สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2018 สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2018  สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา

🍀เมื่ออธิษฐาน....
จงรอคอยพระเจ้า 
นิ่งสงบและไว้วางใจ

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2018 
สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/pTBogyad63g

🌺The Prayer
https://youtu.be/IDsyvKJZz7g

🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉🍉

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2018 
สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
ยก 1:1-11
มก 8:11-13

เมื่อถูกทดสอบ ท้าทาย จากการโต้เถียงของฟาริสี
พระเยซูเจ้ามิได้หลงปล่อยตัว ตามคำยุแหย่
แต่ยังคงอดทน เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายที่แท้จริง

คนที่สงสัยใจโลเล ไม่มั่นคง เป็นเครื่องหมายของ
ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน จดหมายนักบุญยากอบ 
ย้ำเตือน เมื่อความเชื่อถูกทดสอบ ด้วยความยากลำบาก
จงพากเพียร อดทน เพื่อจะเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์

หมายเหตุ..
เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย...
อย่าลังเล กลัวการก้าวเดิน..
สิ่งที่ต้องระวัง..คือ การหยุดนิ่ง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2018
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“คนยุคนี้แสวงหาเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่ออะไร...” (มก 8:11-13)

คนยุคพระเยซูต้องการเครื่องหมายจากพระองค์เพื่อเชื่อในพระองค์...
แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจเลยว่า เครื่องหมายของโยนาห์ได้สำเร็จลงในพระองค์...

คนยุคเราด้วยไม่ใช่หรือ...
พวกเขาต้องการเครื่องหมายของการเป็นศิษย์พระเยซู...

คริสตชนเอ๋ย !!!
ไหนล่ะ... ลองแสดงให้เราดูซิว่า
เป็นศิษย์พระเยซูแล้วมีอะไรดี
แสดงเครื่องหมายให้เราเห็นซิ 
แล้วเราจะได้เชื่อพวกเธอ...

แล้วฉันจะเป็นเครื่องหมายอะไรให้โลกเห็นล่ะ...

________________

พระเยซูเจ้า วันนี้ทรงเผชิญหน้ากับชาวฟาริสีที่มาถกเถียงกับพระองค์ ขอให้แสดงเครื่องหมายจากท้องฟ้า เพื่อทดสอบ และพระองค์ถอนพระทัยลึกๆ ตรัสว่า “คนยุคนี้แสวงหาเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่ออะไร... เขาจะไม่ได้รับเครื่องหมายอย่างใดเลย...” (เทียบ มก 8:11-13) พระวรสารฉบับอื่นเสริมว่า “นอกจากเครื่องหมายของโยนาห์”

บางทีคนยุคเราด้วยกระมัง บางที่ก็เป็นเราที่เป็นคริสตังด้วยหรือเปล่าที่แสวงหาเครื่องหมายบางอย่างเพื่อเชื่อในพระเจ้า หากพระเจ้ามีจริง ขอพระองค์ทรงกระทำอะไรสักอย่างให้ฉันมั่นใจซิ...

เด็กคนหนึ่งภาวนา... ข้าแต่พระเจ้า หากพระองค์ทรงมีอยู่จริง ขอพระองค์ให้หนูเห็นพระองค์ซิ แล้วดวงดาวก็ส่งแสงสุกใส เด็กน้อยก็เดินเข้าห้องนอนโดยไม่เห็นพระองค์... เช้าวันต่อมา เด็กน้อยก็ภาวนาอีกว่า ข้าแต่พระเจ้า หากพระองค์ทรงมีอยู่จริง ให้ขอพระองค์พูดกับหนูซิ แล้วนกมากมายก็ส่งเสียงร้องไพเราะ เด็กน้อยก็เดินไปทานอาหารเช้าโดยไม่ได้ยินเสียงของพระองค์... สายๆ วันนั้น เด็กน้อยภาวนาอีก ข้าแต่พระเจ้า หากพระองค์ทรงมีอยู่จริง ให้หนูเห็นอัศจรรย์หน่อยซิ แล้วแมวที่บ้านก็คลอดลูกน่ารักมาก เด็กน้อยเดินไปอุ้มมันด้วยความสุขใจโดยไม่ได้เห็นอัศจรรย์อะไร... ที่สุด บ่ายที่ร้อนอบอ้าว เด็กน้อยภาวนาอีกว่า ข้าแต่พระเจ้า ถ้าพระองค์ทรงมีอยู่จริง ขอพระองค์สัมผัสหนูหน่อย พูดแล้วก็เอามือไปปัดผีเสื้อสวยงามที่เกาะที่ไหลออกไปโดยไม่เข้าใจอะไรเลย...

พี่น้องที่รักครับ ความเชื่อของเราคริสตชนต้องได้รับเครื่องหมายอะไรจากพระเจ้าหรือเปล่า อะไรอีกที่เราต้องการ มองที่กางเขนแล้วยังไม่พออีกหรือ ทำไมคนหนึ่งจึงต้องทำถึงเพียงนี้ เพื่อบอกรักเรา วันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง วันแห่งความรักของชาวโลกนี้ จะมีเครื่องหมายอะไรที่บอกรักกัน เครื่องหมายอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่ากางเขนของพระเยซูอีกหรือ...

พี่น้องครับ มากกว่านั้น คนมากมายกำลังมองมาที่เราคริสตชน อะไรเป็นหมายสำคัญ อะไรเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่า ความเชื่อของเราคริสตชนมีคุณค่าและไม่ใช่เรื่องงมงาย... คริสตังเอ๋ย แสดงให้เราเห็นหน่อยเถอะ เธอไปวัดกันทุกอาทิตย์ เธอมีอะไรดีเมื่อกลับออกจากวัด ฉันจะได้เชื่อว่า หนทางของการเป็นคริสตชนนั้น เป็นหนทางที่นำความรอดพ้น... แสดงให้ฉันเห็นหน่อยซิว่า อีกไม่นาน พวกเธอจะเข้าสู่เทศกาลมหาพรตกันแล้ว พวกเธอจะทำสิ่งที่เรียกว่า “จิตตารมณ์มหาพรต” พวกเธอจะจำศีลอดอาหาร พวกเธอจะทำบุญให้ทาน พวกเธอจะภาวนาเป็นพิเศษ... คริสตังเอง ไหนเธอแสดงเครื่องหมายให้พวกเราเห็นหน่อยซิว่า ความรอดพ้นจะมาจากพระคริสตเจ้าของพวกเธอได้อย่างไร...

พี่น้องที่รักครับ ไม่ใช่ชนยุคพระเยซูเท่านั้นหรอกที่ต้องการเครื่องหมาย หรือที่เราอาจจะเข้าใจว่า อัศจรรย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นคริสตังนั้นดี เป็นศิษย์พระเยซูนั้นดี นั่นคือหนทางของความรอดพ้น... พี่น้องที่รัก แม้คนยุคนี้ก็ต้องการเครื่องหมายนี้จากเราครับ แล้วเราจะเป็นเครื่องหมายอะไรให้คนยุคนี้ เพื่อเขาจะมั่นใจว่า การเดินตามพระเยซูนั้น คือหนทางแห่งความรอดพ้น... พระองค์คงต้องถอนพระทัยลึกๆ อีกสักกี่ครั้ง เพื่อจะเห็นเราเป็นเครื่องหมายนั้นสำหรับโลก เมื่อพระองค์ทรงเป็นเครื่องหมายที่ทำให้ความหมายของเครื่องหมายของโยนาห์สำเร็จลงที่พระองค์ แล้วคริสตชนอย่างเราๆ ล่ะ เราจะเป็นเครื่องหมายอะไรให้กับโลก...

ทำอัศจรรย์ให้โลกเห็นหน่อยเถอะ คริสตชนที่รัก ศิษย์พระเยซู... อัศจรรย์ที่โลกไม่เคยพบเห็น นอกจากในชีวิตของศิษย์พระเยซูเท่านั้น นี่ต่างหากที่เป็นหมายสำคัญของผู้ที่เชื่อในพระองค์ ผู้ที่กำลังบอกว่า ฉันเป็นคริสตัง ฉันเป็นศิษย์พระเยซู ฉันกำลังติดตามพระองค์... อัศจรรย์นั้นคืออะไร... โห พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ตอบเราหมดแล้วล่ะครับ... นั่นคือปรีชาญาณของคริสตชนที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรา เพื่อเราจะรู้ว่า เราจะทำอัศจรรย์อะไร เราจะเป็นเครื่องหมายสำคัญอะไรให้คนยุคนี้เชื่อว่า หนทางของพระเยซูนั้น นำความรอดพ้นมาสู่ทุกคน... เมื่อความยากลำบากของคริสตชน คือความเชื่อที่กำลังถูกทดสอบให้เกิดความเพียร เพื่อเราจะเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ไม่มีที่ติ และไม่มีสิ่งใดบกพร่อง การภูมิใจในความเป็นอยู่ของตนอย่างที่มีและอย่างที่เป็น... (เทียบ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ยก 1:1-11) คริสตังยิ้มได้เมื่อประสบความยากลำบาก คริสตังยิ้มได้เมื่อถูกเบียดเบียน คริสตังอดทน ใจดี อ่อนโยน ท่ามกลางโลกที่ร้อนแรง โหดร้าย เอาเป็นเอาตายกัน แต่คริสตังยังคงอ่อนโยน อ่อนหวาน ใจดี มีเมตตา... พี่น้องที่รักครับ นี่แหละหมายสำคัญของเรามิใช่หรือ... นี่ไม่ใช่หรือ ที่โลกจะหลุดวาจาออกมาว่า “อัศจรรย์จริง เขาทำได้อย่างไร” เขาอ่อนโยนอย่างไรท่ามกลางโลกวันนี้... เขายิ้มได้อย่างไรท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก เขายังเมตตาได้อย่างไรแม้ถูกเบียดเบียนอย่างหนัก... เขายังแบ่งปันอีกได้หรือ แม้ถูกเอารัดเอาเปรียบขนาดนั้น... อัศจรรรย์จริง...

นี่แหละครับ พี่น้องที่รัก... นี่คือหมายสำคัญของชีวิตคริสตชน นี่คือหมายสำคัญของศิษย์พระเยซู เพื่อโลกนี้จะเชื่อในหนทางที่เราเดินตามพระองค์ และมั่นใจในความรอดพ้นบนหนทางนี้... อีกสักสองวัน เราจะเข้าสู่เทศกาลมหาพรตแล้ว เทศกาลแห่งการกลับใจ เราจะให้เครื่องหมายใดกับโลกวันนี้ อะไรคือจิตตารมณ์มหาพรตที่เรากำลังจะแสดงให้โลกเห็นถึงการกลับใจของเรา... การอดนินทากันและกัน อดคดโกงกันและกัน อดเอาเปรียบกันและกัน อดทำร้ายเอาเป็นเอาตายซึ่งกันและกัน อาจจะมีค่ากว่าการอดข้าวมันไก่สักจาน แล้วไปลุยอาหารทะเลเพียงมื้อเดียวสักสี่ห้าพันหรือเปล่า... แบ่งปันรอยยิ้มให้กันในบ้าน ในครอบครัว ในหมู่คณะนักบวช การให้เวลากันและกัน อาจจะเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ กว่าการเที่ยวทำบุญไปทั่วโลกหรือเปล่า... การพูดกันดีๆ กับพระคริสตเจ้าที่ประทับอยู่ในชีวิตของกันและกัน อาจจะมีค่ามากกว่าการทำวัตรเจ็ดเวลา เฝ้าศีลตลอดคืน ภาวนาทั้งวัน แล้วสุดท้ายก็พูดกับใครไม่รู้เรื่องเลย ทะเลาะกับใครต่อใครไปทั่ว... แล้วอะไรล่ะ คือจิตตารมณ์มหาพรตที่แท้จริงที่เราจะแสดงให้โลกเห็นเครื่องหมายการกลับใจของศิษย์พระเยซู

ข้าแต่พระเจ้า มหาพรตนี้ ขอพระองค์ช่วยให้ลูกกลับใจจริงๆ เถอะ เพื่อลูกจะเป็นเครื่องหมายให้คนยุคนี้เชื่อในพระองค์ ให้ลูกรู้จักอดสิ่งร้าย และมอบสิ่งดีๆ แก่กันและกันเถอะ... ให้ลูกรู้จักแบ่งเวลา แบ่งความรัก แบ่งกำลังใจเป็นทานให้กันและกันเถอะ... ให้ลูกรู้จัก คุยกับพระองค์ดีๆ เสมอเถอะ คุยกับพระองค์ด้วยความรัก ภาวนาต่อพระองค์ผู้ทรงประทับอยู่ในชีวิตของกันและกันเถิดพระเจ้าข้า

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 18 สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ยก 1:1-11 / มก 8:11-13
นักบุญยากอบได้บอกเราในบทอ่านที่หนึ่ว่า ในเวลาแห่งการทดลอง เราควรยึดอยู่กับพระเป็นเจ้า “ในความเชื่อ โดยไม่ต้องสงสัย เพราะเมื่อเราสงสัย เราก็เหมือนคลื่นในทะเลที่ถูกเคลื่อนและม้วนตัวโดยลม” ในพระวรสาร พระเยซูเจ้า ทรงผิดหวังกับพวกฟาริสีและพรรคพวกของเขา พวกเขาได้ทดสอบพระองค์ ไม่ไว้ใจในพระองค์ พวกเขาจึงไม่รักพระองค์ ความไม่ไว้ใจจึงเป็นเหมือน “กำแพงมหึมา” ที่แยกความสัมพันธ์ของเรากับพระเป็นเจ้า และกับคนอื่น ๆ มันทำลายชีวิตคู่หรือมิตรภาพ ใครก็ตามที่ซื่อสัตย์ ก็มีความไว้วางใจ สิ่งที่เรียกร้องจากเราคือความซื่อสัตย์ ถ้าเราไม่มีความไว้วางใจ เราก็ไม่ใช่ “ฆารวาสที่ซื่อสัตย์” ขอให้เราภาวนาว่า “พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์ พระเยซูเจ้าข้า ลูกรักพระองค์” และเราจะมีชีวิต
พวกฟาริสีได้ขอเครื่องหมายจากพระเยซูเจ้า แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ ที่จะให้เครื่องหมายใดๆแก่พวกเขา เพราะพระองค์เอง เป็นเครื่องหมายที่พอเพียงอยู่แล้ว เป็นความผิดของพวกเขาเอง ที่ไม่สามารถเข้าใจกิจการต่างๆที่พระองค์ทรงกระทำ ที่เป็นเครื่องหมายว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ที่ทุกคนกำลังรอคอย พวกเขาได้ปิดใจตัวเอง ในการต้อนรับพระองค์ เพราะพวกเขาตีความหมายของเครื่องหมายสำคัญ ตามใจตนเอง และปฏิเสธทุกสิ่ง ที่ไม่ตรงกับมาตรฐานที่พวกเขาตั้งไว้
เราเองก็ต้องการเครื่องหมายจากพระเยซูเจ้า ด้วยการอ้างเหตุผลมากมาย และเรารู้สึกผิดหวัง ที่ไม่ได้รับอะไรจากพระเป็นเจ้าตามที่เราต้องการ แต่ถ้าเราเปิดใจ เราจะเห็นเครื่องหมาย ที่พระเป็นเจ้าทรงแสดงแก่เราทุกวัน ผ่านทางข่าวสารในเรื่องที่เกิดขึ้น เช่น การที่เรายังมีลมหายใจ มีสุขภาพที่ดี มีหน้าที่การงาน เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายมากมาย ของกิจการที่พระเป็นเจ้าทรงกระทำ ในชีวิตของเรา และเป็นเครื่องมือ ที่พระเป็นเจ้าทรงติดต่อกับเรา...เราต้องการเครื่องหมายจากเบื้องบน แทนที่จะพยายามมองดูเครื่องหมายของการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า และความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเราหรือไม่?

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view