สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2018 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2018  สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

🌷 ในวันที่อ่อนล้า....
พระองค์ทรงเป็นกำลัง
ในวันที่พลาดพลั้ง...
พระองค์ทรงให้อภัย

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2018 
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/CX7EcGE6Hrw

🍒 ภาวนา
https://youtu.be/6D90Wp1RL9I

🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2018 
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
โยบ 7:1-4,6-7
1 คร 9:16-19,22-23
มก 1:29-39

ในพันธกิจของการประกาศข่าวดี...
ทันที ..ที่พระเยซูเจ้าทราบว่า มีผู้เจ็บป่วย
ต้องการ การรักษา...พระองค์ทรงตอบรับ
ด้วยการเข้าไปหา ช่วยเหลือ

ชีวิตที่ปราศจากความหวัง ไร้ทิศทาง
ทำให้โยบ เร่ิมน้อยใจในชีวิต
พันธกิจ หน้าที่ต่าง ๆ มองไม่เห็นเป้าหมาย
รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า

เคล็ดลับที่ทำให้เปาโล เห็นคุณค่าของตัวเอง
ในงานประกาศข่าวดี คือ ความภูมิใจ 
ในสิ่งที่ตน ได้ทำทุกอย่างเพื่อรับใช้ทุกคน
โดยใช้ทุกวิถีทาง

หมายเหตุ..
คนที่ประสบความสำเร็จ...
เขาไม่เพียงแค่เป็นนักคิดฝัน
แต่เขาเริ่มต้นด้วยการ
“ลงมือทำ” ทันที..
ในสิ่งที่ฝัน..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2018
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทันทีที่ออกจากศาลาธรรม...พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน...” (มก 1:29-39)

“เยซู” นามนี้ คนมากมายรู้จัก
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อในพระองค์
และรักพระองค์

ผู้ที่เชื่อในพระองค์ และรักพระองค์เท่านั้น
เขาจะมีประสบการณ์และสัมผัสความรักของพระองค์
ที่ทำให้เขากระตือรือร้น รัก และรับใช้ทุกคน
เขาจะประกาศด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานว่า
พระเยซูคริสตเจ้าเป็นใคร...

________________

พี่น้องหลายคนถามผมว่า บทไตร่ตรองที่ผมเขียนมาเป็นสิบกว่าปีนี้คือบทเทศน์หรือ ผมก็คงต้องตอบว่า “ไม่ใช่ครับ” เพราะผมเขียนมาตั้งแต่ผมเป็นฆราวาสครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้า โดยอาศัยบทอ่านประจำวันที่พระศาสนจักรกำหนดให้อ่านแต่ละวันในพิธีบูชาขอบพระคุณนั้น ผมเชื่อมั่นว่า นี่คือพระวาจาของพระเจ้า นี่คืออาหารประจำวัน นี่คือแนวทาง นี่คือเข็มทิศ ที่มาทันเวลาเสมอในแต่ละวัน... ในแต่ละวันที่ผมเขียนบทไตร่ตรองแต่เช้าตรู่นี้ หลังจากการภาวนาเช้าแต่เช้าตรู่ อ่านพระวาจาของพระเจ้า นำออกไปวิ่งไปเดินเล่นด้วยการไตร่ตรองสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับผม และกลับมาจากออกกำลังกายเล็กๆ น้อย ตอนเช้าๆ มาจบลงที่คีย์บอร์ด เพื่อแบ่งปันสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับผมกับพี่น้อง บทไตร่ตรองนี้จึงไม่ใช่บทเทศน์เสียทีเดียว แม้ว่าอาจจะเป็นแนวของการเทศน์ในแต่ละวันบ้างก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญ พระเจ้าตรัสอะไรกับผมก่อน ผมรู้สึกเสมอว่า ผมต้องเป็นคนแรกที่ฟังพระวาจาของพระเจ้า ก่อนที่ผมจะเทศน์สอนสัตบุรุษ...

และหากเราเดินตามพระวาจาของพระเจ้าในวันอาทิตย์มาเรื่อยๆ สัปดาห์นี้ก็เป็นสัปดาห์ที่ห้าแล้ว ในเทศกาลธรรมดา เทศกาลที่อาภรณ์ของพระสงฆ์เป็นสีเขียว สีของใบไม้ ต้นไม้ที่เจริญเติบโตด้วยการบังเกิดของพระเยซูเจ้า ชีวิตคริสตชนของเราได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระวาจาของพระเจ้า และเราก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อย... อาทิตย์ที่ผ่านไป มีเรื่องราวที่พระเยซูเจ้าทรงขับไล่ปีศาจหลายๆ ครั้ง ผมใช้เวลามากในการตอบคำถามพี่น้องที่สงสัยและถามเข้ามาทางไลน์ แต่นั่นคือประสบการณ์กับพี่น้อง ที่ผมได้ไตร่ตรองพระวาจามากขึ้นไปอีก เมื่อต้องตอบคำถามของพี่น้องที่ถามมา...

พี่น้องที่รักครับ มาสู่อาทิตย์นี้ ผมรู้สึกสะกิดใจตั้งแต่ประโยคแรกของพระวรสารวันนี้เลยครับ “ทันทีที่ออกจากศาลาธรรม” หรือผมจะบอกว่า “ทันทีที่ออกจากวัด” ก็ได้กระมัง ผมเป็นนักบวช แต่ละวันก็เดินเข้าวัดหลายๆ ครั้ง เพื่อภาวนาทำวัตรบ้าง ถวายบูชาขอบพระคุณบ้าง แม้แต่การเตรียมหรือทำความสะอาดวัดก็ตาม... ประโยคนี้โดนใจเหลือเกิน... “ทันทีที่ออกจากวัด” ทำให้ผมย้อนถามตนเองว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับตนเอง หรือผมเองได้ทำอะไร ในเมื่อวันนี้ พระเยซูเจ้า ยิวที่ดี ที่ไปที่ศาลาธรรมในวันสะบาโต เมื่อทรงออกจากศาลาธรรม พระองค์ทำงานที่เป็นอัตลักษณ์ของพระองค์ทันที แรงบันดาลใจจากการออกจากวัด พระพร สิ่งดลใจ เสียงของพระเจ้า พระวาจาพระเจ้าที่พระองค์ได้อ่าน ได้ฟังเหมือนกับเราในศาลาธรรม พระองค์ทรงออกมาอย่างไร นั่นอาจจะเป็นท่าทีของเราคริสตชนด้วยกระมังที่ต้องออกจากศาลาธรรม ต้องออกจากวัด ซึ่งวันนี้ เราส่วนใหญ่จะไปวัดวันอาทิตย์กัน เพื่อฉลองวันพระเจ้า และเราจะออกจากวัดหลังจากที่เราได้ฟังพระวาจาของพระเจ้า รับชีวิตของพระองค์ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในชีวิตของเรา... พี่น้องครับ ผม และพี่น้องด้วย เราจะออกจากวัดด้วยชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อเราได้มีโอกาสมีประสบการณ์กับพระเยซูเจ้า ในการฟังพระวาจาของพระองค์ ในการรับศีลมหาสนิท รับชีวิตพระเจ้าเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเรา น่าไตร่ตรองดีนะครับ เพราะทั้งเราและพระเยซู เราไปที่ศาลาธรรม เราไปวัดวันอาทิตย์เหมือนกัน แต่เราออกจากวัด ออกจากศาลาธรรมด้วยท่าทีที่ต่างกันอย่างไร...

ที่ศาลาธรรม ที่วัด ไม่ใช่มีแต่เราที่เป็นลูกพระ ไม่ใช่มีเทวดานักบุญเท่านั้น วันนี้เราพบว่า ที่วัด ที่ศาลาธรรม ผมเคยบอกพี่น้องว่า น่าสนใจนะ ปีศาจอยู่ในศาลาธรรมด้วย และวันนี้มันก็ออกจากศาลาธรรมหลังจากฟังพระวาจาของพระเจ้าด้วยกระมัง มันพยายามประกาศว่า พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า แต่พระเยซูเจ้าทรงห้ามมันครับ... เราทราบแล้วว่า ที่พระเยซูเจ้าทรงไม่อนุญาตให้มันพูด เพราะปีศาจเป็นเจ้าแห่งการโกหก มันไม่รักพระเยซูเจ้า มันไม่ได้เชื่อวางใจในพระองค์ แม้มันจะรู้จักพระองค์ก็ตาม... พี่น้องครับ พระเยซูเจ้ากำลังตวาดมันก็คงเป็นได้ เจ้าประกาศว่าเราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า เจ้ารู้จักเรา แต่เจ้ายังครอบงำพี่น้องของตน เจ้ายังสิงอยู่ในพี่น้อง ทำให้เขาเจ็บป่วย ทำให้เขาลำบาก อย่างนี้หรือ ที่เจ้าจะประกาศว่า เจ้ารู้จักเรา เจ้าเชื่อในเรา ดังนั้น “เงียบเถอะ” .... โห แรงนะครับ แรงจริงๆ ... ผมเอง อาจจะต้องก้มหน้าลง มองตนเอง ถามตนเอง พิจารณาตนเองก่อนเลยล่ะครับ ผมเป็นนักบวช ผมเป็นพระสงฆ์ ผมเป็นศาสนบริกรของพระเจ้า ชีวิตของผมเป็นเช่นใด ที่จะประกาศว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า... หากชีวิตของผมยังพันธนาการพี่น้องคนใดอยู่ล่ะก็ คงต้องระวัง ผมอาจจะโดนดุก็เป็นได้ “เงียบเถอะ” เพราะคนที่ประกาศความเชื่อในพระเจ้านั้น เขาต้องไม่ทำร้ายใคร ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร เขาต้องแสนดีไม่ใช่หรือ...

พระวาจาของพระเจ้าวันอาทิตย์นี้ อาจจะตีสอนเราอย่างหนักเลย เป็นคริสตชน ไปวัดวันอาทิตย์ ฟังพระวาจาของพระเจ้า แล้วออกจากวัดไปอย่างไร... มีประสบการณ์กับพระเจ้าแล้ว ชีวิตของเราเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ ??? กลับไปบ้าน ยังคงปากร้าย จิกกัดพี่น้องอยู่หรือเปล่า ยังคงเอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวอยู่หรือเปล่า ยังโกงกินกันอยู่หรือเปล่า อิจฉาริษยากันอีกหรือเปล่า... หลายคำถามที่ผมเองและพี่น้องด้วย ที่เราต้องไตร่ตรองกัน ออกจากศาลาธรรม ออกจากวัดแล้ว ชีวิตของเราเป็นเช่นใด...

รู้จักพระเยซูหรือ ใครๆ หลายๆ คนก็รู้จัก แต่คนที่เชื่อในพระเยซู คนที่รักพระเยซู คนที่มีประสบการณ์กับพระเยซู คนที่พระองค์พยุงให้ลุกขึ้นจากไข้จริงๆ แล้วนั้นควรเป็นเช่นใด... เมื่อหายไข้ ลุกขึ้น และรับใช้ทุกคน ... นี่ไม่ใช่หรือ ที่เป็นท่าทีของผู้ที่มีประสบการณ์กับพระเยซู ผู้ที่รู้จักพระเยซู เชื่อในพระเยซู และประกาศตนเป็นคริสตชน ผู้ที่ประกาศด้วยชีวิตว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตร ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า...

ออกจากศาลาธรรม ออกจากวัดวันอาทิตย์ ฉลองวันพระเจ้าแล้ว กลับออกไปด้วยชีวิตของผู้ที่มีประสบการณ์กับพระกันเถอะนะครับ ทั้งผมและพี่น้อง วันนี้ พระวาจาของพระเจ้า องค์พระวาจาของพระเจ้าคือแบบอย่างของพระเยซูเจ้าเอง “ทันที” ททท. ทำทันที ครับ... ออกจากวัดแล้ว ไปทำให้เป็นจริงครับ พอแล้วนะครับ เราออกจากวัดไปด้วยชีวิตที่มีประสบการณ์กับพระเจ้าทีทรงพยุงเราให้ลุกขึ้นแล้ว ออกจากวัดไป พอแล้ว พอกันที เราจะไม่นินทาว่าร้ายกันแล้ว เราจะไม่อิจฉา ไม่เอารัดเอาเปรียบ เราจะไม่ใจดำต่อกันอีกแล้วนะครับ แต่เราจะเป็นคริสตังแสนดี อ่อนหวาน อ่อนโยน เราจะใจดีและมีเมตตา เพราะพระเจ้าทรงรักและเมตตาเราก่อน เราจะกลับไป และพยุงพี่น้องของเราให้ลุกขึ้น โดยเฉพาะ บางที เป็นเราเอง ที่อาจจะยืนค้ำเขาไว้ เหยียบเขาไว้... นะครับ ปลดปล่อยเข้าให้เป็นอิสระเถอะ ประคองกันและกันให้ลุกขึ้นเถอะ สมกับที่เราเพิ่งออกจากวัด ในวันพระเจ้า เราจะออกจากศาลาธรรมทันที ออกไปแบบพระเยซูเจ้า ออกไปและทำทันที ซึ่งพันธกิจของผู้ที่มีชีวิตพระเจ้าในชีวิตของตน และนี่แหละ คือการประกาศว่า “พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า” อย่าให้ปีศาจมันแย่งบทของเราครับ ไม่ใช่หน้าที่ของปีศาจจอมโกหก แต่เป็นหน้าที่ของเราครับ เราที่เป็นศิษย์พระเยซู ที่ต้องประกาศด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานว่า “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า” สุขสันต์วันพระเจ้าครับ วันที่ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไป...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 18 - สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน โยบ 7:1-4,6-7 / 1คร 9:16-19,22-23 / มก 1:29-39
พระวรสารวันนี้ เราพบว่าพระเยซูคริสต์ทรงดำเนินตามกำหนดเวลาที่น่าตื่นเต้น ที่ทำให้พระองค์ไม่มีเวลาพักผ่อนแม้ในตอนกลางคืนจนถึงรุ่งเช้า การปฏิบัติภารกิจแบบนี้ เป็นดังที่นักบุญเปาโลได้เขียนไว้ในจดหมายของท่านถึงชาวโครินทร์ว่า “เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับทุกคน”
สภาสังคายนาวาติกันที่สองได้บรรยายพระศาสนจักรว่า “เป็นธรรมทูตโดยธรรมชาติ” ซึ่งหมายความว่าพระศาสนจักรมีงานมากมายที่จะต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานสำหรับคนที่ได้รับความทนทุกข์จากความเดือดร้อนหลากหลายของชีวิต เช่น ความยากจน ความอยุติธรรมทางสังคม การเลือกปฏิบัติ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เราได้รับมอบหมายให้ประกาศข่าวดีของพระคริสตเจ้า นักบุญเปาโลมีคำตอบสำหรับประสบการณ์ในการทำเช่นนี้ “ต่อคนอ่อนแอ ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนอ่อนแอ เพื่อชนะใจคนอ่อนแอ ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง” เราไม่ได้ไปหาคนยากไร้ อย่างคนร่ำรวยและผู้ทรงอำนาจ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็จะกลายเป็นผู้พิชิตร่วมสมัย ในการครอบครองสภาพใหม่ของหลังสมัยใหม่ แต่เราได้รับการเชิญชวนให้อยู่ในระดับเท่าเทียมกัน ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในสนามเด็กเล่นทั่วโลก โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ความเชื่อ เพศ ความมั่งคั่ง ฯลฯความเป็นคาทอลิกที่แท้จริง บ่งบอกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่นทุกคน ในโลกแห่งความยุติธรรมและความรัก มีเพียงความยุติธรรมและความรักเท่านั้น ที่ทำให้ผู้ชายและผู้หญิง มีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง 
การบ่นของโยบในบทอ่านที่หนึ่ง ทำให้เรามองเห็นภาพของความทุกข์ทรมาน ทำให้ชีวิตน่าเบื่อหน่าย ที่เราต้องเป็นเหมือนลูกจ้าง ที่รอค่าจ้างใช่หรือไม่? แต่ละเดือนในชีวิต ก็ผ่านไปโดยไร้ความหมาย กระนั้นก็ดีท่ามกลางความยากลำบากและความทุกข์ยาก พระเยซูเจ้า ทรงใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อช่วยคนอื่น เช่น การรักษาแม่ยายของนักบุญเปโตรให้หายไข้ “พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ และรับใช้ทุกคน”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view