สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 10 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

วันพุธที่ 10 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

🍒พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ทุกคน 
ให้เป็นบางสิ่ง และให้ทำบางสิ่ง 
เพื่อคนอื่น ด้วยชีวิตของตน …

📚บทอ่านประจำพุธที่ 10 มกราคม 2018 
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/csn1lCqAIO8

💦Speak, O Lord
https://youtu.be/Qsr52EWh1yU

🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁

วันพุธที่ 10 มกราคม 2018 
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
1 ซมอ 3:1-10,19-20
มก 1:29-39

ความสรรพพร้อมของพระเยซูเจ้า ต่อพันธกิจ
แสดงออกให้เห็น ..ไม่ว่าสถานการณ์ชีวิต
จะเป็นอย่างไร พระองค์ไม่ลืม “หน้าที่”

ในการทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้านั้น
เอลี แนะนำ ท่าทีที่สำคัญให้กับซามูเอล คือ
ท่าทีของความพร้อม ด้วยการยืนยันอย่างมั่นใจว่า
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ตรัสมาเถิด
ผู้รับใช้ของพระองค์ กำลังฟังอยู่”

หมายเหตุ..
ในการทำหน้าที่...ถ้ามีใจพร้อม..
อุปสรรค จะหนักขนาดไหน 
มันก็เป็นได้แค่เพียง ทางผ่าน..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันพุธที่ 10 มกราคม 2018
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน” (มก 1: 29-39)

การประกาศว่าพระองค์คือพระคริสตเจ้า
ไม่ใช่หน้าที่ของปีศาจ แต่เป็นหน้าที่ของศิษย์พระเยซู

และการประกาศที่จริงใจต่อพระองค์
คือลุกขึ้น และรับใช้ทุกคน
เพราะพระเจ้าทรงจับมือฉันเมื่อฉันอ่อนแอ
ทรงเสริมกำลังฉัน จนฉันลุกขึ้นได้
ฉันจึงต้องรักและรับใช้ทุกคน...
ฉันจึงต้องลุกขึ้น เพื่อประกาศข่าวดีใหม่
พระเจ้าทรงรักษาฉันไว้ เพื่อรักทุกคน...

- - - - - - - - -

ทันทีที่ออกจากศาลาธรรม พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านของศิษย์ของพระองค์ คือซีโมนและอันดรูว์ ไปพร้อมกับยากอบและยอห์นด้วย ในขณะนั้นแม่ยายของซีโมนกำลังป่วยอยู่ พวกเขาก็ทูลให้พระองค์ทรงทราบ และพระองค์ก็เสด็จไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ และรับใช้ทุกคน...

นี่คือภาพบรรยากาศต่อเนื่องจากพันธกิจของพระเยซูแบบมนุษย์ธรรมดาสามัญเมื่อวานนี้ที่ผมได้แบ่งปันการไตร่ตรองนี้กับพี่น้อง พระเยซูเจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนทุกคนท่ามกลางโลกนี้ พระองค์ไปทำหน้าที่ของชาวยิวที่ดี ไปวัดวันอาทิยต์เหมือนเราครับ และเมื่อวานนี้ ชีวิตของพระองค์ท่ามกลางคนที่ศาลาธรรม พระองค์ทรงให้แบบอย่างและคำสอนที่งดงาม จากนั้น มาถึงวันนี้ พระองค์ทรงเข้าไปในบ้านของศิษย์ของพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกให้ทิ้งทุกสิ่งและติดตามพระองค์ แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทอดทิ้งพ่อแม่ญาติพี่น้องของเราที่เราจากมาเพื่ออยู่กับพระองค์ พระองค์ทรงรักษาความป่วยไข้ของแม่ยายของซีโมน นี่คือภาพของคนของพระเจ้า นี่คือลูกของพระเจ้าครับ ... นี่คือสิ่งที่สะท้อนภาพของชีวิตคริสตชน คนที่พระจิตของพระเจ้าประทับอยู่ คนที่พระเจ้าเจิมตั้งและประทานความศักดิ์สิทธิ์ให้ เมื่อเราไปวัดวันอาทิตย์ เราออกจากวัดอย่างไร เมื่อเราเข้าวัด หลายๆ คน เมื่อคุกเข่าลงก็เริ่มขอแล้ว... เราเดินไปรับศีลอภัยบาป เราขอและเรารับพระพรมากมายกลับไป แต่เมื่อเราออกจากวัด ชีวิตของเราเป็นเช่นใด... พันธกิจของพระเยซูเจ้าวันนี้เตือนใจเราจริงๆ ครับ คนที่พบพระเจ้า คนที่เข้าไปในพระวิหาร คนที่ไปที่วัด เมื่อออกจากวัดแล้ว เขามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ไปศาลาธรรม อ่านพระคัมภีร์ ไปวัดวันอาทิตย์ ฟังพระวาจาของพระเจ้า รับศีลมหาสนิท เมื่อกลับบ้านไป เมื่อออกจากวัดมา ชีวิตของเราเป็นเช่นใด เราได้ก้าวเข้าไปเยี่ยมเยียนหัวใจของใครบ้างหรือไม่ หัวใจที่อาจจะกำลังอ่อนล้า หัวใจที่กำลังขาดกำลัง เพื่อยื่นมือของเราพยุงใครบางคน เพื่อจะลุกขึ้นและมีกำลังอีกครั้ง... ออกจากวัดแล้ว พบพระเจ้าแล้ว รับพระองค์เข้ามาในชีวิตของฉันแล้ว วันนี้ฉันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง...

จากนั้น วันนั้นทั้งวัน พระเยซูเจ้าทรงรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก จนถึงเวลาดวงอาทิตย์ตก มีคนนำผู้ป่วย คนมีผีสิงมาเฝ้าพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงรักษา ทรงขับผีออกจากพวกเขา แต่น่าสังเกต พระองค์ไม่อนุญาตให้ปีศาจพูดถึงพระองค์... ดังที่ผมบอกพี่น้องเมื่อวานนี้แล้วว่า ปีศาจมันคือเจ้าแห่งการโกหก มันไม่จริงใจเลย มันเชื่อ มันรู้ว่าพระองค์เป็นใคร แต่มันไม่รักพระองค์...

แม่ยายของซีโมน เมื่อลุกขึ้น นางรับใช้ทุกคน... พระเยซูเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ปีศาจพูดอะไรเกี่ยวกับพระองค์ แค่หากมันรักพระองค์จริง มันคงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงออกว่ามันรักพระองค์... นั่นอาจจะเป็นเครื่องหมายผลักดันหัวใจของเราวันนี้หรือไม่ เมื่อเราได้รับพระพรและความช่วยเหลือจากพระเจ้าแล้ว บางที การประกาศที่ดีที่สุด อาจจะไม่ใช่การป่าวประกาศในอัศจรรย์ที่ได้รับ หรือพระพรที่ได้รับ แต่กลับกลายเป็นชีวิตที่ลุกขึ้นใหม่ และเปลี่ยนไปในการรักและรับใช้ทุกคน...

บางที ผมก็นั่งไตร่ตรองเสมอว่า การออกไปแต่ละครั้งของผม การออกจากวัด ออกจากบ้านไปเยี่ยมพี่น้องที่ยากจน ที่เจ็บไข้ได้ป่วยนั้น ผมออกไปทำไม และผมควรจะออกไปด้วยสำนึกใดในหัวใจ... หากผมออกไปมากมาย เพื่อให้คนอื่นได้ชื่นชม ได้ประทับใจ นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ให้คุณค่าน้อยไปหน่อยในกิจการที่ได้กระทำหรือเปล่า... แต่หากผมออกไป เพราะพระเจ้าทรงรักผมก่อน ในความไม่มีอะไรของผม แต่พระเจ้าทรงรักและทรงประทานพระพรเพื่อผม สิ่งนี้ไม่ใช่หรือ ที่เป็นสิ่งที่ท้าทายให้ผมต้องออกไป เมื่อพระเจ้าทรงพยุงผมให้ลุกขึ้น... ผมจึงต้องรับใช้ทุกคนมิใช่หรือ... เมื่อจะมีค่ามากกว่ากระมัง ไม่ต้องประกาศก็ได้ว่าพระองค์เป็นใคร อย่าทำอย่างปีศาจที่ไม่จริงใจต่อพระองค์ กล่าวเสริญพระองค์ แต่ชีวิตไม่ได้แนบชิดสนิทกับพระองค์... แต่ชีวิตของผู้ที่ชิดสนิทกับพระองค์ ชีวิตของผู้ที่พระองค์ทรงพยุงให้ลุกขึ้น น่าจะเป็นชีวิตที่ลุกขึ้น และรับใช้ทุกคนมิใช่หรือ และนี่แหละครับ นี่คือการประกาศข่าวดีใหม่ ของศิษย์พระคริสต์

พระเยซูเจ้าตรัส... เราไปที่อื่นกันเถอะ เพราะเรามาเพื่อจุดประสงค์นี้... ไม่จำเป็นต้องอยู่ให้เขาขอบคุณ ไม่จำเป็นต้องอยู่ให้เขาถวายเกียรติ หรือนำให้เราขึ้นไปเป็นกษัตริย์ แต่เราจะไปที่อื่นอีก เรามาเพื่อการนี้ เพื่อนำข่าวดีของพระเจ้าไปให้แก่คนยากจน เพื่อปลดปล่อยทุกคนให้เป็นอิสระ

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเข้าไปในบ้านของซ๊โมน ไปพร้อมกับบรรดาศิษย์ที่พระองค์ทรงเรียก และข้าพเจ้าก็ได้เข้าไปพร้อมกับพระองค์ด้วย ข้าพเจ้าได้อยู่กับพระองค์ในวันเหล่านี้ เมื่อพระองค์เสด็จไปที่ใด ที่นั่นมีแต่สันติภาพ และความดี ขอพระองค์ช่วยให้หัวใจของข้าพเจ้าได้ลุกขึ้นแบบผู้ที่พระองค์ทรงพยุงให้ลุกขึ้น เพื่อรักและรับใช้ทุกคน ขอให้ชีวิตของข้าพเจ้าไม่ใช่เพื่อเกียรติและการขอบคุณ แต่เพื่อรักและรับใช้ทุกคน...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 10 มกราคม 2018 -สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1ซมอ 3:1-10,19-20 / มก 1:29-39
แม่บอกลูกชายให้ไปซื้อน้ำส้มมาหนึ่งขวด เด็กหนุ่มคนนั้นรับเงิน และรีบวิ่งไปที่ร้านซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 500 เมตร เมื่อมาถึงร้านก็มีอาการเหนื่อยหอบ พูดกับเจ้าของร้านว่า “ผมขอซื้อน้ำส้มหนึ่งขวดครับ” เจ้าของร้านตอบว่า “น้ำส้มอะไร น้ำตาลอ้อย ไวน์มะพร้าว หรือน้ำส้มแอ๊ปเปิ้ล” เด็กคนนั้นตอบว่า “คอยประเดี๋ยว ผมจะกลับไปถามแม่ก่อน” หลังจากนั้น 15 นาทีเด็กคนนั้นก็กลับมาและพูดกับเจ้าของร้านว่า “น้ำส้มน้ำตาลอ้อย” เจ้าของร้านถามต่อว่า “ยี่ห้อไหน ซิลเวอร์ สวอน หรือ ดาตู ปูติ” เด็กคนนั้นตอบว่า “คอยประเดี๋ยว ผมจะกลับไปถามแม่ก่อน” หลังจากนั้น 25 นาที เด็กคนนั้นกลับมา เหงื่อไหลโชก พูดว่า “ดาตู ปูติ” เจ้าของร้านถามต่อว่า “เป็นขวดหรือเป็นถุง” เด็กคนนั้นตอบว่า “เป็นขวดครับ” เจ้าของร้านถามอีกว่า “ขนาดเล็ก ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ล่ะ” เด็กที่เชื่อฟังแม่ได้นำขวดน้ำส้มน้ำตาลอ้อย ยี่ห้อดาตู ปูติ ขนาดกลางกลับไปบ้าน ด้วยความโมโหและร้องไห้
เรื่องนี้ห่างไกลจากสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพระเยซูเจ้าและพระบิดา พระเยซูเจ้าทรงทราบว่าการทำตามพระประสงค์ของพระบิดานั้นจะต้องเป็นเรื่องแรก พระบิดาเจ้าผู้สื่อสารภารกิจของพระองค์อย่างเหมาะสมและครบถ้วน บางครั้งบางคราว พระองค์พักงานไว้ก่อน และอยู่ตามลำพังในที่เปลี่ยวเพื่อติดต่อกับพระบิดาเจ้า ฟังพระองค์อย่างตั้งใจ ในพระวรสารวันนี้ หลังจากที่ได้ทำพันธกิจตั้งแต่เช้าจนค่ำ ทั้งการเทศนา การรักษาคนป่วย และการขับไล่ปิศาจแล้ว พระองค์ไม่ปล่อยให้ภารกิจต่างๆ เข้ามามีบทบาทควบคุมชีวิตของพระองค์ พระองค์จึงได้ใช้เวลาสำหรับการอธิษฐานภาวนา เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพระบิดาเจ้า พระองค์มีเวลาสำหรับพักผ่อน สำหรับสรรเสริญ และสำหรับโมทนาคุณพระบิดาเจ้า ท่านเองมีเวลาสำหรับพักผ่อน สำหรับสวดภาวนา ในการทำภารกิจประจำวันหรือไม่?หลังจากนั้น เราจะสามารถสวดภาวนาขอพระเป็นเจ้า เหมือนซามูแอลที่กล่าวว่า “พระเจ้าข้า ตรัสเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์กำลังฟังอยู่”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view