สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2018 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2018 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

🍀เมื่ออธิษฐาน....
จงรอคอยพระเจ้า
นิ่งสงบและไว้วางใจ

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2018
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
https://youtu.be/daWrRGvrrSo

🌼 เมื่อลูกได้เชื่อ
http://youtu.be/T1jREr72LsU

☘☘☘☘☘☘☘☘☘

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2018
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
อ่าน
อสย 65:17-21
ยน 4:43-54

บางที การที่คนนอกเห็นคุณค่า ก็อาจเป็นเพราะว่า
คนใน ไม่ใส่ใจ ในความดี ความสามารถ
ในขณะที่หลายคน กำลังสนใจในความดี ความยิ่งใหญ่
ที่พระเยซูเจ้าได้ทำนอกบ้านเกิด แต่พระองค์กลับรู้สึกว่า
ประกาศก มักไม่ได้รับเกียรติในบ้านของตน

เพื่อจะร่าเริงยินดี ตื่นตัวเสมอในการตอบรับ
ความดีงามรอบตัว ที่เป็นปัจจุบัน
เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์
อย่าจดจำ นำเรื่องราวในอดีต มาเก็บไว้ในใจ

หมายเหตุ...
อย่าปล่อยให้ สมาชิก รู้สึกด้อยค่า
เพราะว่า คนใกล้ชิด ไม่ใส่ใจ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2018

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ไปเถิด บุตรของท่านพ้นอันตรายแล้ว...” (ยน 4:43-54)

ถ้าท่านทั้งหลายไม่เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์แล้ว ท่านจะไม่เชื่อเลย...

อัศจรรย์ใหญ่ยิ่งที่เป็นหมายสำคัญที่เรียกร้องความเชื่อที่สุดคือ

เมื่อพระบุตรของพระเจ้าทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

และผู้ที่เชื่อในพระบุตรนั้นเอง จะได้รับชีวิตนิรันดร์

จากไม้กางเขนของพระเยซู

ไปเถอะ ท่านจะมีชีวิต...

________________

ณ ดินแดนที่พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น พวกมีความเชื่อในพระองค์... แม้พระองค์ได้ประกาศว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเกิดเมืองนอนของตน แม้แต่พระองค์เองด้วย เราก็พบว่า หลายๆ ครั้ง พระองค์ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์ด้วย... แต่วันนี้ ครั้งนี้ พระองค์ได้รับการต้อนรับอย่างดีที่กาลิลี เหตุเพราะพระองค์ได้เคยทรงทำอัศจรรย์หรือหมายสำคัญที่นั่นในการเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น ณ งานมงคลสมรสคราก่อน ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาที่นั่นเริ่มเล่าลือกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นครานั้น ทำให้พวกเขาต้อนรับพระองค์ เชื่อในพระองค์เพราะได้เห็นการอัศจรรย์...

และในครานี้เอง ข้าราชการคนหนึ่งที่เดินทางมาไกล จากคาเปอรนาอุม คงเพราะได้ยินข่าวของพระองค์ และเขาก็คงหวังในพระองค์ด้วย พระองค์เป็นความหวังสุดท้ายของเขา เมื่อบุตรชายของเขาป่วยหนักและกำลังจะตาย... นี่คือความเชื่ออันเกิดจากข่าวที่เขาได้ทราบเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า และเหมือนเขาฝากความหวังสุดท้ายนี้ไว้กับพระองค์... อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ หากเขาเดินทางไปไกลเพียงนี้แล้วไม่มีอะไรดีขึ้น หากเขาเดินทางด้วยความหวัง เพื่อไปพบพระเยซู แล้วเขาก็ผิดหวัง...

อาทิตย์ที่แล้ว เราพบเหตุการณ์ที่นาอามาน ได้รับการรักษาด้วยวิธีเรียบๆ ง่ายๆ หาใช่ด้วยการกระทำเด่นสง่าใดๆ ไม่ และเขาดูเหมือนไม่เชื่อในคำของประกาศก แต่เมื่อเขายอมลงไปล้างตัวเองในน้ำตามที่ประกาศกของพระเจ้าบอก พระคัมภีร์บันทึกว่า เขาสะอาดหมดจด ผิวของเขาเหมือนผิวของเด็ก... นี่เป็นเรื่องที่เกิดกับข้าราชการผู้นี้ด้วย พี่น้องที่รักครับ พี่น้องลองคิดไตร่ตรองดูดีๆ ... ผมอยู่ที่วัด หลายๆ ครั้ง มีคนมาเรียกให้ไปโปรดศีลเจิมคนไข้ที่โรงพยาบาลประจวบฯ ครับ หลายๆ ครั้ง ผมสัมผัสถึงความคาดหวังของสัตบุรุษ ที่หลายครั้งทีเดียว พวกเขาหวังทางด้านกายภาพ ฟังจากการเล่าสู่กันฟังครับ พวกเขาคุยกันครับ พ่อคนไหนไปเป็นอย่างไร บางคนตาย บางคนอยู่อีกนาน บางคนหายป่วย... ยากครับ ที่จะสอนเรื่องศีลเจิมคนไข้ในด้านความเชื่อที่มาจากจิตวิญญาณ แต่กระนั้น พวกเขาอุ่นใจ และขอให้พระสงฆ์ไปครับ... บ่อยครั้ง พวกเขากลัวครับ กลัวว่าพระสงฆ์จะไปช้า... “คุณพ่อไปเลยครับ คุณพ่อขึ้นรถผมไปเลย เดี๋ยวผมมาส่งครับ...” เขาอยากให้ผมไปด้วยกับเขาทันทีครับ มั่นใจและสบายใจกว่า ที่จะไปคอยผมที่โรงพยาบาลอ่ะครับ... พี่น้องครับ หากพี่น้องเข้าไปหาพระเยซูเจ้า พี่น้องอยากเห็นอะไร หรืออยากได้อะไรครับ... พี่น้องจะคิดอย่างไร... เร็วๆ นี้ พ่อคอร์ซี่จะขอพรพระเจ้าเพื่อการรักษาในประเทศไทยอีกครับ หลายคนเดินทางไปด้วยความเชื่อครับ เพราะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับท่าน... ที่ลูร์ด ยังมีหลายคนที่เดินทางไปที่นั่น เพื่อหวังพึ่งแม่พระในการรักษาครับ หลายคนยังลงไปในน้ำที่เย็นจัดที่ไหลจากถ้ำแม่พระ หวังการรักษา... พี่น้องที่รักครับ... วันนี้ พี่น้องยังไปวัด พระเจ้ารักษาพี่น้องอย่างไรบ้างครับ... พี่น้องรวยขึ้นบ้างหรือเปล่า... บางคนบอกผมครับ อยากให้พระเจ้ารักษาโรคร้ายนี้ ผมถามว่าโรคอะไร เขาบอกว่า “โรคความจน” ... โอ้ ความเชื่อเท่านั้นแหละครับ ผมคิด...

เราคงต้องจิตนาการนิดหน่อยครับ พี่น้องที่รัก หากเราเป็นข้าราชการที่ได้ยินเรื่องราวของพระเยซู แล้วในขณะที่เรากำลังประสบความยากลำบาก เราก็หวังในพระองค์ เดินทางไปหาพระองค์ ไกลอย่างไร เราก็ไป เพราะเราเชื่อ เราหวังในพระองค์... ลองคิดดูครับ หากเราไปถึงที่นั่น ไปพบพระองค์แล้ว พระองค์ตรัสง่ายๆ เท่านี้... “กลับไปเถอะ แล้วบุตรของท่านจะมีชีวิต” ถ้าเป็นสมัยของเรานี้ เราจะทำอย่างไร... พี่น้องที่รัก หากผมบอกสัตบุรุษว่า “ไปเถอะ คุณแม่ของท่านจะมีชีวิต” อะไรจะเกิดขึ้นครับ... ผมว่า ผมโดนด่ายับแน่ๆ เลยใช่ป่ะอ่ะ... แต่เอ Power of the Word พลังแห่งพระวาจาครับ หากพระเจ้า หากพระเยซูเจ้าตรัส เมื่อข้าราชการคนนั้นมาพบพระเยซูเจ้าล่ะ หากพระองค์ทรงตรัส เมื่อพี่น้องไปตามพระสงฆ์อ่ะ “ไปเถอะ คุณแม่ของท่านจะมีชีวิต” พี่น้องจะว่าไง... พี่น้องจะยอมรับได้หรือเปล่า... แม้ว่ายอมรับก็เถอะ อะไรจะเกิดขึ้น... ผมลองคิดเล่นๆ  นะครับ... หากเป็นผมไปตามพระสงฆ์ แล้วคุณพ่อที่วัดบอกแบบนี้ แน่นอน ผมอาจจะผิดหวัง คุณพ่ออาจจะบอกผมว่า “มีความเชื่อเถอะ” เอาเถอะ แม้จะเกรงใจขนาดไหน แต่ผมคงไม่แน่ใจอ่ะ สิ่งง่ายๆ ที่เราอาจจะทำกันวันนี้คืออะไร... พี่น้องครับ ผมคงโทรศัพท์ครับ โทรไปหาญาติที่โรงพยาบาลล่ะ... “คุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง หายแล้วยัง ดีขึ้นหรือเปล่า...” หากไม่มีใครรับสาย ผมคงรีบกลับไปที่โรงพยาบาลล่ะครับ รีบไปดู... ไอ้สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือตรงนี้แหละครับพี่น้อง... หัวใจของผมจะเป็นเช่นใด ในใจผมจะเป็นเช่นใด... ผมจะกลับไปที่โรงพยาบาล หรือผมจะกลับไปบ้านล่ะ คุณแม่ของผมที่ป่วยอยู่จะหายจริงหรือ เพราะคุณพ่อไม่ไป พระเยซูเจ้าไม่เสด็จไป แต่ตรัสว่า “ไปเถิด คุณแม่ของท่านพ้นอันตรายแล้ว” ... เพียงวาจาเดียว เพียงเท่านี้อ่ะครับ...

พี่น้องที่รัก ยากนะครับ... 

ความสุขของเราในพระเจ้าอยู่ที่ไหน วันนี้ความเชื่อของเราเป็นอย่างไร... วันนี้ พระเจ้าตรัสกับเรา... “ตามเรามา... ทิ้งทุกสิ่ง และตามเรามา...” มีอะไรอีกที่เราจะห่วง มีอะไรอีกที่เรายังกังวล... เพียงพระวาจาของพระองค์ เพียงพระองค์ทรงตรัส แล้วบุตรของข้าราชการนั้นก็หายจากโรคร้าย และมีชีวิต

พี่น้องที่รักครับ เชื่อในพระเจ้า... สำหรับฉันคืออะไร... พระเจ้าให้อะไรกับฉันล่ะ... ฉันจะกลับไปมีชีวิตต่อไปอย่างไร หลังจากมาวัดเช้านี้ หลังจากไปหาพระเจ้าเมื่อวันอาทิตย์แล้ว ฉันมีอะไรดีขึ้นแบบทันตาเห็นหรือเปล่า... พี่น้องที่รักครับ ถ้าเราจะหวังพึ่งพระเจ้าแบบ “เทพทันใจ” พี่น้องครับ พระเยซูเจ้าตรัสความจริงถึงเราทุกคน... “ถ้าท่านทั้งหลายไม่เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์หรือปาฏิหาริย์แล้ว ท่านจะไม่เชื่อเลย” ... 

แล้วเราจะว่าไงล่ะ เมื่อคนหนึ่งตายบนกางเขนเพื่อเรา... นั่นไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปบ้างหรือ เมื่อใครบางคนรักเรามากมายถึงเพียงนี้... เมื่อพระเจ้าทรงรักโลก และประทานพระบุตรแต่พระองค์เดียว เพื่อโลกจะมีชีวิต...

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงประทานพลังแห่งความเชื่อในตัวลูก ขอพระองค์ทรงทวีความเชื่อเล็กน้อยของลูกด้วยเถิด คือเชื่อในพระวาจาของพระองค์... เพื่อลูกจะได้กลับไปและมีชีวิต

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)




วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 18 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อสย 65:17-21 / ยน 4:43-54
เป็นเรื่องของงานอภิบาลของพระสงฆ์ท่านหนึ่ง ในฐานะเป็นจิตตาภิบาลของผู้อพยพ คือ การไปเยี่ยมโรงพยาบาล ในโอกาสนั้นบรรดาผู้ป่วย ได้เล่าให้ท่านฟังถึงความเคราะห์ร้ายและความทุกข์ทรมานว่า พวกเขาได้บ่นและสงสัยในพระเจ้า เนื่องจากสภาพอันเลวร้ายของพวกเขา แต่มีสตรีชาวฟีลิปปินส์คนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งรับการผ่าตัด แต่เต็มไปด้วยความหวังและความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยม คุณพ่อจึงบอกเธอว่า เราควรจะขอบคุณพระเจ้า เพราะการผ่าตัดประสบความสำเร็จ และให้อธิษฐานภาวนาต่อไป เพื่อเธอฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่เธอตอบว่า “คุณพ่อคะ ดิฉันได้ประกาศว่าดิฉันจะหายแน่” นี่เป็นการแสดงออกถึงความเชื่ออย่างแท้จริง
ในพระวรสารวันนี้ ข้าราชการคนหนึ่งได้เข้ามาหาพระเยซูเจ้า และได้ขอร้องให้พระองค์ทรงรักษาลูกชายของเขาซึ่งกำลังจะตาย พระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชื่อของข้าราชการคนนี้ พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “กลับไปเถอะ ลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่”
ความเชื่อเป็นเรื่องจำเป็น ในความสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า ถ้าเราไม่มีความเชื่อ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซูเจ้าก็จะไม่มี ให้เราเรียนรู้ความสุภาพถ่อมตนของข้าราชการคนนั้น ซึ่งได้เข้าไปหาพระเยซูเจ้าและขอให้พระองค์ทรงรักษาลูกชายของเขา ความเชื่อสอนเราให้มีความสุภาพถ่อมตน และรับรู้ว่า ถ้าไม่มีพระเป็นเจ้า เราก็ทำอะไรไม่ได้
เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด เราไปหาพระเยซูเจ้าด้วยความสุภาพ และขอคำแนะนำ และความช่วยเหลือ เมื่อสำนึกผิด เราไปหาพระเยซูเจ้า ในศีลแห่งการคืนดี เพื่อขอความเมตตาและการอภัยโทษ ถ้ามีความสุภาพในใจของเรา และได้ยินพระเยซูตรัสว่า “ลูกเอ๋ย กลับไปได้แล้ว ความเชื่อของลูกได้ช่วยลูกแล้ว” พระเยซูเจ้าทรงเป็นพลัง เราต้องมีความสุภาพถ่อมตน และจยอมให้พระเยซูเจ้าเป็นศูนย์กลางของชีวิตของเรา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)


view