สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

แบบอย่างการแพร่ธรรมผ่านมุมมองจากชีวิตของพระแม่มารีย์

แบบอย่างการแพร่ธรรมผ่านมุมมองจากชีวิตของพระแม่มารีย์


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย 
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2560


ในเดือนตุลาคมสำหรับเราคริสตชนนอกจากจะเป็นเดือนแม่พระสายประคำแล้ว ยังมีวันผู้แพร่ธรรมอยู่ในเดือนนี้อีกด้วย พ่อจึงอยากให้พวกเราได้มองเห็นแม่พระในการเป็นแบบอย่างและผู้ร่วมเดินทางในชีวิตการเป็นฆราวาสแพร่ธรรมของเรา โดยเราจะทำการมองทั้งในมุมภาพลักษณ์ของแม่พระกับชีวิตฆราวาส7อย่าง และมองในมุมความสุขของแม่พระอีก7ประการ ซึ่งจะช่วยให้เราได้เข้าใจถึงการสวดสายประคำว่าเป็นการถวายตัวเหมือนดังเช่นที่แม่พระถวายตัวเองแด่พระเจ้า และให้เราสามารถติดตามพระเยซูเจ้าไปจนถึงแทบเชิงไม้กางเขนร่วมกับแม่พระที่ฟังและปฏิบัติตามพระวาจาของพระเจ้าเสมอ และในพระวรสารยังได้พูดถึงความสุขของแม่พระไว้หลายตอน การที่เราจะได้ทบทวนถึงความสุข ความยินดีในชีวิตของแม่พระ ก็เพื่อให้ความยินดีในชีวิตคริสตชนของเราที่อาจสูญเสียไปแล้วได้กลับคืนมา ในฐานะที่คริสตชนเราเป็นลูกของแม่พระ เราก็ควรที่จะมีความชื่นชมยินดีในชีวิตเช่นเดียวกับที่แม่พระมีด้วย


1.การมอบถวายชีวิตของตนแด่พระเจ้า ลก. 1:28-35
แม่พระเป็นผู้ที่ต้องการจะถวายตนแด่พระเจ้า เช่นเดียวกับอัตลักษณ์ของฆราวาสแพร่ธรรมซึ่งก็คือการที่เราอยากจะมอบชีวิตของเราแก่พระเจ้า แม่พระเป็นของพระเจ้าและพวกเราก็เป็นลูกของแม่พระ การระลึกถึงแม่พระสายประคำ ในเดือนตุลาคม ความหมายที่แท้จริงแล้วก็คือการให้ทุกๆวันในชีวิตของเราเป็นการมอบถวายแด่แม่พระ เพราะการสวดสายประคำทุกครั้งมีความหมายว่าเราอยากจะถวายตัวแด่พระเจ้าและแม่พระ 

2.แม่พระกับการติดตามพระเยซูเจ้าตลอดชีวิต ยน.19:25-27

แม่พระทำให้เราได้เห็นว่าพระองค์เป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวที่ได้ทำการติดตามการเดินทางตลอดทั้งชีวิตของพระเยซูเจ้า ตั้งแต่วันที่พระกุมารได้ประสูติไปจนถึงที่ไม้กางเขน ชีวิตของเราก็เช่นกันเป็นการติดตามพระเยซูเจ้าจนถึงไม้กางเขน ซึ่งคือความตายในโลกนี้ของเรานั่นเอง ดังนั้นให้เราติดตามพระเยซูเจ้าโดยการเจริญชีวิตเหมือนแม่พระที่ยากจน บริสุทธิ์ นอบน้อมเชื่อฟัง 


3.แม่พระกับการเป็นผู้ฟังพระวาจาและปฏิบัติตาม มก.3:31-35
เราต้องไม่ลืมที่จะฟังพระวาจาของพระเจ้าและปฏิบัติตาม โดยฟังด้วย “หัวใจ” เพื่อที่เราจะได้มีความยินดีในพระวาจา และให้พระวาจาของพระเจ้าเป็นความยินดีในจิตใจให้กับเรา แม่พระเป็นตัวอย่างแก่เราในการฟังและปฏิบัติตามพระวาจา แม่พระเป็นผู้ที่ฟังด้วยหัวใจ เป็นแบบอย่างในการที่ฟังเพื่อจะได้ยินอะไรบางอย่างในใจ การฟังด้วยใจนี้สำคัญ เหมือนในเวลาที่เราได้ยินการนินทาด่าว่ากันเรารู้สึกอย่างไร? แน่นอนที่เราคงจะไม่ได้มีความรู้สึกชื่นชมยินดี แต่กลับรู้สึกเศร้าหมองโดยเฉพาะถ้าคนที่ถูกนินทาว่าร้ายนั้นคือตัวเราเอง หรือในบางครั้งที่เราฟังเพลงบางเพลงแล้วรู้สึกสดชื่น สงบ พบความยินดี นั่นเพราะใจเราเปิดออกเพื่อจะยินดีกับสิ่งนั้น ดังนั้นการฟังพระวาจาของพระกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการฟังพระวาจาของพระจะนำเราไปสู่การฟังที่ดีด้วย คนเราถ้ามีการฟังที่ไม่ดีก็จะทำให้จิตใจไม่ดีตามไปด้วย เราฟังด้วยหูก็จริงแต่สิ่งที่ได้ยินจริงๆนั้นกลับอยู่ที่ใจ เช่นเวลาที่เรามองด้วยตาแต่สิ่งที่เห็นคือใจของเรา เมื่อเรา “ฟัง” สิ่งที่เรา “ได้ยิน” คือสิ่งที่สะท้อนออกมาจาก “ใจ” ของเรา พระเจ้าให้ดวงตาในการมองแก่เราทุกคน แต่ให้เรามองเห็นไม่เหมือนกัน สิ่งที่เรามองกับสิ่งที่เราเห็นในใจของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นคนที่มองและเห็นความงดงามข้างในนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก เหมือนรุ้งกินน้ำที่มีสีที่สวยงามทั้งหมด7สี แต่ถ้าเราเลือกที่จะมองแต่สีที่เราชอบเท่านั้น ก็จะทำให้เรามองไม่เห็นความสวยงามของรุ้งสีอื่นที่เหลือ ทั้งที่ความจริงแล้วในแต่ละสีก็มีความงดงามอยู่ในตัวของมันเอง และถ้าเราเปลี่ยนมุมมองให้รู้จักชื่นชมกับความสวยงามของรุ้งที่มีทั้ง7สีนั้น เราก็จะได้เห็นความงดงาม ทำให้จิตใจเบิกบาน มีความสุขเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเอาแต่เพ่งหาความงามแต่สิ่งที่ตนชอบเท่านั้น และการมองเห็นความงดงามนี้แหละคือสิ่งที่สะท้อนความงดงามที่อยู่ในใจของเราด้วย

4.แม่พระกับการภาวนา ลก.1:46-55
แม่พระเป็นนักภาวนาดังเช่นในมักนีฟีกัตซึ่งเป็นบทเพลงความยินดีของแม่พระ และพระศาสนจักรให้เราขับร้องเพลงนี้ในการภาวนาเช้า ฆราวาสแพร่ธรรมเราก็เช่นกัน ต้องมีความรักในการภาวนา และเครื่องชี้วัดที่จะตรวจสอบความก้าวหน้าหรือถอยหลังหรือว่าย่ำอยู่กับที่ในการภาวนาของเราก็คือการตรวจดูว่าเรามีใจที่ปรารถนาจะภาวนาหรือไม่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีใจปรารถนาที่อยากจะภาวนา นั่นแสดงว่าเรามีความก้าวหน้าในการภาวนา แต่หากเรารู้สึกไม่อยากสวดเพราะเหตุผล ข้ออ้างต่างๆนั่นคือเรากำลังถดถอยในการภาวนา เมื่อเราสูญเสียพลังใจที่ปรารถนาจะภาวนาก็เป็นสิ่งที่ยากที่เราจะก้าวหน้าในการภาวนาได้ พ่อเองเมื่อตอนที่เป็นเณร เวลาที่เข้าวัดหรือสวดสายประคำก็มักจะหลับนั่นเพราะถูกบังคับไม่ได้มีใจปรารถนาที่จะสวดภาวนาด้วยตนเอง เหมือนเด็กเล็กที่ถูกจับใส่เปลไกวให้นอนหลับไปด้วยความมึนงง เวลาตื่นขึ้นมาก็จะร้องไห้งอแงสะลึมสะลือไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เช่นกันกับบางคนที่ไม่มีพลังใจปรารถนาจะเข้าวัด มาเพราะถูกบังคับให้มา แล้วก็นั่งหลับเหมือนจะจมน้ำตาย ต่างจากผู้ที่มีพลังใจปรารถนาซึ่งจะทำให้ก้าวหน้าได้เสมอ เพราะผู้ที่แสวงหาพระเจ้าคือผู้ที่มีใจปรารถนา และผู้ที่แสวงหาพระองค์เท่านั้นจึงจะพบพระองค์ได้

5.แม่พระกับการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ลก.1:31-38
เมื่อครั้งที่ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ต้องหนีไปอยู่ที่อียิปต์ (มัทธิว2:13-15)ซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่พระเท็จเทียมไม่มีพระเจ้าเที่ยงแท้ การที่พระกุมาร แม่พระ และนักบุญยอแซฟต้องไปอยู่ที่นั่นก็คือการต้องอยู่ท่ามกลางเทพเจ้าทั้งหลายนั่นเอง หลายครั้งชีวิตของพวกเราก็เป็นเช่นนั้น คือต้องอยู่ท่ามกลางพระเท็จเทียม แล้วเราจะมีความมั่นใจไหมว่าได้ทำสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเสมอ เพราะสิ่งที่สำคัญของชีวิตฆราวาสแพร่ธรรมคือการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของเรา ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้า ให้เรากลับไปดูว่าชีวิตของเราเป็นใคร แล้วเราจะเห็นว่านี่คือการเดินทางสำหรับชีวิตฆราวาสของเรา โดยมีแม่พระเป็นแบบอย่างผู้ที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าเสมอ “ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปแก่ข้าพเจ้าตามวาทะของท่านเถิด” คือสิ่งที่แม่พระได้ตอบรับพระประสงค์ของพระเจ้า ดังนั้นในทุกวันที่เราใช้ชีวิตอยู่นี้ ให้ระวังว่าสิ่งที่เรากำลังนมัสการอยู่คือพระเจ้าแท้หรือไม่ และการนมัสการพระเจ้าแท้ก็คือการทำตามพระประสงค์ในชีวิตของเรานั่นเอง

6.แม่พระกับการเอาใจใส่ต่อคนอื่น ยน.2:1-5
การที่กลุ่มฆราวาสแพร่ธรรมของเราได้ตั้งใจที่จะไปจัดกิจกรรมให้แก่ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ลำไทรปีละ2ครั้งนั้น สื่อถึงการแบ่งปัน เอาใจใส่ ร่วมสุขร่วมทุกข์กับผู้อื่น เหมือนการที่มีความช่วยเหลือต่างๆส่งไปยังจังหวัดสกลนครและพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พ่อได้สัมผัส ได้เห็นถึงการใส่ใจของคนไทยด้วยกัน เห็นถึงความช่วยเหลือของพระเจ้าผ่านทางบุคคลต่างๆ ในยามที่มีความยากลำบาก สังเกตว่าในพระหรือเทพเจ้าอื่นนั้นต่างเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางให้คนเข้าไปกราบไหว้บูชา แต่พระเจ้าในศาสนาคริสต์บอกเราให้ “ออกไป” เพราะพระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางคนยากไร้ และผู้ที่เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ และนี่คือจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้าและของแม่พระ เช่นที่แม่พระได้เอาใจใส่เห็นถึงความต้องการของผู้คนในงานเลี้ยงที่เมืองคานา 


7.แม่พระกับการรับใช้ ลก.1:39-45
แม่พระรับใช้โดยไม่หวังผลตอบแทน และเวลาที่แม่พระรับใช้นั้นไม่มีการเลือกปฏิบัติและไม่ได้ถูกใครบังคับ เช่นการที่พ่อและกลุ่มที่ไปช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมก็ไปโดยไม่ได้เลือกว่าจะช่วยคนคริสต์เท่านั้นหรือหวังผลว่าเขาจะต้องเปลี่ยนมาเป็นคาทอลิก การรับใช้นั้นเป็นการให้เปล่า เราช่วยเพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่เขาควรจะต้องได้ เราไปด้วยความยินดีไม่มีใครบังคับ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และนี่คือความหมายของการรับใช้ที่แท้จริง


ความสุขประการที่ 1 : ทูตสวรรค์แจ้งข่าวการประสูติของพระเยซูเจ้า
คือการที่พระเจ้าได้ส่งสารมาบอก และสารนี้คือข่าวดีนั่นเอง ความสุขในการเป็นฆราวาสของเราคือการที่เราได้รับข่าวดีๆจากพระเจ้าเสมอ ท่ามกลางโลกปัจจุบันที่มีแต่ข่าวร้ายเต็มล้นอยู่ตามสื่อต่างๆ

ความสุขประการที่ 2 : การประสูติของพระเยซูเจ้า
ความสุขนี้ของแม่พระไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวแต่เป็นของมนุษยชาติด้วย เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเทศกาลแบ่งปันความสุขความชื่นชมยินดี เพราะพระเยซูเจ้าเป็นความสุขของเราทุกคนไม่ใช่แค่ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

ความสุขประการที่ 3 : พระเยซูเจ้าทรงเจริญวัยที่เมืองนาซาเร็ธ
หากเราเป็นแม่ที่เห็นลูกตัวเองอยู่ในสภาพเดิมๆไม่มีการเจริญเติบโต เราก็คงจะเป็นแม่ที่ไม่มีความสุขมีแต่ความวิตกกังวลแทน ต่างจากความสุขของแม่พระที่ได้เลี้ยงดู ได้เห็นพัฒนาการ การเจริญเติบโตขึ้นในทุกๆวันของพระเยซูเจ้า เช่นเดียวกันกับที่พ่อมีความยินดีทุกครั้งที่ได้มาแบ่งปันกับพี่น้องในที่นี้ ไม่ใช่เพราะจำนวนของพี่น้องที่มากันมากหรือน้อย แต่เพราะพ่อได้เห็นคุณภาพของการเป็นคริสตชน ชีวิตภายในที่เจริญเติบโตขึ้นของพวกเราต่างหาก พ่อคิดว่านี่เป็นความสุขเดียวกันกับพี่น้องด้วย ที่เราจะเจริญเติบโต ก้าวหน้าในความเชื่อ ในชีวิตคริสตชนมีคุณภาพยิ่งๆขึ้น

ความสุขประการที่ 4 : การถวายพระกุมารในพระวิหาร
ความสุขของเราคริสตชนคือการที่ได้รับศีลล้างบาปซึ่งเป็นความสุขแรกในการที่เราได้เป็นลูกของพระเจ้า เช่นเดียวกับแม่พระที่ความสุขคือการที่ได้มอบชีวิตของพระกุมารถวายแด่พระเจ้า
ความสุขประการที่ 5 : งานสมรสที่หมู่บ้านคานา
ความสุขนี้ของแม่พระคือการที่สามารถบอกบางสิ่งให้แก่พระบุตร และพระบุตรก็ได้ทำในสิ่งที่พระองค์เองก็ได้ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะให้ แม้ในตอนแรกจะตอบว่ายังไม่ถึงเวลา ให้เราดูที่ความปรารถนาดีของแม่พระต่อคนอื่น เช่นเดียวกับพวกเราที่มีความปรารถนา ความตั้งใจที่ดีในการทำกิจการดีต่างๆ

ความสุขประการที่ 6 : พระเยซูเจ้ากับพระมารดา
นี่คือการที่แม่พระได้รับการมอบหมายจากพระเจ้าให้เป็นแม่ของมนุษย์ทุกคน
ความสุขประการที่ 7 : พระคูหาว่างเปล่า ข่าวดีจากทูตสวรรค์
ความสุขประการนี้ของแม่พระคือการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า
ดังนั้น ภาพลักษณ์ของแม่พระกับชีวิตฆราวาส7อย่างและความสุขของแม่พระอีก7ประการนี้จะช่วยให้เราได้เห็นการเจริญชีวิตของแม่พระที่สามารถนำมาปรับใช้กับการเป็นฆราวาสแพร่ธรรมของเรา ดังประสบการณ์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาของพ่อ ที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่โดนน้ำท่วมใน จ.สกลนคร ที่นั่นมีเกาะแห่งหนึ่งที่เขาเรียกกันว่าเกาะสวรรค์ พ่อกับชาวบ้านขนของบริจาคลงเรือไปจนเต็มลำ ขณะที่น้ำก็ปริ่มๆและเชี่ยววนจนน่ากลัว เรือลอยลำหมุนคว้างไปมากลางทะเล พ่อใจไม่ดีกำสายประคำไว้แน่นบอกกับแม่พระว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ขอให้สามารถข้ามฝั่งนำความช่วยเหลือไปให้ชาวบ้านที่เขาเดือดร้อนได้สำเร็จเสียก่อนเถิด ขณะที่พ่อคิดและสวดในใจ ปรากฏว่าเรือของเราก็สามารถแล่นผ่านมรสุมไปได้อย่างปลอดภัย และคืนนั้นในขณะที่พ่อได้กลับขึ้นฝั่งกำลังจะหลับพักผ่อน พ่อเห็นคนโบราณตัวใหญ่มาก ปรากฏมาให้เห็นในตอนที่พ่ออยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น พ่อตกใจมากตื่นขึ้นคว้าสายประคำมาไว้ที่มือ เขาก็ยิ้มและโค้งคำนับให้แล้วหันหลังจากไป ทำให้พ่อเข้าใจว่านี่คงเป็นทหารโบราณที่แม่พระได้ส่งมาให้คอยคุ้มกันช่วยเหลือพ่อให้สามารถทำกิจการสำเร็จตามความตั้งใจที่ดีได้ สายประคำจึงเป็นทั้งอาวุธและเครื่องป้องกัน ทำให้เราสามารถเดินทางร่วมไปกับพระแม่ในฐานะลูกที่ดีของแม่และของพระเป็นเจ้า โดยให้เราเป็นนักภาวนาเหมือนที่แม่พระเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระสันตะปาปาฟรังซิสได้เรียกร้องจากฆราวาสเราในขณะนี้ว่า “เราทุกคนสามารถเป็นนักภาวนาได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนักบวชเท่านั้น” โลกทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการคนเก่งบริหารหรือคนร่ำรวย แต่ต้องการคนที่จะเป็นผู้นำฝ่ายจิตต่างหาก และถ้าเราขาดการภาวนา ไม่พยายามที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการภาวนาแล้วนั้นการแพร่ธรรมของเราก็จะไม่มีความหมายใด

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย) 
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง 
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view