สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 13 มีนาคม 2018 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

วันอังคารที่ 13 มีนาคม 2018 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

🍁โดยพระองค์ 
เราจึงมีชีวิตได้และมีชีวิตอยู่...
และ "โดยพระองค์" 
เราจึงได้รับ "ชีวิตนิรันดร

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 13 มีนาคม 2018
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
https://youtu.be/9n33QjgjAB0

🍓ทุกครั้งที่ฉันเฝ้าภาวนา
http://youtu.be/bYeWeyX1Mo0

🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺

วันอังคารที่ 13 มีนาคม 2018
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
อ่าน
อสค 47:1-9,12
ยน 5:1-3ก, 5-16

น้ำที่สระเบเธสดา กลับกลาย เป็นเครื่องหมายแห่งความรอด
การรักษา ให้หายจากความเจ็บป่วย โรคภัย 
ผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาฒ กลับมีชีวิตใหม่อีกครั้ง เมื่อเขาเชื่อ
และออกแรง ทำตามที่พระเยซูเจ้าบอก

ประกาศกอิสยาห์ ป่าวประกาศถึงน้ำที่ให้ชีวิต 
น้ำนี้ไหลไปที่ไหน นำพาความสุข ความสดชื่น
และน้ำดีนี้ จะยังทำให้ผู้ที่ได้รับ เจริญเติบโต
เปลี่ยนแปลงตัวตน เพื่อเป็นประโยชน์
กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ 

หมายเหตุ.. 
ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์..
อยู่ที่น้ำใจ..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันอังคารที่ 13 มีนาคม 2018

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ท่านขอรับ ไม่มีใครจุ่มข้าพเจ้าลงไปในสระเมื่อน้ำกระเพื่อม” (ยน 5:1-3, 5-16)

เหมือนความรอดพ้นมีแสนจำกัด

การรักษาที่ไม่เพียงพอ

น้ำที่สระเบเธสดากระเพื่อมหนึ่งครั้ง 

เพียงหนึ่งคนได้รับการรักษา

แต่จากน้ำแห่งพระทัยของพระบุตร

พระองค์ผู้ทรงเป็นน้ำทรงชีวิต

ไหลออกมามากมายจนเป็นลำธารใหญ่จนไม่สามารถข้ามได้

น้ำนี้ไหลไปถึงที่ใด ที่นั่นก็มีชีวิต...

จิตตารมณ์ของคริสตชน

คือน้ำนั้นที่ไหลออกจากพระแท่นบูชาแห่งไม้กางเขนของพระคริสตเจ้า

ขอให้น้ำนี้ไหลออกไปด้วยเร่าร้อน และไม่เย็นชาต่อใครเลย...

________________

ในวันเหล่านี้ ในเทศกาลมหาพรตปีนี้ ผมรู้สึกได้ไตร่ตรองหลายอย่างมากมายเหลือเกิน ในอาทิตย์เหล่านี้ ที่ผมอยู่นอกบ้านมากกว่าอยู่ในบ้าน ขับรถออกไปทุกวัน ไม่ใช่นำพระคริสตเจ้าไปเท่านั้น แต่หลายครั้ง การเดินทางของผมเป็นไปในทางตรงกันข้าม เมื่อการออกจากบ้านแต่ละครั้งในวันเหล่านี้ กลับเป็นการไปพบพระคริสตเจ้า ผู้ทรงหิวโหย เจ็บป่วย และประสบความยากลำบากในบรรดาพี่น้องสัตบุรุษ ผมจึงต้องขออภัยพี่น้องผู้ร่วมไตร่ตรองพระวาจาพร้อมกับผมด้วย ที่ในวันเหล่านี้ ผมไม่สามารถส่งบทไตร่ตรองได้สม่ำเสมอ แต่จะพยายามส่งมาทุกวันครับ เพื่อเราจะไตร่ตรองพระสุรเสียงของพระเจ้าที่ตรัสกับเราไปพร้อมๆ กัน ด้วยชีวิตที่เราร่วมเดินทางไปด้วยกัน ติดตามพระเยซูเจ้าไปด้วยกัน

“ท่านขอรับ ไม่มีใครจุ่มข้าพเจ้าลงไปในสระเมื่อน้ำกระเพื่อม” (ยน 5:1-3, 5-16) ประโยคนี้โดนใจผมจริงๆ ครับ ในเช้านี้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในวันเหล่านี้ ในการออกเยี่ยมอภิบาลสัตบุรุษเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลมหาพรตนี้ “ท่านขอรับ ไม่มีใครจุ่มข้าพเจ้าลงไปในสระเมื่อน้ำกระเพื่อม” คนหนึ่งป่วยมานานแล้ว และมากกว่านั้น เสียงของเขาสะท้านในใจผมจริงๆ ครับ ... “ไม่มีใคร... ไม่มีใคร... ไม่มีใคร จุ่มข้าพเจ้าลงไปในสระ...” คือจะว่าไปแล้ว โลกวันนี้ มือใครยาว สาวได้สาวเอาครับ... โลกเราวันนี้ ใครบ้างหนอจะคิดถึงคนอื่น ชายคนนี้ป่วยมานานสามสิบแปดปี หนักไปกว่านั้น เขาไร้ญาติขาดมิตร จนไม่มีใครช่วยนำเขาไปรักษา เหมือนถูกทอดทิ้งไว้เดียวดาย สิ้นหวัง... ใครเล่าจะบอกว่า “ลุง ลุงลงไปก่อนเถอะ ลุงอยู่ที่นี่มานานแล้ว... ผมเพิ่งจะมา ผมคอยได้... ผมมีคนช่วยผม แต่ลุงไม่มีใครช่วย” พลางหันไปบอกญาติว่า “ช่วยลุงคนนี้ก่อนได้ไหม...ค่อยมาช่วยฉันทีหลัง ลุงอยู่ที่นี่มานานแล้ว ไม่มีใครช่วยเขาเลย...” จะมีเสียงเหล่านี้จากสังคมวันนี้บ้างไหมหนอ...

วานนี้ มีเพื่อนในเฟสบุ๊คของผม โพสต์เหตุการณ์ที่ลุงคนหนึ่งที่ระยอง คอยหลอกคนอื่นๆ ให้สงสารเขา ด้วยการแสดงออกเป็นคนที่เป็นลม เพื่อให้คนที่ผ่านไปผ่านมาช่วยเหลือ ช่วยซื้อของของเขา ทุกคนรู้ว่าลุงคนนี้เป็นมิจฉาชีพ คอยหลอกลวงคนที่ขับรถผ่านไปมา... แต่สุดท้าย ก็มีหนุ่มคนหนึ่งที่คงไม่ใช่คนในพื้นที่ผ่านมา และรับลุงขึ้นรถ คงพาไปโรงพยาบาล... มีการคอมเม้นมากมายเกี่ยวกับลุงในทางลบ มีการชื่นชมหนุ่มคนนั้นทำดี โดยไม่รู้ว่าโดนหลอก... แต่ทว่า หนึ่งความรู้สึกของผม วานนี้ ผมรู้สึกและบอกกับเพื่อนคนหนึ่งว่า... ใครจะไปทราบ หากว่าลุงคนนี้จะเปลี่ยนไปวันนี้ เพราะได้พบชายหนุ่มที่แสนดี แสนน่ารักเช่นนี้ ชีวิตของคนคนนี้ อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้...

พี่น้องที่รักครับ ชายคนนั้นแสนโชคดีจริงๆ ที่เขาได้พบ ไม่ใช่น้ำแห่งการรักษา แต่ทว่า เขาพบองค์แห่งผู้รักษา คือเผชิญหน้ากับพระเยซูเจ้าครับ... พระองค์ที่ช่วยเหลือเขาแม้ในวันสะบาโต... อยากเชิญชวนพี่น้องไตร่ตรองถึงหัวใจที่ลุกร้อนของพระองค์จริงๆ ครับ พระทัยที่ไม่เคยเย็นชาและเย็นเฉย พระองค์ทรงเป็นมากกว่าน้ำที่สระเบเธสดาครับ พระองค์เป็นน้ำที่กระเพื่อมตลอดเวลา เพื่อให้ทุกคนลงไปและได้รับการรักษาครับ...

พี่น้องครับ มหาพรต เป็นช่วงเวลาให้เราได้ฟื้นฟูพระหรรษทานแห่งศีลล้างบาปในชีวิตของเราอีกครั้งครับ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ พูดถึงน้ำที่ไหลออกจากพระวิหาร และตาน้ำมาจากพระแท่นบูชาครับ น้ำนี้ไหลไปที่ใด ที่นั่นมีชีวิตครับ... (เทียบบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ อสค 47:1-9, 12) พี่น้องที่รักครับ น้ำจากตาน้ำแห่งพระแท่นบูชาครับ ไหลไปเป็นแม่น้ำใหญ่ที่ข้ามไม่ได้ เพื่อความรอดพ้นของทุกคน พี่น้องครับ เป็นไปได้ไหม ที่น้ำนี้ หมายถึงจิตตารมณ์คริสตชนของเราครับ ชีวิตของพระคริสตเจ้าในตัวเราครับ จิตตารมณ์คริสตชนไหลไปที่ใด ที่นั่นต้องไม่มีความเย็นชาแลเย็นเฉยของหัวใจ ที่ไม่แยแสต่อเพื่อนพี่น้อง น้ำแห่งจิตวิญญาณนี้ น้ำจากพระทัยของพระเจ้าที่ไหลมาสู่ใจของเราคริสตชน ที่ต้องไหลต่อออกไปเพื่อคนมากมาย นั่นหมายความว่า จิตตารมณ์คริสตชน ไหลไปที่ใด ที่นั่น หัวใจทุกดวงต้องได้รับการเยียวยารักษาใช่หรือไม่

ข้าแต่พระเจ้า น้ำจากพระทัยของพระองค์ ทำให้หัวใจของลูกลุกร้อนด้วยไฟรักของพระองค์แล้ว ขอให้น้ำจากดวงใจของลูกไหลออกไปด้วยความลุกร้อน เพื่อดับความเย็นชาของหัวใจคนมากมายด้วยเทอญ เพราะลูกได้ยินเสียงนั้น... “คุณพ่อ... ไม่มีใครจุ่มข้าพเจ้าลงไปในสระเมื่อน้ำกระเพื่อม ไม่มีใครแบ่งอาหารให้ข้าพเจ้า ไม่มีใครช่วยพยุงพันแผลข้าพเจ้าเลย ไม่มีใครมองเห็นข้าพเจ้าเลย...” 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 13 มีนาคม 18 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อสค 47:1-9,12 / ยน 5:1-16
พระเยซูเจ้าทรงทราบว่า ชายคนหนึ่งที่เบเธสดานอนป่วยมาเป็นเวลานานถึงสามสิบแปดปีแล้ว พระองค์จึงได้ตรัสถามเขาว่า “ท่านอยากจะหายป่วยไหม?” อาจเป็นเพราะว่า เขาไม่สามารถลุกขึ้นเดินไปยังบ่อน้ำที่รักษาโรคได้ก่อนคนอื่น พระเยซูเจ้าทรงเห็นว่า เขาคงไม่อยากจะหายจริงๆ หรืออาจจะเคยชินกับความเจ็บป่วยของเขา เหมือนกับที่เราเคยชินกับบาปของเรา
จากการไตร่ตรองคำถามของพระเยซูเจ้าที่ว่า “ท่านอยากจะหายป่วยไหม?” ทำให้นักบุญฟรังซิส เดอ ชาลส์ เขียนลงในบทนำในหนังสือชีวิตศรัทธาว่า เพื่อชำระมลทินบาปของเรา มีสองสิ่งที่เราต้องการ ประการที่หนึ่ง โดยอาศัยศีลศักดิ์สิทธิ์ คือศีลอภัยบาป และประการที่สอง โดยอาศัยการชำระล้างที่ลึกกว่า คือ การชำระล้างการติดใจในบาปของเรา หลายคนที่ไปรับศีลอภัยบาป ตั้งใจจะไม่ทำบาปอีก ถึงกระนั้น พวกเขาลังเลใจที่จะละทิ้ง “ความพึงพอใจ” ในบาปอย่างแท้จริง บางทีเราตั้งใจละทิ้งบาป แต่ใจยังคงกลับไปแสวงหาความสุข ที่ดึงดูดให้ไปหามัน เรายอมจำนนต่อการประจญล่อลวง เพราะว่าเราไม่สามารถชนะต่อการดึงดูดของบาปได้
หมอบอกเราเสมอว่า ให้ละเว้นจากการรับประทานอาหารบางชนิดที่เราชอบ ในตอนแรก เรายินดีทำตามคำแนะนำ เพราะว่าเราไม่อยากตาย แต่เราทำได้ไม่นาน เพราะเราไม่ต้องการทิ้งความอร่อยในการกินอาหารจานโปรดนั้น ท่าทีเดียวกันนี้ สามารถนำไปใช้กับบาป ที่เราทำจนเป็นนิสัย เช่น การนินทา การดูภาพไม่ดี ความไม่ซื่อสัตย์ การดื่มเหล้าอย่างเมามาย และยังมีการล่อลวงอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำแล้วทำให้เกิด “ความพึงพอใจ” และทำให้เราตกเป็นเชลยของบาป บางที เมื่อเรามองคูบาป ที่กลายเป็นนิสัยของเรา หรือความผิดพลาด เราตัดสินใจที่จะละทิ้งในช่วงมหาพรตนี้ และได้พิจารณาดูว่า เพราะเหตุใดพวกมันได้ทำร้ายเรา และทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และกับเพื่อนบ้านลดน้อยลงไป แล้วเราจะรู้ว่า การรักษานิสัยที่โน้มเอียงไปในทางบาปของเรานั้น จะรักษาให้หายได้ ก็โดยอาศัยองค์พระเยซูคริสตเจ้าเท่านั้น.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view