สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

…ภาวนาอย่างไรจึงจะถูกใจพระ…

…ภาวนาอย่างไรจึงจะถูกใจพระ…


แบ่งปันโดยคุณพ่อปรีชา ยั่งยืน
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2560

พ่อเป็นภราดาและสงฆ์จากคาร์แมล และในวันนี้จะแบ่งปันในเรื่องนี้เพราะคิดว่าในการที่เราจะทำอะไรกับใครสักอย่างเราก็ควรจะต้องทำให้ถูกใจเขา โดยเฉพาะในการภาวนาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราทำการสื่อสารกับพระเป็นเจ้า พ่อจะไม่พูดเป็นทฤษฎีแต่พูดในแง่ของชีวิตจริง เป็นประสบการณ์ตรงที่พ่อได้รับด้วยตนเองไม่แต่งเสริมอะไร ประสบการณ์การภาวนาวอนขอของพ่อกับพระที่เห็นผลอย่างชัดเจนนี้เริ่มขึ้นในเวลาที่ย้อนหลังไปเมื่อ10กว่าปีก่อน


เมื่อครั้งที่พ่อยังมีอายุ24-25ปี ทำงานเป็นคุณครูอยู่ที่จ.กาญจนบุรี ตอนนั้นพ่ออยู่ในสภาพที่ผอมแห้งหัวโตมีน้ำหนักตัวแค่45กก. ก่อนนอนทุกคืนพ่อสวดขอพระว่าอยากจะดูดี อยากอ้วนมากกว่านี้ พ่อสวดขออย่างนี้มาเรื่อยๆทุกวันๆ จนเวลาผ่านไป10ปี กระทั่งวันหนึ่งในขณะที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับหลังจากเลิกสอนที่โรงเรียนแล้วในขณะที่จะเลี้ยวรถก็เกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์เสียงดังสนั่นได้ยินจากที่เกิดเหตุไปถึงที่โรงเรียนจนคนที่ได้ยินบอกว่าต้องตายแน่นอน แต่พระเจ้าใจดีมากที่ทรงให้
อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นที่กลางถนนซึ่งอยู่หน้าโรงพยาบาลพอดี เมื่อพ่อโดนชนปุ๊บก็มีคนช่วยอุ้มพาไปโรงพยาบาลปั๊บ ในสภาพที่ใบหน้าไม่ได้ถูกกระทบ ไม่มีบาดแผลใดทั้งสิ้น พ่อผ่าตัดเส้นเอ็นนิ้วมือ-เท้าขาดต้องนอนอยู่โรงพยาบาลอยู่นานกว่า45วัน แต่ปรากฏว่ากลับมีความสุขมาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากพ่อมาจากครอบครัวที่ยากจนมาก ตลอดชีวิตที่ผ่านมาต้องทำงานหนักมาโดยตลอดเจอมาทุกรูปแบบของความยากลำบาก แต่มันก็ดีที่ทำให้เราแกร่ง แม้ในตอนนั้นอาจจะไม่รู้สึกว่ามันดี แต่เมื่อเวลาผ่านมาจึงได้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากและขอบคุณพระที่ให้เราได้ลำบาก ทำให้เข้าใจในเวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือจากเราว่าเขามีความลำบากอย่างไร เวลานี้เมื่อมีใครมาขอคำปรึกษาปัญหาชีวิตต่างๆ พ่อจึงสามารถเข้าใจเขาได้ดี โรงพยาบาลที่พ่อพักรักษาตัวอยู่ใกล้กับโรงเรียนที่พ่อสอน เวลาเลิกเรียนบรรดาเพื่อนครูก็จะแวะมาเยี่ยมก่อนกลับบ้านทุกวัน เราพูดคุยสนุกสนานเสียงดังจนคุณพยาบาลต้องคอยปราม และทุกคนที่มาเยี่ยมก็มักจะมีของฝากทั้งนมสดและอาหารบำรุงต่างๆ ติดมาให้ทุกครั้ง จนกระทั่งห้องของพ่อเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย แม้พ่อจะแจกจ่ายไปให้คนไข้ยากจนอื่นๆในโรงพยาบาลแล้ว แต่ก็ปรากฏว่ากลับได้รับมามากกว่าที่แบ่งออกไปเสียอีก สิ่งนี้สอนพ่อว่าจงอย่ากลัวที่จะเป็นผู้ให้ ยิ่งให้เยอะเรายิ่งได้กลับมาเยอะมากกว่า การแบ่งปันต่างจากการทำบุญเอาหน้าและเวลาเราที่แบ่งปันอะไรออกไป พระก็จะตอบแทนกลับมาเป็นทวีคูณ เหมือนเช่นที่พ่อได้ประสบมากับตนเองนี้
พ่อใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่โรงพยาบาลกินนอนเต็มอย่างมีความสุข จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงวันที่หายดีต้องไปรายงานตัวที่โรงเรียน ในวันนั้นพ่อได้กลับมาใส่กางเกงเป็นครั้งแรกหลังจากประสบอุบัติเหตุ ปรากฏว่ากางเกงตัวเดิมที่เคยใส่ได้หลวมๆกลับไม่สามารถใส่ได้เสียแล้ว เมื่อพ่อไปชั่งน้ำหนักก็ปรากฎว่าน้ำหนักกลายเป็น55กก. จากเดิม45กก. พ่อดีใจมากขอบคุณพระเจ้า จากที่นึกว่าพระองค์จะไม่ให้หลังจากสวดขอมานานนับสิบปี แล้วพระก็ได้ตอบคำขอของพ่ออย่างคาดไม่ถึง ให้พ่ออ้วนขึ้นมารวดเดียว10กก.แถมยังดูดีหน้าใสปิ๊งเพราะได้ดื่มนมสด พักผ่อนเต็มที่ทุกวันตลอด45วันที่อยู่โรงพยาบาล หลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้นผ่านไปชีวิตพ่อก็เริ่มดีขึ้น กลับไปทำงานสอนที่โรงเรียนอยู่สักพัก จนมาวันหนึ่งคุณพ่ออธิการที่โรงเรียนก็มาถามว่าอยากไปเรียนที่กรุงโรมประเทศอิตาลีไหม มีทุนศึกษาด้านการคำสอนให้ ในขณะนั้นพ่อและน้องชายเรียนจบแล้ว ฐานะครอบครัวไม่ลำบากมากเหมือนแต่ก่อน พ่อจึงได้ตอบตกลงที่จะไป มหาวิทยาลัยที่พ่อได้ทุนไปเรียนนี้ตั้งอยู่ติดกับวังของพระสันตะปาปาเลย คนที่ไปเรียนก็มาจากทั่วโลก80คน และทุกคนก็มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะได้เข้าเฝ้า ได้จับมือโป๊ปถ่ายรูปคู่กันเป็นที่ระลึกก่อนกลับบ้านทุกคน ใครที่อุตส่าห์ได้ไปเรียนไปใช้เวลาอยู่2-3ปีอยู่ติดกับวังพระสันตะปาปา แล้วไม่มีโอกาสได้จับมือกับโป๊ปก็จะเสียใจมาก เมื่อพ่อมีความฝันนี้เกิดขึ้นก็เริ่มสวดขอพระ และเริ่มวิธีการ1.เขียนจดหมายขอเข้าเฝ้า 2.สวดขอพระทุกวัน โดยสวดลงท้ายว่าขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย 3.โทรศัพท์ติดตามผลทุกวัน ปรากฏว่าเวลาผ่านไป1เดือนโดยไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นเลย จนพ่อเริ่มคิดว่าไม่ได้การเสียแล้ว ลองเปลี่ยนการสวดจากเดิมมาเป็นการบอกพระไปตรงๆว่าเราอยากจะได้อะไร ดูจะดีกว่า คราวนี้พ่อก็เปลี่ยนวิธีการสวดเป็นบอกพระไปตรงๆว่าขอให้ลูกได้เข้าเฝ้าแทนที่จะบอกว่าให้เป็นไปตามน้ำพระทัยเฉยๆ และพ่อก็เริ่มวิธีการ1-3เช่นเดิม แต่คราวนี้ผลที่ได้กลับกลายเป็นว่าแทนที่พ่อจะต้องโทร.ไปคอยติดตามผลทุกวัน พ่อกลับได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าสัปดาห์หน้าให้ไปเข้าเฝ้าได้เลย! พ่อดีใจที่สุดใน
ชีวิต

ในครั้งแรกที่พ่อได้เข้าเฝ้าโป๊ปนั้น เป็นวัดน้อยที่มีคนไม่เกิน20คน พ่อแต่งตัวเต็มยศ เตรียมพวงมาลัยดอกไม้ไปถวายท่าน ท่านก็ได้มอบสายประคำให้มา แต่รูปถ่ายที่พ่อได้เข้าเฝ้าครั้งแรกนี้กลับปรากฏว่าไม่มีรูปไหนที่มีเฉพาะพ่อกับพระสันตะปาปาชัดๆเลย พ่อแอบบ่นว่าทำไมหนอต้องมีคนอื่นอยู่ด้วยทุกรูปเลย ก็ปรากฏว่าพระเจ้าได้ตอบคำตัดพ้อของพ่อในการได้เข้าเฝ้าครั้งที่2 ซึ่งเป็นความโชคดีอย่างคาดไม่ถึง จากความที่ในขณะนั้นไม่มีใครสามารถเล่นกีต้าร์ได้เลยในหมู่คณะ
พ่อจึงได้ฝึกเล่นกีต้าร์ในขณะที่อายุจวนจะ40ปีแล้ว การที่เราได้เสียสละตนเองทำอะไรบางอย่างเพื่อส่วนรวม พระจึงประทานโอกาสให้เข้าเฝ้าโป๊ปครั้งที่2ผ่านทางคณะซิสเตอร์ที่จะได้เข้าเฝ้า ซิสเตอร์ขอให้พ่อช่วยเล่นกีต้าร์ในพิธีมิสซาทำให้พ่อได้ร่วมเข้าเฝ้าทั้งที่พ่อไม่มีรายชื่ออยู่ด้วย และพระเจ้าก็ตอบคำตัดพ้อครั้งก่อนของพ่อ โดยครั้งนี้ในรูปมีเพียงแค่พ่อกับโป๊ป2คนจริงๆ

ในเวลาที่พระให้ก็ให้เกินกว่าที่เราขอจริงๆ แถมด้วยโอกาสเข้าเฝ้าโป๊ปของพ่อเป็นครั้งที่3ที่มาเยือนแบบไม่คาดฝันอีก คราวนี้เป็นงานการเข้าเฝ้าของสังฆราชเพื่อกล่าวรายงานต่อโป๊ปที่วาติกัน บราเดอร์ท่านหนึ่งซึ่ง
มีหน้าที่ถือของถวายแต่ปรากฏว่าไม่มีชุดไทยใส่ จึงมาขอให้พ่อไปทำหน้าที่แทน
ณ มหาวิทยาลัยที่พ่อได้ทุนไปเรียนนี้เอง เป็นที่ที่ทำให้พ่อเริ่มมีความคิดที่อยากจะบวช จากบรรยากาศที่จัดให้มีช่วงเวลาสวดภาวนาตลอดทั้งวัน เฝ้าศีล ทำนพวารต่างๆมากมาย จนพ่อเคยค่อนแคะว่าไม่ได้เป็นนักบวชแล้วทำไมต้องสวดเยอะขนาดนี้ แต่สุดท้ายเมื่อกลับมาเมืองไทย พ่อกลับคิดถึงสิ่งเหล่านั้น อยากที่จะสวด อยากจะมีหมู่คณะ จนทำให้พ่อมีความคิดที่อยากจะไปบวช
ในการตัดสินใจก่อนเข้าคณะคาร์แมลนั้น เกิดขึ้นเมื่อพ่อกลับมาที่เมืองไทยแล้วรู้สึกเหงามากจากที่เคยอยู่เป็นหมู่คณะ80คนตอนเรียนที่โน่น จนเกิดความคิดที่อยากจะบวชในขณะที่มีอายุ38ปีแล้ว พ่อตัดสินใจที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศสิงคโปร์ ทั้งที่มีความกลัวว่าจะบวชสำเร็จหรือไม่ก็ไม่รู้ อายุก็มากแล้ว แต่พ่อก็ฝากตัวเองไว้กับพระและคิดได้ว่าหากเราเสี่ยงที่จะไปทำในสิ่งที่ไม่ดีก็น่าจะกลัวอยู่หรอก แต่สิ่งที่พ่อจะทำนี้คือการไปเรียนเพื่อที่จะบวช เป็นสิ่งที่ดีก็ไม่เห็นมีอะไรที่น่าจะต้องกลัว อย่างมากถ้าไม่ได้บวชก็กลับมาเป็นเป็นครูอย่างเดิมเท่านั้นเอง และเมื่อเราวางใจในพระ

วางตัวเล็กๆของเราไว้ในพระหัตถ์อันยิ่งใหญ่ของพระ พระก็จะดูแลเรา และเราก็จะสามารถทำได้ เมื่อคิดตัดสินใจได้ดังนี้พ่อก็ไม่มีความกลัวมาก่อกวนในการไปศึกษาเพื่อจะบวชอีกต่อไป จนกระทั่ง ปฏิญาณตนครั้งแรก และตลอดชีพคณะคาร์แมลที่อิตาลี
การบวชสังฆานุกรของพ่อทำที่อิตาลี เพราะพ่อบวชในตอนที่อายุมากแล้วทางผู้ใหญ่จึงให้ทำพิธีที่นั่นไปเลย เมื่อบวชสังฆานุกรพ่อก็ขอพระอีกครั้งหนึ่งว่าก่อนจะกลับไทยขอให้ได้จับมือกับพระสันตะปาปาสักครั้ง แล้วพระก็ได้ให้ของขวัญพ่ออีกชิ้นหนึ่งจากโป๊ปองค์ถัดมาคือสันตะปาปาเบเนดิกที่16 พ่อมีโอกาสได้ไปเข้าเฝ้าในที่ที่มีคนจองไว้แต่เขาไม่มา และประตูด้านที่พ่อไปยืนรอก็เป็นประตูที่ท่านใช้ตอนเสด็จกลับพอดี

จากนั้นพระยังได้ให้ของขวัญแก่พ่ออีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือการได้เข้าเฝ้าโป๊ปพร้อมกับพระสังฆราช พ่อได้รับการติดต่อมาถามว่าอยากจะเข้าเฝ้าด้วยไหม พ่อรีบตอบรับและดีใจมากเพราะขณะนั้นพ่อเป็นแค่สังฆานุกรแต่กลับมีโอกาสได้เข้าเฝ้าด้วย
ต่อมาการผจญก่อนบวชเป็นพระสงฆ์ของพ่อก็เกิดขึ้น พ่อมีความคิดที่อยากจะลาออกเพราะยังยึดติดอยู่กับ “ตัวตน” ด้วยความที่พ่อหาเงินดูแลบริหารจัดการทำอะไรด้วยตัวเองมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่พอเข้าอารามกลับต้องทิ้งตัวตนที่เคยมี มาถือความสุภาพนอบน้อม ต้องขออนุญาตแม้ในสิ่งที่เล็กน้อย พ่อเกิดความคิดที่จะลาออกไปใช้ชีวิตแบบเดิม จนผ่านไปหลายเดือนจึงเริ่มคิดได้ว่า นับจากวันแรกที่ได้ตัดสินใจอยากจะบวช จนไปศึกษาที่สิงคโปร์ก็ไม่มีใครบังคับเลย พ่อเต็มใจที่จะไปด้วยตัวเองทั้งหมด เมื่อใช้เวลาคิดพิจารณาก็คิดได้ว่าจะสู้ต่อ จะฝากตัวเองไว้ในมือของพระ ให้พระดูแลต่อไป จนเมื่อมีการลงคะแนนให้พ่อสามารถบวชเป็นพระสงฆ์ได้ แต่พ่อกลับร้องไห้เสียใจเพราะมีเสียงที่ก่อกวนขึ้นมาในหัวว่า แกเป็นคนบาปไม่คู่ควรที่จะได้บวช เป็นพระสงฆ์ไม่ได้ พ่อร้องไห้ทานข้าวไม่ได้อยู่3วัน กระทั่งคุกเข่าต่อหน้าแม่พระ วอนขอพระแม่ว่า “แม่ช่วยลูกด้วย ลูกเป็นคนบาป ลูกเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าแม่ช่วยลูก ลูกก็จะสามารถเป็นพระสงฆ์ที่ดีได้” ทำให้คิดได้ว่าพ่อได้ฝากตัว ศิโรราบยอมให้พระเป็นผู้นำแล้วยังจะกลัวอะไร พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่เพียงไหนและเราก็ได้ลงมือทำเต็มที่ในส่วนของตัวเองแล้วที่เหลือจะขอฝากไว้กับพระ เมื่อพ่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี พ่อเข้าพิธีบวชได้สำเร็จและได้ขอในวันที่บวชว่า “แม้ลูกอาจจะเป็นคนไม่ดีแต่ขอให้เป็นพระสงฆ์ที่ดีในอนาคต เป็นพระสงฆ์ที่สุภาพ ศักดิ์สิทธิ์ ทำตามน้ำพระทัยของพระ” และพ่อขอสรุปเรื่องการภาวนาจากประสบการณ์ของชีวิตที่ผ่านมาของพ่อเองดังนี้
o จงขอแล้วท่านจะได้รับ (มธ 7:7)
o ขอแล้วขออีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับหญิงหม้าย และผู้พิพากษา (ลก 18:1-8)
o ขอตรงๆ …ในสิ่งที่เราต้องการ
o ไว้วางใจในพระ…..
หลายคนบอกว่าสวดแล้วไม่ได้ นั่นเพราะเราไม่ได้ขอ และหากไม่เคยขอแล้วจะได้รับได้อย่างไร และไม่ใช่การขอแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ต้องขอซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังที่พระวรสารว่า จงขอแล้วท่านจะได้รับ(มธ 7:7) ขอแล้วขออีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับหญิงหม้าย และผู้พิพากษา (ลก 18:1-8) และเมื่อถึงเวลาพระก็จะตอบคำขอของเราอย่างแน่นอน และในเวลาที่พระให้นั้นพระองค์จะให้มากเกินกว่าที่เราขอเสียอีก เหมือนในพระวรสารที่ทรงทวีขนมปังเลี้ยงประชาชนมากกว่าห้าพันคนและยังเหลือเศษเก็บได้อีก12กระบุง (มธ14:13-21) ในเวลาที่พระเป็นเจ้าให้ก็จะเป็นเช่นนี้คือพระองค์จะให้จนล้นเหลือ การขอตรงๆ ในสิ่งที่เราต้องการ คือให้เราเป็นเหมือนเด็กๆที่บอกพ่อออกไปตามตรงไม่อ้อมค้อมปิดบัง เพราะแท้จริงแล้วพ่อคือพระเป็นเจ้านั้นย่อมทราบอยู่แล้วว่าลูกอยากจะได้อะไร เพียงแต่อยากให้ลูกเอ่ยปากขอตรงๆอย่างไว้วางใจกับพ่อเท่านั้นเอง
และนอกจากวิธีการภาวนาอย่างไรให้ถูกใจพระที่พ่อได้แบ่งปันจากประสบการณืชีวิตของพ่อนี้แล้ว พ่อยังอยากแบ่งปันการภาวนาตามคำสอนของนักบุญเทเรซา แห่งพระเยซูด้วย การสวดภาวนาแบบคาร์แมล์นี้ที่จริงแล้วง่ายมาก คือการคุยกับพระทุกเวลา ทุกสถานการณ์ในชีวิต แทนที่เราจะโมโหกับสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบ เราก็สวด วันทามารี... ข้าแต่พระบิดา... สนทนากับพระในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี เหมือนคนที่รักกัน รู้ใจกัน ที่อยากจะอยู่ด้วยกันเสมอ
การภาวนาตามคำสอนของนักบุญเทเรซา แห่งพระเยซู
o การภาวนา คือการสนทนาอย่างสนิทสนมระหว่างเพื่อน นั่นหมายถึงการสละเวลาบ่อยครั้งเพื่ออยู่ตามลำพังกับพระองค์ ผู้ที่เรารู้ว่าทรงรักเรา (ชีวิต 8.5).
พระเยซูเจ้าในการภาวนาแบบ น. เทเรซา
o พระเยซูเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของการภาวนา ทรงอยู่กับเราตลอดเวลาในการภาวนา
o ตั้งแต่เริ่มต้น จนจบ พระเยซูเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางในการภาวนาของท่าน (ชีวิต 4:7; 9:4), พระคริสตเจ้าทรงเป็นมนุษย์เหมือนเรา (ชีวิต 9:6) ท่านบอกให้เราจงมีความยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ชีวิต 22:4),
หลักสำคัญ 3 ประการในการภาวนา
o ความรัก
o ความสุภาพ
o การปล่อยวาง
หากเราอยากจะประสบความสำเร็จในการภาวนา เราจะต้องมี3สิ่งนี้ คือ1.ความรักต่อเพื่อนพี่น้อง 2.ความสุภาพที่แท้จริงคือการยอมรับในความสามารถที่มีตามความเป็นจริงของตนเอง โดยไม่แสร้งปฏิเสธหรือถ่อมตนเกินจริง แต่ตระหนักว่าทุกสิ่งที่ดีที่ตนมีนั้นมาจากพระเป็นเจ้าไม่ใช่มาจากตัวเราเอง เมื่อเรารู้และยอมรับในแหล่งที่มา
นี่แหละคือความสุภาพที่แท้จริง 3.การปล่อยวางคือการไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ เหมือนนกที่โบยบินเป็นอิสระ โดยไม่ต้องมีอะไรมาผูกถ่วงไว้ ให้พระเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
ผลที่ได้รับหลังการภาวนา
o เราเรียนรู้ที่จะได้พบกับพระเป็นเจ้าในชีวิตประจำวันของเรา และมอบความไว้ใจทั้งหมดกับพระองค์ในหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลงภายใน
o สามารถรับความสุข ความยินดีดังของขวัญที่ได้รับจากพระเป็นเจ้า
o สามารถยอมรับปัญหา อุปสรรค ความแห้งแล้งฝ่ายจิต
ถ้าเราบอกว่าสวดเยอะแยะแต่ไม่รู้สึกว่าเกิดผลเลย นั่นเพราะเราสวดไม่เป็น หากสวดเยอะเป็นสิบสายประคำต่อวัน แต่พอเจออะไรที่ขัดใจหน่อยก็โมโหด่าเขาเสียแล้ว ย่อมแสดงว่าการสวดยังไม่เกิดผลในใจของเรา การสวดที่ถูกต้องนั้นจะต้องเกิดผลออกมาเป็นการกระทำของเรา เป็นการกระทำที่ดี มีเมตตา ซึ่งจะต้องเป็นผลที่ออกมาจากการภาวนานั่นเอง 

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view