สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

🍊 อย่าให้ความกลัวในสิ่งใดๆ...ทำให้ใจเธอหวั่น
อย่าให้อุปสรรคใดๆทำให้เธอขาดความเชื่อ
เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า..
"ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า"

📚บทอ่านประจำวันวันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2018 
https://youtu.be/RZNSW0rKq_Y

❤ พระเจ้าดีต่อฉัน
http://youtu.be/_7VTjITn6_U

🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2018 
อ่าน
1 ซมอ 4:1-11
มก 1:40-45

ในพันธกิจของการประกาศข่าวดี พระเยซูเจ้ามิได้
เป็นห่วง ชื่อสียง เกียรติยศ ความรังเกียจต่อโรคร้าย 
มากไปกว่า ความผูกพันใกล้ชิดของประชากรกับพระเจ้า
เมื่อทรงสัมผัส ช่วยคนโรคเรื้อนให้หายป่วย
ทรงกำชับให้เขาไปหาพระเจ้า มิใช่ยึดติดกับอัศจรรย์ที่พระองค์ทำ

ประชากรอิสราเอลที่สูญเสียความสัมพันธ์ใกล้ชิด
ชีวิตที่วางใจในพระเจ้า ด้วยการประพฤติตนชั่วร้าย
ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้แก่ศรัตรู

หมายเหตุ..
อยากเป็นคนมีเกียรติ..
อย่าไปเหยียดหยามคนอื่น..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2018
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ความเชื่อของคนเหล่านั้น...” (มก 2: 1-12)

ความเชื่อของพวกเขาที่พยายามนำพี่น้องให้พบพระองค์...

แล้วไปยุ่งกับเขาทำไม...
ก็เพราะแรงผลักดันของความเป็นศิษย์พระเยซู
เพราะประสบการณ์ที่ฉันได้พบพระเยซู
พระองค์ทรงรักษาฉัน พระองค์เสด็จมา และจับมือพยุงฉันให้ลุกขึ้น
เมื่อฉันหายแล้ว ฉันจึงต้องนำพี่น้องของฉันไปหาพระเยซู
เพื่อพระองค์จะรักษาเขาด้วย...

ฉันต้องทำ 
ฉันต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อนำเขาไปพบพระเยซู...

- - - - - - - - -

ชีวิตของพระเยซูเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เป็นสมดุลของชีวิตของบุตรพระเจ้าที่พัฒนาขึ้นทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ภาวนาและทำงาน พระองค์ทรงมีเวลาในการภาวนาและทำหน้าที่ของชาวยิวที่ดี และยังทรงมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ คือผู้ที่พุทธศาสนาแปลคำนี้ว่า “ผู้มีจิตใจสูง” มนุษย์ มาจากคำว่า มโน+อุษยะ จิตใจ+ประเสริฐ คือผู้มีจิตใจสูง ซึ่งท่านพุทธทาสได้บอกว่า เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา... ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับความหมายของศัพท์คำว่ามนุษย์ในรากศัพท์ภาษาลาตินที่ผมเคยอธิบาย Homosapiens ซึ่งมาจากสองคำคือ Homo แปลว่าดิน Sapiens แปลว่าปัญญา นั่นคือดินที่มีปัญญาครับ พระเจ้าสร้างมนุษย์มาจากดิน และใส่สติปัญญาไว้ในมนุษย์ และนี่จึงเป็นความประเสริฐของมนุษย์ที่สามารถคิด และคิดเพื่อคนอื่นด้วย... วันนี้ ยิ่งเดินไปกับพระเยซูเจ้า เรายิ่งพบแบบอย่างของพระองค์ ที่พระองค์เจริญวัยเติบโตขึ้น ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณจริงๆ พระองค์ทรงมีเวลาทั้งในการทำงาน และในการภาวนา... ในการทำงาน งานของพระองค์คือสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับมอบหมายจากพระเจ้าพระบิดา พระองค์ทรงทำอย่างเต็มที่ และทรงทอดพระเนตรมองดูความต้องการของคนอื่นเสมอ...

ปีก่อน เมื่อครั้งฝนตกหนัก และผมก็ไม่ได้ใช้น้ำประปา เราปิดวาวส์ประปาครับ แต่ผลปรากฏว่า ผมต้องจ่ายค่าน้ำมากกว่าปกติมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่เข้าใจว่า มิเตอร์เสีย และตามกฎของประปา เขาคิดค่าน้ำโดยน้ำตามค่าเฉลี่ยของการใช้น้ำสามเดือนหลัง... ทำให้ผมต้องติดต่อกับผู้จัดการประปาเลยครับ... จากเหตุการณ์นั้น เมื่อผมได้แบ่งปัน จำได้ว่า มีพี่น้องบางคนก็ต่อว่าผมลับหลังว่า ทำไมคุณพ่อไม่สุขุม ทำไมเดือดร้อนกับเรื่องแบบนี้ เป็นพระสงฆ์ต้องนิ่งกว่านี้... 555 ผมทราบเรื่องมาแล้วก็นึกงงๆ เอ มันยังไง... ... ... ไม่หรอกครับ แท้จริงแล้ว ทางวัดไม่เดือดร้อนหรอกครับ หากผมไม่มีเงินจ่าย เดี๋ยวสัตบุรุษเขาก็จ่ายครับ... แต่เวลานั้นผมอยากเป็นเสียงของความยุติธรรมเท่านั้นเอง อยากเป็นเสียงของคนยากจนมากมายที่ไม่อาจจะไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ ที่อยากบอกให้การประปาทบทวนระเบียบของตนเอง เพราะหากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนยากจน ผมสงสารพวกเขาครับ เขาอาจจะอยู่ไกลการประปา และไม่อาจเดินเรื่องได้อย่างที่ผมทำได้ เขาก็จะต้องได้รับความไม่เป็นธรรมโดยแก้ไขอะไรไม่ได้... เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้จักผู้จัดการประปาไปเลยครับ เท่ากับเราได้มีโอกาสคุยกัน และรู้จักกันด้วย กลายเป็นสิ่งที่ดีในความสัมพันธ์ไปอีก...

พี่น้องที่รักครับ เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจจริงๆ นะครับ พระเยซูเจ้าที่ทำงานหนัก อยู่กับประชาชนของพระองค์ เป็นพระพรของพระเจ้าเป็นทุกๆ คน งาน อาชีพที่พระองค์อาจจะทำกับนักบุญโยเซฟก็คงเป็นได้ แต่ทำไมพระองค์ต้องออกจากบ้าน เดินทางระหกระเหิน ทำงานเพื่อประชาชน ทำไปแล้วก็ถูกกล่าวหา ถูกเฝ้าทำร้าย และที่สุดก็ต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน... ไตร่ตรองกันตามประสาเราๆ คือ ทำไมพระองค์ยอมเปลืองตัวเองขนาดนั้น อยู่บ้านทำอาชีพของตนสบายๆ ไม่ดีกว่าหรือ... แต่นี่แหละครับ คือความเสียสละที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงให้แบบอย่าง คือชีวิตที่ไม่ได้คิดถึงแต่ตนเอง แต่เป็นชีวิตที่คิดถึงคนอื่นตลอดเวลา

ไตร่ตรองลงมาถึงจุดนี้ ก็อดไม่ได้หรอกครับที่ต้องคิดถึงชายสี่คนที่พยายามมองหาความรอดพ้นให้กับพี่น้องที่เป็นอัมพาต เพื่อจะได้พบพระเยซู และรับการรักษาให้หายได้ นี่คือความเชื่อ นี่คือความรัก นี่คือความดี ที่เป็นสิ่งที่ต้องออกจากตนเองเสมอ... วานนี้มีคนส่งภาพให้ผมภาพหนึ่ง เป็นภาพที่เคยเห็นแล้วครับ แต่เมื่อเห็นครั้งใดก็มีความสุขทุกครั้ง ภาพของเด็กคนหนึ่งที่กำลังประคองรถจักรยานให้น้องที่คงหัดขี่รถอ่ะครับ ทำทุกวิถีทางไม่ให้รถล้ม เพราะเดี๋ยวน้องจะเจ็บ แต่ทว่า กางเกงของตนเองที่หลวมอยู่กำลังหลุดครับ... ในภาพมีเขียนไว้ว่า... “แม้ปัญหาของตนเองก็มี แต่หน้าที่สำคัญกว่า...” กางเกงหลุดก็อายครับ แต่หากห่วงกางเกง น้องคงเจ็บอ่ะ... ทำให้คิดถึงแม่พระเลยครับ ปัญหาของพระแม่มากมายไม่น้อย เมื่อตั้งครรภ์แบบนั้น แต่ก็ยังมีเวลา มีกำลังใจไปเยี่ยมเยียนแบ่งปันช่วยเหลือนางเอลีซาเบธ

พี่น้องที่รักครับ ผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้า คริสตังผู้ที่เป็นลูกพระเจ้า ประกาศความเชื่อในพระองค์ รักพระองค์ วางใจในพระองค์ คือผู้ที่ต้องออกจากตนเอง เพื่อก้าวไปด้วยความห่วงใยต่อเพื่อนพี่น้องด้วยครับ... เพื่อนพี่น้องพระสงฆ์หลายๆ คนที่ทำงานด้านสังคม แล้วติดแบล็คลีสบ้าง พระสันตะปาปาของเราเองก็ติดด้วยนะ... แต่นั่นแหละ เพราะสำนึกของความห่วงใยต่อเพื่อนพี่น้อง ต้องทำครับ ทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ชอบธรรม ต้องทำครับ... ผู้ที่ประกาศความเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่ผู้ที่มีความสุขในบ้านของตนเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่พร้อมจะนำความสุขไปแบ่งปันกับพี่น้องครับ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทุกคน... เมื่อพระเจ้าตรัสถามกาอินในหนังสือปฐมกาล... น่าสนใจนะครับ พระเจ้าไม่ได้ถามเขาว่า “อาแบลอยู่ที่ไหน” แต่ถามว่า “น้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน” เพราะเราต้องตระหนักครับ เราต้องรักและห่วงใยพี่น้องของเราด้วย มีพี่น้องของเราบ้างไหม ที่เป็นอัมพาต และเราควรนำเขาไปพบพระเยซู (ไม่ง่าย แต่เราต้องพยายามทำครับ) พี่น้องของเราบางคนที่อาจจะเป็นอัมพาตทางจิตวิญญาณ มีไหม... พี่น้องของเราบางคนไปได้ทุกที่ แต่ไปหาพระเยซู เขาเป็นอัมพาตครับ... ทิ้งกันไม่ได้นะครับ เรานี่แหละ ต้องนำเขาไปหาพระเยซูให้ได้ครับ ไม่ง่ายครับ... พี่น้องครับ เป็นคริสตัง ... “ชั่งหัวมัน” “ช่างแม่งมัน” “เรื่องของมัน” ไม่ได้นะครับพี่น้อง นี่ไม่ใช่อัตลักษณ์ของเราคริสตังเลย ... “เดี๋ยวมันจะหาว่าหนูไปเสือกเรื่องของมัน”... เถอะน่าลูกรัก บางเรื่องเราต้องยุ่งอ่ะครับ... เมื่อวานนี้ ปีศาจมันต่อว่าพระเยซู “มายุ่งกับพวกเราทำไม” แต่พระองค์ต้องยุ่งครับ เพราะคนนั้นเป็นลูกของพระองค์ พระองค์ต้องเข้าไปยุ่งแน่ๆ... เอาเถอะครับ พี่น้องที่รัก ให้เราสนใจกันและกันมากขึ้นนะครับ “ชั่งมัน...เรื่องของมัน” ไม่ได้นะครับ ให้เราทำทุกวิถีทาง เพื่อนำพี่น้องของเราไปพบพระเยซูให้ได้ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง อาจจะต้องเปิดหลังคาใจกันก็เอาเถอะ ขอให้เราทำสุดความสามารถ นำกันและกันไปพบพระเยซูนะครับ

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงละธรรมชาติพระเจ้าเพื่อเข้ามายุ่งกับชีวิตของลูก เพราะทรงปรารถนาให้ลูกรอดพ้น ขอพระองค์โปรดเปิดดวงใจของลูกให้ก้าวไปยุ่งกับพี่น้องด้วย เพราะความรัก ความห่วงใย ปรารถนาให้เขาพบพระองค์อย่างที่ลูกได้พบเถิด...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

“พลังแห่งพระวาจา 2”
วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2018
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา...” (มก 1: 40-45)

อย่าบอกอะไรให้ใครรู้...
พระองค์ไม่อาจเสด็จเข้าไปในเมืองได้อย่างเปิดเผยอีกต่อไป
จึงประทับอยู่นอกเมืองในที่เปลี่ยว

เพราะฉันทำอะไรลงไป
ไม่น่าเลย

แต่เพราะ...
ทรงสงสาร ตื้นตันพระทัย

เวลานี้...
ฉันก็ทำสิ่งที่พอทำได้
แม้จะพบความยากลำบากเข้ามาในชีวิตบางประการ
เพียงเพราะฉันทำบางอย่างลงไป...

- - - - - - - - -

ทำไมเช้านี้ ต้องมีบทไตร่ตรองที่ 2 ทำไมต้องมี “พลังแห่งพระวาจา 2”... จริงๆ แล้ว ผมต้องขอโทษพี่น้องด้วย ที่เช้านี้หลังการทำวัตรแรกแล้ว ผมเปิดหนังสือมิสซาผิดครับ จากเมื่อวานผมได้คั่นไว้แล้ว และเช้านี้ ผมก็เปิดข้ามไปอีกวันหนึ่งแบบลืมไปว่า ได้เปิดไว้แล้วครับ ทำให้ผมไตร่ตรองพระวาจาของวันศุกร์ครับ ซึ่งเป็นวันพรุ่งนี้ ผมเลยเดินเร็วไปหนึ่งวัน แต่กระนั้นก็ดี ไม่อยากข้ามวันนี้ไปครับ จึงกลับมาดูอีกที...แต่กลับคิดขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมได้ไตร่ตรองของวันศุกร์ก่อน และกลับมาไตร่ตรองของวันนี้อีกวัน ทำให้เกิดความรู้สึกสัมผัสได้จริงๆ ถึงความเมตตาสงสารของพระเยซูเจ้า ที่ทำให้พระองค์ต้อง “เปลืองตัว” ทำบางอย่างที่อาจจะมากเกินไปในความคิดของอีกบางคน

วันนี้พระเยซูเจ้าทรงเผิญหน้ากับคนโรคเรื้อนครับ เรียกว่า พวกเขาคือคนต้องห้ามครับ พวกเขาไม่สามารถเข้าใกล้ใครๆ ได้เลย พวกเขาต้องมีกระดิ่งสั่นไปตลอดทาง ร้องตะโกนว่า “ไม่สะอาด ไม่สะอาด” เพื่อทุกคนจะได้ไม่เข้าใกล้... แต่วันนี้เขาเข้ามาใกล้พระเยซู เพื่อวอนขอความเมตตาจากพระองค์ และพระทัยเมตตาสงสารของพระเจ้าก็ทำให้พระเยซูเจ้าทำบางอย่าง ซึ่งตามธรรมเนียมของชาวยิวพระองค์จะทรงเข้าใกล้นโรคเรื้อนไม่ได้ แต่วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงสงสาร ทรงตื้นตันพระทัย และทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา... คือพระองค์ทำผิดกฎ และมีเรื่องวุ่นวายแน่ๆ พระองค์กลายเป็นคนมีมลทินไปครับ... พระองค์ขอร้องให้เขา อย่าบอกเรื่องนี้กับใคร แต่ความดีใจของเขาก็ทำให้เขาประกาศไปทั่ว... ผลที่ตามมา คือพระเยซูเจ้าเองก็ไม่อาจเข้าไปในเมืองได้อย่างเปิดเผย... ลำบากนะซิ...

พี่น้องที่รักครับ คนโรคเรื้อนได้ชนะใจนักบุญฟรันซิส แห่งอัสซีซี และยิ่งกว่านั้น นักบุญฟรันซิสเองได้ชนะในตนเองด้วยการเข้าไปสวมกอดคนโรคเรื้อนที่ทุกคนรังเกลียด และนั่นกลับเป็นหนึ่งในกระบวนการการกลับใจของท่าน คือการต้อนรับพี่น้องขอตนกลับมาแม้โลกจะรังเกลียดสักเพียงใด... พระเยซูเจ้าไม่อาจทอดทิ้งลูกที่วางใจในพระองค์ เข้ามาขอความเมตตาจากพระองค์ การที่พระองค์เพียงสัมผัสเขา ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องสัมผัสก็ได้ เพียงพระวาจาเดียว พระองค์ก็ทรงทำให้เขาหายได้ด้วย... แต่ทำไมต้องด้วยวิธีนี้ “การสัมผัส” ซึ่งที่สุด วิธีนี้ นำปัญหามาให้พระองค์เสด็จเข้าไปในเมืองอย่างเปิดเผยไม่ได้อีกต่อไป

แต่ด้วยวิธีนี้ไม่ใช่หรือ... การสัมผัสใจของพี่น้อง การสัมผัสกันและกันในความไม่รังเกลียดกัน... นี่คือความอบอุ่นยิ่งใหญ่ของคนที่ถูกแยกจากสังคม เมื่อคนหนึ่งสัมผัสเขา นั่นคือการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของยิวคนหนึ่งเลย เหมือนการเสียคนไปเลยก็ว่าได้ แต่เพราะทรงสงสาร และตื้นตันพระทัย พระเยซูเจ้าก็สัมผัสเขา ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด” แล้วโรคเรื้อนก็หาย...

แต่จากนั้น ชีวิตของพระเยซูเจ้าดูเหมือนจะเปลี่ยนไป พระองค์อยู่ลำบากขึ้น เสด็จไปไหนมาไหนอย่างเปิดเผยไม่ได้ แต่ทรงตื้นตันพระทัยที่ได้ทำดังนั้น นี่คือชีวิตแบบอย่างของคริสตชนครับ... การทำอะไรที่มากเกินไปจากกฎของสังคม เพราะหัวจเรียกร้องนั้น บางครั้งก็ทำให้เราอยู่ยากเหมือนกัน แต่เราเลือกทำ เพราะเราเป็นคริสตชน เราเป็นคริสตัง...

อีกความคิดหนึ่งที่ผมพบความสงบในพระทัยของพระเยซูเจ้าครับ เมื่อพระองค์เข้าไปในเมืองอย่างเปิดเผยไม่ได้ พระองค์ก็ประทับอยู่นอกเมืองในที่เปลี่ยว คือที่ที่ได้อยู่กับตนเอง คุยกับตนเอง และบรรเทาใจตนเอง มากกว่านั้น ในที่เปลี่ยน พระองค์คงไม่ลืมที่จะภาวนาด้วยแน่ๆ พระองค์ทรงเป็นเช่นนั้น... นี่คือภาพของคริสตชนที่ประสบปัญหาครับ... พี่น้องครับ เรามีเวลาให้กับตนเองบ้างหรือเปล่า ยามที่ใจเราไม่สงบ ยามที่สถานการณ์ในชีวิตของเราไม่เป็นไปอย่างที่คิด... เราให้เวลากับหัวใจของตนเองบ้างไหม และเราให้เวลากับพระเจ้าบ้างไหม...

หลังจากนั้น คงไม่นานเกินไป เรื่องราวคงสงบขึ้น คงดีขึ้น... แต่ทว่า สิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่อยู่ที่สังคมจะมองเราอย่างไร แต่อยู่ที่เราเข้าใจตนเองอย่างไร ในสิ่งที่เราได้เลือกทำ... สักพักข่าวคงเงียบไปบ้าง พระองค์คงสามารถเจริญชีวิตได้เช่นเดิม แม้จะมีการตำหนิบ้างจากใครบางคน ที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้น แต่ทว่า... สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเข้าใจตนเอง การคุยกับหัวใจของตนเองให้รู้เรื่อง และไม่ซ้ำเติมการตัดสินใจ การกระทำของตนเอง เพื่อจะมีกำลังพอที่จะก้าวเดินต่อไป อาศัยพระพรและความช่วยเหลือของพระเจ้า...

นี่แหละ ชีวิตคริสตชน ต้องเป็นชีวิตที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจทำสิ่งที่มีคุณค่ากว่า แม้สังคมจะว่าอย่างไร แต่ชีวิตของเราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และเข้าใจตนเอง เป็นกำลังใจของตนเอง เพื่อก้าวเดินต่อไปพร้อมกับพระพรของพระเจ้าที่ไม่เคยทำให้เราสิ้นหวัง...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1ชมอ 4:1 –11/ มก 1:40-45
เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้าไปในร้านเพื่อซื้อลูกสุนัข เขามองเห็นสุนัขตัวหนึ่งไม่มีขาและเขาต้องการซื้อมัน เจ้าของร้านบอกว่าให้ฟรีเลย แต่เด็กคนนั้นย้ำว่า เขาจะต้องจ่ายเงินสำหรับสุนัขพิการตัวนั้น เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องจ่ายเงินด้วย เขาจึงแสดงขาของเขาที่ถูกตัดเพราะโรคร้าย นี่เป็นเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น บางคนจะอยู่ที่นั่นเสมอ เพื่อพิจารณาบางอย่างหรือบางคนดูความสวยงาม
ในสมัยพระเยซูเจ้า คนโรคเรื้อน ซึ่งถูกพิจารณาว่าน่าเกลียดที่สุด และน่าสะอิดสะเอียน ถูกแยกออกไปจากสังคม ดำเนินชีวิตโดดเดี่ยว และในระหว่างพวกเขา ทุกคนคิดว่าเขาเป็นบุคคลไม่สะอาด ไว้ใจไม่ได้ และไม่มีศีลธรรม ในสมัยกลาง พวกเขาต้องแขวนกระดิ่งเพื่อเตือนคนอื่น ๆ ว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น และเมื่อพระเยซูเจ้าได้ทรงรักษาเขาให้หาย เขาดีใจ และรีบไปบอกให้คนอื่นทราบ ในปัจจุบัน องค์กรอนามัยโลก ส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ทบทวนกฎหมายโบราณ ที่ให้เลือกปฏิบัติต่อคนโรคเรื้อน แม้ว่า ปัจจุบันโรคเรื้อนได้รับกำจัดออกเป็นปัญหาสาธารณะสุขทั่วโลก แต่การเลือกปฏิบัติก็ยังคงมีอยู่ เป็นสถานการณ์คล้ายกับสมัยของพระเยซูเจ้า
พระเยซูไม่กลัวที่จะสัมผัสคนโรคเรื้อน พระองค์ทรงรักษาเขา และให้เขากลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงเห็นคุณค่าแท้จริงของบุคคลที่อยู่ภายใน ไม่ใช่ภายนอก อีกแง่หนึ่ง เราเป็นคนโรคเรื้อน อวัยวะถูกทำลายจนน่าเกลียดเพราะบาป บุคลิกที่น่าเกลียดหรือการดำเนินชีวิตอย่างน่าละอาย ได้ทำลายใบหน้าที่สวยงาม นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตา ผู้ได้ทำงานท่ามกลางคนโรคเรื้อนในประเทศอินเดีย ครั้งหนึ่งได้กล่าวว่า “โรคที่ร้ายที่สุดในโลกตะวันตกในวันนี้ ไม่ใช่โรคผิวหนังตายด้านหรือโรคเรื้อน แต่เป็นการที่ไม่มีใครต้องการ การไม่มีใครรักและการไม่มีใครเอาใจใส่ดูแล เราสามารถรักษาโรคฝ่ายกายด้วยยา แต่การรักษาความโดดเดี่ยว ความสิ้นหวังและการไม่มีความหวังนั้นต้องอาศัยความรักเท่านั้น”...เราเองเคยติดกับดักให้หลงไหลในเรื่องการมีชื่อเสียง การได้รับการยกย่องสรรเสริญ และการยกยอปอปั้นบ้างหรือไม่?.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view