สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2018 ระลึกถึงบุญราศีนิโคลาสบุญเกิด กฤษบำรุง พระสงฆ์และมรณสักขี

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2018  ระลึกถึงบุญราศีนิโคลาสบุญเกิด กฤษบำรุง พระสงฆ์และมรณสักขี

🍊 ขอโปรดให้ทุกย่างก้าวของลูก
มั่นคงอยู่ในพระดำรัสของพระองค์
ขออย่าทรงให้ความบาปผิดใดๆ
มีอำนาจเหนือลูกเลย

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2018
ระลึกถึงนักบุญนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง
พระสงฆ์ มรณสักขี
https://youtu.be/Qg9Y-pPtcRM

🌹I Want To Praise You Lord
http://youtu.be/Rzq6pVAC8VU

🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2018 
ระลึกถึงบุญราศีนิโคลาสบุญเกิด กฤษบำรุง
พระสงฆ์และมรณสักขี
อ่าน
2 ทธ 2:1-13
ยน 15:9-17

พระเยซูเจ้าทรงย้ำกับบรรดาศิษย์ และผู้ติดตาม 
ความรักที่ได้รับมาจากพระบิดาอย่างไร
พระองค์ก็ทรงให้ต่อไปอย่างนั้น บัญญัติเดียว
ที่พระเยซูเจ้าสั่ง ให้บรรดาศิษย์และผู้ติดตาม
ปฎิบัติ คือ “จงรักกันและกัน เหมือนที่เรารักท่าน”

เพราะรัก จึงร่วมทนทุกข์ อดทน อย่างมั่นคง
ในความรักต่อพระวาจา นักบุญเปาโลบอกว่า
ท่านยอมที่จะทำ และทนต่อทุกสิ่ง เพื่อความดี
ของทุกคน ที่เชื่อในข่าวดี

ความรักต่อพระเจ้า และสัตบุรุษที่
บุญราศีนิโคลาสบุญเกิดดูแล
ทำให้ท่านไม่ท้อแท้ แม้ถูกเบียดเบียน
ไม่ละทิ้งพันธกิจ หน้าที่ที่ตนได้รับ
ในการดูแลประชากรของพระเจ้า

หมายเหตุ..
เพราะรัก..จึงยอม..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2018
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
ระลึกถึงบุญราศีนิโคลาส บุญเกิด

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“จงลุกขึ้น แบกแคร่ กลับไปบ้านเถิด...” (มก 2: 1-12)

การให้อภัย คือการปลดแอกทั้งหมดของพี่น้อง
คือการทำให้เขาได้รับอิสระทั้งครบจากพันธนาการที่ถูกผูกมัด

- - - - - - - - -

ชาวยิวเชื่อว่าการเกิดมาในเป็นคนพิการ เป็นอัมพาต หนวกใบ้ ตาบอด เป็นการไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้า เหมือนเป็นเพราะบาปของบรรพบุรุษ บรรดาบุคคลเหล่านี้จึงไม่ต่างไปกับบรรดาคนบาปที่พวกเขาไม่คบหาสมาคมด้วย... ในพระวรสารวันนี้ อาศัยความเชื่อของพี่น้อง ความเชื่อที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันกับหมู่คณะ ความเชื่อในพระเจ้าต้องส่งผลให้เกิดเป็นความรัก ความห่วงใยต่อเพื่อนพี่น้องด้วย เพราะการรักษาของพระเจ้า เรียกร้องให้สังคมยอมรับเขากลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งในสังคมอีกครั้ง คือการคืออิสรภาพให้เขาทั้งกายและจิตวิญญาณ ...

พวกเขาพูดกันว่า “ใครเล่าจะอภัยบาปได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น” แต่ในส่วนลึกของการกระทำของพระเยซูเจ้า พวกเขากลับประกาศว่า “พระองค์เป็นพระเจ้า” เพราะพระองค์ได้ทรงอภัยบาปให้กับคนที่เป็นอัมพาตนั้น นั่นหมายความว่า เมื่อวิญญาณได้รับการรักษา กายก็พ้นพันธนาการของบาปด้วย

พี่น้องที่รัก ในสังคมเราวันนี้ การให้อภัยของบางคนดูนะน่าจำไปหรือเปล่า เมื่อครูทำโทษเด็ก และผู้ปกครองเข้ามาพบ ครูก็เปลี่ยนพฤติกรรมครับ ไม่ตี ไม่ทำโทษ แต่ไม่พูดด้วย... คือไม่คบ หรือทำเป็นว่าคนๆ นั้นไม่มีตัวตนไปเลย... ไม่รังเกียจ แต่ไม่คบ... พี่น้องที่รักครับ วันนี้ ผมไตร่ตรองอีกครั้งพร้อมกับพระวาจาตอนนี้ ที่ผมได้ไตร่ตรองล่วงหน้ามาเมื่อวานนี้แล้ว แต่วันนี้ เมื่ออ่านอีกครั้ง ก็ได้รับแรงบันดาลใจที่ดีใหม่ๆ เสมอจากพระวาจาของพระเจ้า... ที่วันนี้สอนหัวใจผมให้เข้าใจดีๆ ถึงการให้อภัยที่แท้จริง การให้อภัยในจิตตารมณ์คริสตชน ไม่ได้หมายถึงการไม่เอาผิด ไม่ถือโทษเท่านั้น แต่ยังหมายถึงหัวใจที่เอื้อเฟื้อให้ความช่วยเหลือจนบาดแผลของเขาหายทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ

สิ่งหนึ่งง่ายๆ เลยที่ผมอยากแบ่งปันกับพี่น้องครับ ... ในศีลอภัยบาป พระเจ้าตรัสโดยผ่านทางศาสนบริกรว่า “จงไปเป็นสุขเถิด...” พี่น้องครับ นี่คือการรักษาที่แท้จริงครับ พี่น้องกลับออกไปจากที่แก้บาปพร้อมการให้อภัยของพระเจ้า บาปที่เป็นพันธการทำให้ผู้น้องถูกผูกมัดไม่สามารถเข้าร่วมโต๊ะศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าได้ บัดนี้ มันไม่มีอำนาจใดเหนือเราอีก เมื่อพระเจ้าให้อภัยแล้ว พี่น้องที่รักครับ พระเจ้าทรงปลดแอกทั้งหมดจากบาปของเรา สิ่งที่ตามมา คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เรามีชีวิตใหม่หลังจากได้รับการรักษาคือ... “การให้อภัยตนเอง” ครับ กลับออกไปจากที่แก้บาปแล้ว คือหัวใจที่ชื่นชมยินดีครับ ที่เราสามารถกลับเข้ามา ณ โต๊ะศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า มารับพระองค์เข้าสู่ชีวิต คือคืนความสัมพันธ์ที่ดีกับตนเอง กับพระเจ้า กับเพื่อนพี่น้อง และกับสิ่งสร้างของพระเจ้าด้วยการกลับเข้ามารับปังเดียวกันของพระเยซูเจ้า ณ พระแท่นบูชาของพระองค์

นี่คือการให้อภัยด้วยจิตตารมณ์ของคริสตชน คือการนำพี่น้องกลับเข้ามาสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันในความสัมพันธ์ของเรา ให้อภัย จึงไม่ได้หมายถึงความไม่ถือโทษ ไม่เอาเรื่องเอาโทษเท่านั้น แต่การให้อภัย คือการเสริมพลัง และความมั่นใจให้ผู้ที่ผิดพลาดได้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับเราอีกครั้ง ดังนั้น ไม่เกลียด แต่ไม่คบ ใช้ไม่ได้นะครับสำหรับคริสตังเรา

พระศาสนจักรในประเทศไทย ในวันนี้ฉลองบุญราศี คุณพ่อนิโคลาส บุญเกิด ที่สามพราน วันนี้มีกิจกรรม พิธีกรรมทั้งวัน ผมเองได้รับแบบอย่างจากพ่อนิโคลาสเป็นอย่างมาก ในเรื่อง ของความรักและการให้อภัยต่อพี่น้อง จดหมายของพ่อนิโคลาส ที่เขียนถึงพระสังฆราชของท่าน บรรเทาใจผมมาก เมื่อครั้งต้องถูกให้ร้าย กล่าวหา จนต้องได้รับโทษในด้วยความอธรรม เอาเถอะ กระดูกบางชิ้นของท่านที่หายไป อาจจะทำให้เราเข้าใจความจริง เมื่อเราต้องอยู่ต่อหน้าพระเจ้า หมากในปากของท่าน จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่ถูกปิดบังไว้ เมื่อเราทุกคนต้องให้การกับพระเจ้า... ท่านขอพระเจ้าทรงประทานอภัยให้กับผู้ที่ทำร้ายท่าน ด้วยหัวใจของท่านที่ให้อภัยก่อนฉันใด พี่น้องที่รักครับ เราก็ต้องให้อภัยพี่น้องของเราด้วยหัวใจที่เปิดออกอย่างแท้จริง คือการให้อภัยจนหมดสิ้นแบบพระเยซู คือการเปิดโอกาสให้พี่น้องของเราได้เริ่มต้นใหม่... ผมยอมรับจริงๆ ครับ ผมต้องขอบคุณพ่อนิโคลาสจริงๆ ครับ แม้ว่าผมไม่ได้ขออัศจรรย์อะไรจากท่าน แต่สำหรับผม อัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมได้รับจากท่าน คือ “แบบอย่างของการให้อภัย” ที่ท่านได้เดินตามพระเยซูเจ้า อาจารย์แห่งสากลโลก... เมื่อพระเจ้าทรงให้อภัยบาปของเรา เราเป็นอิสระจากทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่พันธนาการอะไรใครอีก... แต่การให้อภัยของฉัน ฉันให้อภัยอย่างไร... ไม่โกรธ แต่ไม่คบ หรือเปล่า...

ให้อภัย คือการปลดแอกทั้งหมดจากความผิดทุกอย่าง และไม่ต้องถูกพันธนาการอะไรคือ คือแบบอย่างที่พระเจ้าทรงสอนเรา... และเราจะนิ่งเฉย เฉยเมยกับพี่น้องของเราได้กระนั้นหรือ ไม่โกรธ ไม่เอาโทษ แต่ไม่คบ นี่หรือ คือการให้อภัยที่แท้จริง... ฉันไม่ฆ่า แต่ไม่ได้ช่วยอะไรให้เขาพ้นพันธนาการของความผิดเลย นั่นยังไม่ใช่การให้อภัยแบบพระเยซู อาจารย์แห่งสากลโลก มิใช่หรือ???

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1 ซมอ 8:4-7,10-22 / มก 2:1-12
เพราะเหตุใดพระเยซูตรัสแก่คนง่อยในพระวรสารวันนี้ว่า “ลูกเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”? 
นักจิตวิทยาและนักสังคมศาสตร์ ได้เล่าจากประสบการณ์ของการสังเกตว่า “ความเคียดแค้นและความไม่พอใจถือว่าเป็นพิษ และทำให้คนป่วยทางกาย ส่วนการให้อภัย การมีสันติกับทุกคน ทำให้เขามีสุขภาพดีมากกว่าผลของการทานยา การรักษาทางกายจะสำเร็จได้โดยอาศัยการรักษาทางจิต”
ลักษณะสำคัญในการรักษาทุกครั้งของพระเยซู คือความเชื่อของคนป่วยหรือเพื่อนของผู้ป่วย เรื่องในพระวรสาร เราพบว่าเพื่อนของคนป่วยพยายามปีนขึ้นไปบนหลังคา ด้วยความยากลำบาก และหาทางหย่อนเขาลงมา แสดงถึงความเชื่อที่เข้มแข็งและมั่นใจในอำนาจการรักษาของพระเยซูเจ้า
ทนายความคนหนึ่งยืนยันว่าบิดาของเขามีกรรมพันธุ์ที่ไม่ดีมาจากปู่ของเขา หมอเตือนเขาว่า เขาจะตายตอนอายุ 50 ปี แต่เขากล่าวว่า “พ่อและแม่ของเขาไม่เชื่อหมอ พวกเขาอธิษฐานภาวนามากขึ้น โดยเพิ่มความศรัทธาเป็นพิเศษต่อพระตรีเอกานุภาพ ต่อครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ และต่อพระมารดานิจจานุเคราะห์และไปร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณบ่อยขึ้น” เขาเล่าว่าพ่อของเขาตายเมื่ออายุ 82 ในปี 1986 หมอที่ทำนายการตายของเขา เสียชีวิตก่อนพ่อของเขา ยกเว้นหมอคนสุดท้ายผู้มีอายุยังน้อย
เรามีความเชื่อชนิดไหน เป็นความเชื่อที่มั่นคงและมีความคิดริเริ่มในการแก้ปัญหาเหมือนกับคนง่อยและเพื่อนของเขาหรือ หรือเหมือนกับเพื่อนที่ “ไม่มีคำว่าตาย”? เราได้พยายามเพียงพอแล้วหรือยังที่จะได้สิ่งที่เราต้องการ?
ดังที่นักบุญออกัสตินกล่าวไว้ว่า “จงอธิษฐานภาวนาเหมือนกับว่าทุกสิ่งขึ้นอยู่กับพระเจ้า ทำงานเหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่าน”...”ความเชื่อ คือ การที่ท่านเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น และรางวัลของความเชื่อ คือ ท่านได้เห็นในสิ่งที่ท่านเชื่อ”...”และนักบุญโทมัส อไควนัสได้กล่าวว่า “ความเชื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็น และเชื่อในสิ่งที่ไม่อยู่ในมือ”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view