สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญฟรังซิสกา ชาวโรม นักบวช

วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญฟรังซิสกา ชาวโรม นักบวช

💞 อยู่ในความรัก
อยู่ในพระพร
อยู่เพื่อรับใช้
อยู่ในพระเมตตา

วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญฟรังซิสกา ชาวโรม นักบวช
https://youtu.be/lig-17A2-hs

♥Tell the World of His Love
http://youtu.be/7RevLcjl5h8

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญฟรังซิสกา ชาวโรม นักบวช
อ่าน
ฮชย 14:2-10
มก 12:28-34

การฟังพระวาจา ฟังพระเจ้าตรัส 
ทำให้ธรรมาจารย์ ตระหนักชัดว่า 
การรักพระเจ้า สุดจิตใจ และรักเพื่อนมนุษย์
เหมือนรักตัวเอง มีคุณค่ามากกว่า เครื่องเผาบูชา
หรือเครื่องสักการบูชาใด ๆ ทั้งสิ้น

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกโฮเชยา
ถ้าอิสราเอล ประชากรของพระเจ้า
กลับมารับฟัง ดำเนินชีวิตในหนทางของพระเจ้า
พระองค์จะทรงรักษา นำเขากลับมาด้วยความซื่อสัตย์

การฟังเสียงของพระเจ้า ฟังความต้องการของครอบครัว
พี่น้อง รอบข้าง ช่วยให้ท่านนักบุญฟรังซิสกา ชาวโรม
สามารถเข้าใจ เข้าถึง ความต้องการของบุคคลรอบข้าง 
อุทิศตน เผชิญหน้ากับสถานการณ์รอบตัว
โดยไม่เกรงกลัวความทุกข์ยาก

หมายเหตุ..
ถ้าไม่รู้จักฟัง...
พูดดัง แค่ไหน ก็ไม่ได้ยิน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 
วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2018
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“อิสราแอลเอ๋ย จงฟังเถิด...” (มก 12:28-34)

รักพระเจ้าแท้จริง
ประจักษ์พยานคือรักกันและกัน

พระเจ้าไม่ได้รับอะไรจากความรักที่เรารักพระองค์
สิ่งเดียวที่มีค่ากว่าเครื่องบูชา
เพื่อมอบถวายแด่พระเจ้าที่เรารักจริงนั้น
คือประจักษ์พยานชีวิตแห่งการรักซึ่งกันและกัน

________________

เช้านี้ แม้ว่าสถานการณ์จะทำให้ผมไม่ยังไม่สามารถแบ่งปันการไตร่ตรองในวันนี้ได้ ผมวางมันไว้ก่อน ทำสิ่งที่พอทำได้บ้าง เขียนความรู้สึกในเช้าวันนี้ก่อน และวันนี้ คงเป็นวันที่อยู่บนถนนทั้งวัน ก่อนจะกลับไปร่วมถวายมิสซาในเวลาเย็น เช้าวันนี้ ผมออกเดินทางครับ ตั้งใจว่าจะเขียนการไตร่ตรองวันนี้ไปเรื่อยๆ สถานการณ์เอื้ออำนายเมื่อใด ก็คงสามารถส่งให้พี่น้องได้ เพื่อแบ่งปันสิ่งที่พระวาจาของพระเจ้าเป็นพลังในหัวใจผมเช้านี้

เริ่มจากพระวาจาที่ได้อ่านในเช้าตรู่เช่นเดียวกับทุกวัน ความรักต่อพระเจ้าที่แท้จริงนั้น ยังอยู่ที่การฟังพระองค์ครับ จากวันนั้น จนวันนี้ วันที่พระวรสารเล่าเรื่องพระเยซูเจ้าทรงตอบคำถามของธรรมาจารย์คนหนึ่ง บัญญัติใดสำคัญที่สุดกว่าบัญญัติทั้งมวล ... อิสราแอลเอ๋ย จงฟังเถิด... คริสตังเอ๋ย จงฟังเถิด รักคือพระเจ้าคือฟังพระองค์ เมื่อเรารักใคร การฟัง เป็นเครื่องหมายของรักแท้ไม่ใช่หรือ เราต้องไม่หนวกใบ้ครับ แต่เราต้องฟัง ฟังเสียงหัวใจของกันและกัน... ใช่นะ บางคนบอกว่า คนหนวกใบ้จะฟังอย่างไร พี่น้องอาจจะถามว่า คนหนวกใบ้จะฟังอย่างไร... ฟังครับ ฟังด้วยหัวใจครับ... บทอ่านที่สองในการทำวัตรแรกวันนี้ ทำวัตรภาคบทอ่านครับทำให้ผมเห็นคำตอบครับ เมื่อพระเยซูเจ้าต้องรักษาความหนวกใบ้ทางกาย และพระองค์อาจจะต้องขับไล่ปีศาจที่ทำให้หัวใจของเราหนวกใบ้ด้วย ในบทอ่านฯ ที่นักบุญเกรโกรี ผู้ยิ่งใหญ่ พระสันตะปาปา ได้พาดพิงถึงโยบ ที่เป็นรูปแบบของพระศาสนจักร ที่บางครั้งท่านก็พูดด้วยร่างกาย บางครั้งท่านก็พูดด้วยศีรษะ... นั่นคือท่านหมายถึงความรู้สึกรอดพ้นทั้งครบของร่างกาย ซึ่งให้ภาพลักษณ์ของพระศาสนจักร นั่นคือความรอดพ้นของเพื่อนพี่น้องนั่นเอง... เราต้องพยายามให้บ้านใกล้เรือนเคียง รู้ถึงพระธรรมล้ำลึกเรื่องชีวิตใหม่ในพระคริสตเจ้า เพราะโลหิตของอาแบลร้องเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อฆ่ากาอิน แต่โลหิตของพระคริสตเจ้าร้องเพื่อขอประทานอภัย และร้องขอชีวิตและความรอดของเพชฌฆาตและผู้ที่ได้ฆ่าพระองค์ ร้องเพื่อความรอดพ้นของผู้ที่ได้ดื่มพระโลหิตของพระองค์


จากความรู้สึกของวันวานสู่เช้าวันนี้ จากวันวานสองสิ่งที่ประสานกันเหลือเกิน พระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทที่ผมเฝ้าภาวนา ฟังพระวาจาของพระองค์ กับพระเยซูเจ้าในชีวิตของเพื่อนพี่น้องที่เข้ามาพบผมในที่แก้บาป ที่เมื่อวานนี้ ผมใช้เวลาเกือบทั้งวัน ที่หน้าพระเยซูเจ้าผู้ประทับในศีลมหาสนิทบนพระแท่นเพื่อฟังพระวาจาของพระองค์ ในขณะที่ตนเองก็นั่งลงที่นั่นด้วยครับ ณ ที่ที่พี่น้องเข้ามาหาผม และผมก็ฟังเขาในที่แก้บาป ... นี่คือการฟังครับ ฟังเหมือนกันเลยครับ การฟังที่เริ่มที่พระเจ้าทรงฟังเราก่อน และเราควรฟังพระองค์บ้างใช่ไหม... เมื่อพระเจ้าผู้ริเร่มทรงฟังเรา และเราจะไม่ฟังพระองค์บ้างหรือ เราจะไม่ฟังเสียงของกันและกันบ้างหรือ เมื่อพระองค์ทรงร้องว่า “เรากระหาย”... เสียงของพระองค์ที่วอนขอต่อพระบิดา... “พระบิดาเจ้าข้า โปรดยกโทษพวกเขา เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร...” เสียงนี้ จะไม่ทำให้หัวใจผมอ่อนโยนบ้างหรือ ในการฟังเสียงของพี่น้องของผมในที่แก้บาป ฟังเสียงของพี่น้องของผมด้วยหัวใจที่ลุกร้อนในชีวิตจริง... อิสราแอลเอ๋ย คริสตชนเอ๋ย ฟังเราบ้างหรือเปล่า...

พี่น้องที่รัก เช้านี้ ผมจึงตัดสินใจวางใจในสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าเช้านี้ เมื่อยังส่งบทไตร่ตรองมาแบ่งปันให้พี่น้องไม่ได้ ก็ขอมอบบนหนทางที่เดินทางทั้งวันนี้ เพื่อจะขอฟังเสียงของพระเจ้าต่อไป เพื่อจะทำให้พระวาจาของพระองค์อยู่ที่ใจของผมต่อไป ในการออกเยี่ยมอภิบาลสัตบุรุษที่อยู่ห่างไกล การฟังเสียงของพระเจ้าในวันนี้ ผมจะฟังต่อไป หลังจากพระวาจาของพระองค์ที่ตรัสในเช้าตรู่ในใจผมเช้านี้ วันนี้ผมจะออกไป และฟังเสียงของพระองค์ในบรรดาพี่น้องที่อยู่ห่างไกล บางคนมาวัดไม่ได้แล้ว บางคนนอนติดเตียงแล้ว ที่วันนี้ ผมต้องนำไป นำพระเยซูเจ้าไป มอบศีลเจิมฯ มอบศีลมหาสนิท ศีลเสบียงแห่งการเดินทางสู่บ้านแท้ของพระเจ้า... ในอีกมิติหนึ่งของการเยี่ยมอภิบาล บางที ณ ที่นั่น คือที่ที่ไม่ใช่ผมนำพระเยซูเจ้าไปให้เขาเท่านั้น แต่ที่นั่น อาจจะเป็นที่ที่ผมไปพบพระคริสตเจ้าผู้ทรงประทับอยู่อย่างเดียวดายในความยากลำบากด้วย... ฟังเถิด... คริสตชนเอ๋ย จงฟังเถิด... เมื่อรักพระเจ้าไม่ได้ให้ความหมายอะไรเลย หากปราศจากความรักต่อเพื่อนพี่น้อง แล้วเราจะว่าไง เมื่อพระเยซูเจ้าทรงประทับใจในการพูดอย่างเฉลียวฉลาด ของธรรมาจารย์คนนั้น... “การรักพระเจ้าสิ้นสุดจิตใจ สุดความเข้าใจ สุดกำลัง และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเองนั้น มีค่ามากกว่าเครื่องสักการะบูชาใดๆ... แล้วเราจะว่าไง เมื่อพระเจ้าไม่ทรงมีพระประสงค์ของพระเจ้า หาใช่เครื่องสักการะบูชามากมายไม่ แต่ทว่า คือการฟัง และเดินตามทางที่เที่ยงธรรมของพระองค์ ผู้ชอบธรรมเดินบนหนทางนี้ แต่ผู้ล่วงละเมิดจะสะดุดล้ม... ดังนี้แล้ว ใครจะกล้าถามอะไรพระองค์อีกล่ะ เมื่อพระองค์กำลังพูด กำลังร้องอยู่ แล้วเราอาจจะไม่เคยฟังพระองค์...

อิสราแอลเอ๋ย จงฟังเถิด คริสตชนเอ๋ยจงฟังเถิด... คือเปิดหัวใจฟัง ฟังและให้พระวาจานั้นประทับอยู่ในใจ ส่งต่อไปในสายเลือดทั่วร่างกาย ความรักของพระเจ้าต้องเข้าไปถึงหัวใจ ลึกเข้าไปที่จิตวิญญาณ และหัวใจที่เต้นอยู่นั้น ต้องสูบฉีดความรักนี้ไปพร้อมกับสายเลือดแห่งชีวิตของชีวิตเรา ที่ทำให้เท้าของเราก้าวไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ปากของเราพูดวาจาอ่อนหวานของพระองค์ มือของเราเปี่ยมรักและเมตตาของพระองค์ ชีวิต ลมหายใจของผู้ที่ฟังพระเจ้าอย่างแท้จริง ชีวิตของผู้ที่รักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ คือชีวิตที่อยู่เพื่อรักและดูแลกันและกัน คือชีวิตก้าวไปพร้อมกัน ก้าวไปด้วยกัน

วันนี้ ความรักของฉันต่อพระเจ้า ประจักษ์พยานรักของฉันต่อพระองค์ ในความรักต่อเพื่อนพี่น้อง เพิกเฉย เย็นชาลงบ้างหรือไม่ หากวันนี้ ฉันจะได้ยินเสียงของพระองค์อีกครั้ง คริสตังเอ๋ย ลูกของเราเอ๋ย จงฟังเถิด... รักพระเจ้านั้นครบสมบูรณ์อยู่ที่ความรักต่อกันและกัน การเพิกเฉยเย็นชาต่อเพื่อนพี่น้อง คือไฟรักต่อพระเจ้าที่กำลังดับมอดลง...

ข้าแต่พระเจ้า ขอความรักที่พระองค์ทรงรักลูกก่อน เป็นความรักที่เข้าไปในหัวใจของลูก ณ ที่นั้นขอให้ลูกได้ยินเสียงพระทัยอ่อนโยนของพระองค์ ที่ทำให้ลูกตอบรักพระองค์จากหัวใจ ถ่ายทอดไปพร้อมกับโลหิตที่สูบฉีดไปสู่อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย นั่นคือชีวิตของลูก ชีวิตของเพื่อนพี่น้อง คือชีวิตที่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ และไม่เคยเพิกเฉย เย็นชาต่อกันเลย...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 18 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ฮชย 14:2-10 / มก 12:28-34
ครูคำสอนหญิงคนหนึ่งโรคหัวใจกำเริบ และพบว่าตัวเองอยู่หน้าประตูสวรรค์ เมื่อเธอเคาะประตู เธอได้ยินเสียงขอให้เธอบอกคำผ่าน เธอเอ่ยชื่อตัวเอง และประกาศด้วยความภูมิใจว่าเธอเป็นครูคำสอน คำตอบของทูตสวรรค์ก็คือ “เสียใจ คำผ่านไม่ถูกต้อง และไม่อนุญาตให้เข้าสวรรค์ โปรดรออีกสองสัปดาห์” ดังนั้นเธอจึงไตร่ตรองชีวิตของตนเอง และพบว่าเธอใจร้ายต่อลูก ๆ และคนใช้ของเธอ และเธอยังชอบกระแนะกระแหนสามีของเธอด้วย สองสัปดาห์ผ่านไป และในครั้งนี้เธอพร้อมที่จะพบกับทูตสวรรค์ที่ประตูสวรรค์ เมื่อเธอเคาะประตู เสียงก็บอกมาว่า “กรุณาบอกคำผ่านของคุณ” และเธอก็ตอบว่า”ความรัก” ทันใดเสียงแตรดังกระหึ่ม ประตูก็เปิดออกกว้าง และมีเสียงบอกเธอว่า “คุณบอกคำผ่านถูกต้อง เชิญเข้ามาได้”
เราเชื่อว่าพระวรสารวันนี้ สอนให้เราจดจำเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ จงรักพระเจ้าและจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง พระวรสารวันนี้ได้เผยแสดงให้เราเห็น ความจริงสองประการ ประการที่ 1 เมื่อเราเปิดเราเองให้พระเยซูเจ้า เราจะเห็นว่ามีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น คือพระองค์จะประทานสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ใครก็ตามที่รักพระเป็นเจ้า เขาจะไม่รักตัวเองเท่านั้น แต่จะรักคนอื่นด้วย ประการที่ 2 เมื่อเรารักพระเป็นเจ้าด้วยจริงใจ ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ จะติดตามมาในที่สุด ธรรมาจารย์รู้ “คำผ่าน”เป็นอย่างดี และพระเป็นเจ้าได้ตรัสแก่เขาดังนี้ “ท่านอยู่ไม่ไกลจากอาณาจักรของพระเจ้า” ขอให้เราอย่าจดจำเพียง “คำผ่าน” ไว้ในใจของเรา แต่จงนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แม้ว่าในความเป็นจริง มันไม่ใช่สิ่งง่ายเลยที่จะดำเนินชีวิตแบบนั้น ในครอบครัว ในหมู่คณะ และในสังคม….ให้เราถามตัวเองว่า เรารักพระเป็นเจ้าเหนือทุกสิ่ง รักพระองค์ด้วยตัวเราทั้งครบ และรักผู้อื่นเหมือนรักตนเองหรือไม่?... การปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว ไม่ใช่ข่าวดี ให้เราอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่ข่าวร้าย เราถูกสร้างมา เพื่อให้ดูแลรักกันและกัน…ความรักในหัวใจของท่าน เป็นยาวิเศษ เพื่อให้มีอายุยืน ความโกรธในกระแสเลือด คือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หัวใจล้มเหลว เพราะฉะนั้น จงรักคนอื่น และจงถ่ายเลือด เพื่อได้รับเลือดที่บริสุทธิ์ และท่านจะมีอายุยืนยาว.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view