอาทิตย์ เราไปปฏิบัติศาสนกิจเหมือนกับศาสนิกชนในศาสนาอื่น เราเป็นคนศาสนาด้วยเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไร ที่ในโลกที่เรายังอาศัยอยู่ร่วมกันนี้ เราจะทำให้คนอื่นประทับใจในชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานถึงพระเจ้าที่เราเชื่อ ที่เราประกาศ พระเจ้าที่เราบอกผู้อื่นว่า พระองค์ทรงเป็นความรัก พระองค์ทรงพระทัยดี พระองค์ทรงพระเมตตา หากชีวิตของเราที่เข้าไปเป็นศิษย์ของพระองค์ และกลับกลายเป็นลูกของพระองค์ไป เราไม่ได้มีความแตกต่างกับคนอื่นๆ เลย เหมือนกับว่า เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคริสตังก็ได้อ่ะครับ...

วันนี้ พระเยซูเจ้าพาบรรดาศิษย์เข้าไปในพระวิหาร ดุจดังภาพที่สอนเราว่า เราต้องเป็นคนแบบคนอื่นๆ ก่อน เราต้องเป็นคน ที่ภาษาไทยพุทธเราเรียกว่า “มนุษย์” แปลว่า “ผู้มีจิตใจสูง” เราต้องเป็นดังนี้ก่อน จากนั้นสิ่งที่เราเป็นมากกว่าคนอื่น และพิเศษไปกว่าคนอื่น คือเราเป็นลูกพระ เราเป็นศิษย์พระเยซู... พี่น้องที่รักครับ ความไม่เหมือนใครนี้แหละ ที่เราได้ประกาศข่าวดีของพระเจ้า ที่คนอื่นๆ เขาจะประทับใจในชีวิตของศิษย์พระเยซู... พี่น้องครับ... “ใครๆ เขาก็ทำกัน” ประโยคนี้ไม่ใช่มาตรฐานของชีวิตคริสตชนครับ แต่คริสตชน แสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าครับ คริสต ต้องดีกว่าคนอื่นจริงๆ ครับ

เอาเถอะ ให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราเถอะครับ ให้พระเยซู... ขอพระเยซูได้เข้ามายุ่งกับชีวิตของเรา ให้พระองค์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราเถอะครับ เพื่อเราจะได้ไม่เหมือนใคร แต่ในความไม่เหมือนใครนี้ แท้จริงแล้ว คริสตชน คนของพระเจ้า เราได้เป็นมนุษย์ที่ครบครันก่อนใครๆ เพื่อเราจะสามารถเป็นคริสตชนที่ดี เป็นลูกที่ดีของพระเจ้า

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย พานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 9 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 2:5-12 / มก 1:21-28
“เรารู้ว่า พระองค์คือใคร? – เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า”
ดังนั้น แม้แต่จิตไม่สะอาดยังจำพระเยซูผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเป็นเจ้าได้ จิตไม่สะอาดต้องรู้สึกร้อนจากแสงที่แผ่ออกมาจากความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ มันจึงร้องออกมาว่า “พระองค์เสด็จมาเพื่อทำลายเราหรือ?” คำว่า”เรา”นั้นแสดงว่ามีหลายตนอยู่ในศาลาธรรม กำลังทรมานคนที่มันควบคุมได้ แต่พวกมันรู้ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูสามารถทำลายพวกมันได้เช่นเดียวกัน
บางครั้ง เรารู้สึกไม่คอยสบายใจ เมื่อได้ยินเรื่องของคนที่ถูกผีสิง ด้วยเหตุผลที่ว่า “มันเป็นเรื่องทางจิตวิทยา คนๆนั้นอาจจะมีปัญหาบางอย่าง เช่น ด้านการเงิน ชีวิตครอบครัว หรือความสัมพันธ์กัน” แต่มีพระสงฆ์บางองค์ที่มีประสบการณ์ในการขับไล่ผีบอกว่า คนที่ถูกผีสิงนั้นเป็นเรื่องจริง” ชายที่อยู่ในศาลาธรรมถูกผีสิง ถูกครอบงำ และมันประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า “ชายคนนี้เป็นความสำเร็จของฉัน ฉันมีอำนาจเหนือเขา” ชายคนที่อยู่ในศาลาธรรมช่างอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอะไรเช่นนั้น
พระเยซูทรงรู้สึกสงสารสภาพของชายคนนั้น ความเห็นอกเห็นใจ ทำให้พระองค์เข้าไปเผชิญหน้ากับจิตชั่วร้ายตนนั้น บังคับให้มันออกไปจากตัวของชายคนนั้น ในพระวรสาร มีเรื่องเล่าหลายเรื่อง พระเยซูเจ้าทรงใช้ตำแหน่งหน้าที่และอำนาจ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้หายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ความหิว การถูกเหยียดหยาม ความเจ็บปวด และความตาย พระองค์เพียงช่วยเหลือคนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยมิได้ป่าวประกาศ ไม่ได้อยากมีชื่อเสียง หรือปิดบังความจริงของพระองค์ว่า พระองค์เป็นพระเป็นเจ้าที่รับสภาพมนุษย์ พระองค์ใช้ตำแหน่งหน้าที่และอำนาจเพื่อทำให้ผู้อื่นได้มี ปรีชาญาณ ความเมตตากรุณาและความรักของพระองค์ เราใช้ตำแหน่ง และอำนาจในสถาบัน ในที่ทำงาน ในบ้านหรือในแวดวงเพื่อน ๆ อย่างไร?...เราภาวนา ขอให้พระจิตศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าช่วยให้เราบรรลุถึงความจริง และเสริมพละกำลังให้แก่เราด้วยพระพรของพระองค์.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view