สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ชีวิต ความตาย และความหวังของคริสตชน

ชีวิต ความตาย และความหวังของคริสตชน


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560




ความเป็นจริงของชีวิตในคริสตศาสนาของเรา มีเกิด แก่ เจ็บ และ(ไม่)ตาย เพราะความตายสำหรับเราแล้วคือการผ่านจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตใหม่ ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงชีวิตหนึ่ง แต่เรายังชีวิตนอกโลกหรือชีวิตหลังความตายซึ่งเป็นชีวิตใหม่รออยู่ นี่คือความหวังของการเป็นคริสตชนเรา เพราะพระเจ้าสร้างเรามาโดยมีพระองค์เป็นผู้ปกครองทั้งในโลกนี้และโลกในหน้า ในช่วงท้ายปลายปีนี้พ่ออยากให้พวกเราได้ทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านมาในฐานะที่เรามีชีวิตที่พระได้สร้าง ได้ให้วันเวลากับเรามา เราได้ใช้มันไปกับอะไรบ้างในชีวิตของเรา วันเวลาของชีวิตที่เราได้ใช้ไปกับสิ่งต่างๆเปรียบเหมือนกับเพื่อน4คนที่พระเจ้าได้ประทานให้มาอยู่กับเรา ให้เราทบทวนว่าได้ใช้เวลากับเพื่อนแต่ละคนของเราอย่างไรบ้าง เพื่อนคนที่หนึ่งคือ ร่างกายของเรา ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตามพ่อแม่ก็ได้ให้สิ่งที่สำคัญคือร่างกายนี้ไว้กับเราแล้ว ลองนึกทบทวนดูว่าในชีวิตที่ผ่านมา เราได้ให้เวลากับเพื่อนคนนี้มากน้อยแค่ไหน เราซื้อน้ำหอม อาหารเสริม ใช้เวลาให้ความสำคัญบำรุงดูแลเอาใจใส่ตกแต่งมันให้งดงามมามากมายแค่ไหน แต่เมื่อเราตายไปมันก็จะต้องกลับไปเป็นดินอีกครั้ง เพราะพระเจ้าตรัสไว้ว่าได้สร้างเรามาจากผงคลีดิน เมื่อตายร่างกายเราก็จะต้องกลับไปเป็นดินอีกครั้ง การที่เราให้ความสำคัญกับเพื่อนคนนี้เยอะมากเพราะเรายังไม่อยากตาย อยากรักษามันให้อยู่กับเราไปเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งดีแล้วที่เราดูแลเพื่อนคนนี้ได้ดี แต่จงอย่าลืมว่าเมื่อตายไปร่างกายนี้ก็ต้องไปนอนอยู่ที่สุสานอยู่ดี มันไม่สามารถตามเราไปในโลกหน้าได้ ในวันสุดท้ายของชีวิตไม่มีใครสามารถแต่งศพให้ตัวเองได้ ต้องให้คนอื่นมาแต่งให้ และสุดท้ายเพื่อนคนนี้ก็ไม่สามารถพาเราไปหาพระเจ้าได้ เพื่อนประเภทที่ 2 : หน้าที่การงาน เราใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตเลยทีเดียวกับเพื่อนประเภทนี้ เราทำหน้าที่ ทำงานล่วงเวลา เพื่อที่จะมีบ้าน รถ ทรัพย์สมบัติเอาไว้ใช้ดูแลร่างกายคือเพื่อนประเภทที่หนึ่งของเราในเวลาแก่เฒ่า เราใช้เวลามากมายกับเพื่อนคนที่สองนี้ เราเสียเวลากับการหาอะไรมากขึ้นๆ แต่เมื่อเวลาเราตายเพื่อนคนนี้ก็ไม่สามารถไปกับเราได้เช่นกัน แม้พระเจ้าจะสร้างเรามาให้มีความสามารถ มีหน้าที่การงาน แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถไปกับเราได้ในเวลาที่เราจะต้องไปหาพระเป็นเจ้า เงินทองที่หามาทั้งชีวิต สุดท้ายก็ต้องตกไปอยู่กับลูกหลาน คนที่อยู่ข้างหลัง ดังนั้น กับเพื่อนคนนี้ที่เราได้ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อที่จะขวนขวายกับมัน แต่สุดท้ายในเวลาที่เราต้องตายมันก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย
เพื่อนประเภทที่ 3 : พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครอบครัว บุคคลที่อยู่รอบข้าง เพื่อนๆ ที่อยู่ด้วยกันกับเรา กับเพื่อนประเภทนี้บางครั้งเราไม่มีเวลาให้กับพวกเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะเรามัวแต่สนใจอยู่กับเพื่อนทั้งสองประเภทแรกทำให้ละเลยกับเพื่อนประเภทที่สามนี้ แต่ในเวลาที่เจ็บป่วยเพื่อนประเภทที่สามนี้กลับคอยดูแล และเมื่อเราตายเพื่อนประเภทนี้ก็จะจัดงานศพ ระลึกถึง ภาวนาให้กับเรามากที่สุด ทั้งที่ในชีวิตจริงเราอาจใช้เวลาอยู่กับคนเหล่านี้น้อยมาก จงถามตัวเองว่าเราได้ให้เวลา ให้ความสำคัญในความสัมพันธ์กับพวกเขามากน้อยแค่ไหน เพื่อนประเภทที่ 4 : จิตวิญญาณของเรา ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดมีเพียงเพื่อนคนนี้เท่านั้นที่เวลาตายแล้วเขาจะสามารถพาเราไปสวรรค์ ไฟชำระ หรือนรก ไปหาพระเจ้าหรือปีศาจได้ เราต้องถามตัวเองว่าในโลกนี้เราได้ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ ชีวิตภายในมากน้อยแค่ไหน การที่เรามีชีวิตนั้นไม่ได้หมายความว่ามีเพียงร่างกายเท่านั้น แต่เรายังมีจิตวิญญาณที่พระเจ้าสร้างมาให้อยู่ในร่างกายอีกด้วย ร่างกายนั้นจะเปื่อยเน่าและพร้อมที่จะสลายไป แต่จิตวิญญาณเป็นชีวิตและจะยังคงเป็นชีวิตต่อไปในโลกหน้าอีกด้วย ต่อให้ร่างกายของเราเป็นมะเร็งก็ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณของเราได้ โรคฆ่าได้แต่ร่างกายเราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเรากลับมีเวลาน้อยมากให้กับเพื่อนคนนี้ การที่แม่พระร้องไห้ในเวลาที่มาประจักษ์ตามที่ต่างๆก็เพราะเราไม่ได้สนใจกับจิตวิญญาณของเรา แม่พระเสียใจกับวิญญาณของเรา ของเพื่อนพี่น้อง ของทุกๆคนที่จะต้องตาย เพราะในเวลาที่เราตายไปก็มีแต่เพื่อนคนนี้เท่านั้นที่จะพาเราไปพาพระเจ้าได้ พ่อเชิญชวนให้เรามีเวลาให้กับจิตวิญญาณของเรา เพื่อเราจะได้พร้อมในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาถามกับจิตวิญญาณของเราว่า “ได้ไปเยี่ยมใครบ้างไหม? ได้ต้อนรับใครบ้างไหม? ได้แสดงออกถึงความรักต่อคนอื่นไหม?” เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกการกระทำล้วนออกมาจากใจของเรา

และนี่คือเพื่อนทั้งสี่ประเภทในการเดินทางของชีวิตเรา ให้เราได้ทบทวนว่าได้ให้ความสำคัญกับเพื่อนแต่ละประเภทมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราดูแลร่างกาย หน้าที่การงานของเราดีแล้ว ก็อย่าลืมที่จะดูแลครอบครัว-คนรอบข้างด้วย และสุดท้ายสิ่งที่เราควรจะดูแลมากที่สุดคือการดูแลให้จิตวิญญาณของเราเติบโต รักษาให้หลุดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆที่อยู่ในโลกนี้ สิ่งที่ท้าทายในการเป็นคริสตชนของเราคือทุกวันนี้วิถีชีวิตของโลกมันทำให้เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าเราไม่ต้านทานก็จะเหมือนกับปลาที่ปล่อยตัวตายไปกับกระแสน้ำ โป๊ปฟรังซิสตรัสไว้ว่าชีวิตการเป็นคริสตชนก็คือการรักษาจิตวิญญาณของเรา เหมือนปลาที่ต้องว่ายทวนกระแสวิถีของโลกแล้วเราจึงจะมีชีวิต การที่เราทวนกระแสของโลกนี้เองทำให้วิญญาณของเราได้รับความรอดด้วย หากไม่ต้านสู้กับกระแสของโลก เราก็เป็นเหมือนปลาที่ตายแล้ว ดังนั้นให้เราตระหนักว่าอะไรที่เป็นความงดงามในชีวิต ดังข้อคิดจากพระไพศาล วิสาโล ที่ว่า “ไม่ว่าจะรักษาสุขภาพร่างกายอย่างไร วันหนึ่งก็ต้องป่วยอยู่ดี ไม่ว่าจะตั้งใจทำงานอย่างไร ความล้มเหลวก็อาจมาหาเราได้อยู่ดี ทรัพย์สมบัติที่เราได้พยายามหาไว้ วันหนึ่งมันก็ต้องจากเราไปอยู่ดี เมื่อเราต้องตายเราก็ต้องสูญเสียทั้งสุขภาพกาย และไม่ได้ทำงานที่ทำอยู่ของเรา ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นความสำคัญจึงอยู่ที่จิตใจของเรา ว่าจิตใจของเรามีลักษณะแบบไหน เราเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณในการเดินทางของชีวิตหรือไม่ สิ่งที่เราต้องรักษาไว้คือความสุขความยินดีในจิตใจของเราเสมอ และดังที่แจ็ค หม่า ได้กล่าวว่า “ถ้าเอาเงินกับกล้วยไปวางต่อหน้าลิง ลิงจะเลือกกล้วย เพราะลิงไม่รู้ว่าเงินสามารถนำไปซื้อกล้วยได้มากมาย” “ในชีวิตจริง ถ้าเอาเงินกับสุขภาพ ไปวางต่อหน้าคน คนก็มีแนวโน้มที่จะเลือกเงิน เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ... สุขภาพ ... สามารถนำมาซึ่งเงินและความสุขได้อย่างมากมาย” “ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า นอกจากสุขภาพที่มีค่ามากที่สุด ทุกสิ่งรอไว้ก่อน ได้แต่สุขภาพรอไม่ได้ ขออวยพรให้ทุกท่านสุขภาพดี มีความสุข และ อายุยืนยาว” นี่คือคำกล่าวอันทรงคุณค่าของ แจ็ค หม่า สุขภาพในที่นี้คือสุขภาพจิตวิญญาณของเราไม่ใช่สุขภาพกาย สุขภาพจิตวิญญาณคือพระพรของพระเจ้าที่ให้กับเรา แต่หากเราเลือกเอากล้วยหรือเงินแทนที่ ชีวิตจิตวิญญาณของเราก็คงจะลำบาก และเมื่อเราให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณของเรา ความตายก็ไม่อาจทำร้ายเราได้ เพราะเราได้เตรียมจิตวิญญาณของเราไว้อย่างดีแล้ว เมื่อเวลาของพระเป็นเจ้ามาถึงเราก็พร้อมที่จะไปกับพระองค์ตลอดเวลา เพราะเราได้ใช้เวลาและพระพรที่พระองค์ได้ประทานให้ไว้อย่างคุ้มค่าแล้วในโลกนี้ทำชีวิตของเราให้มีความหมาย นี่คือการเป็นคริสตชน เป็นลูกพระเจ้าเราเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างมาให้มีชีวิตในโลกนี้ ดังนั้นเราจะไม่ตายและเราจะไม่กลัวตายด้วย มีหลายคนที่กลัวตาย นั่นเพราะยังยึดติดอยู่กับบางสิ่งในชีวิต ยังไม่อยากจะปล่อยมัน เพราะเรายังอยากจะยึดร่างกายเอาไว้ให้มันพาไปไหนๆ ตายังอยากมอง หูยังอยากฟังสิ่งต่างๆ แต่อย่าลืมว่าพระเจ้าสร้างเรามาและสิ่งเหล่านี้เป็นของพระองค์ เมื่อถึงวันหนึ่งเราก็ต้องปล่อยและไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราได้ตลอดไป พระสร้างเรามาและให้เวลาในแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจจะได้มาน้อยไม่กี่ปีก็จากไปแล้ว วันเวลาในชีวิตของเราในโลกนี้ก็เหมือนการนับหิน ในขวบปีแรกเรามีหิน1ก้อน ขวบปีต่อไปก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ หินคือวันเวลาในชีวิตที่พระเจ้าให้ไว้กับเรา พระเจ้าให้ก้อนหินเรามาจำนวนหนึ่ง และเราก็สามารถรักษามันไว้ได้แค่จำนวนนั้น ชีวิตที่พระให้กับเรามานี้พระองค์ก็ได้สร้างสิ่งที่เป็นองค์ประกอบ 3 ส่วนที่สำคัญของชีวิต คือ


องค์ประกอบที่ 1 : สัญชาตญาณ
• ถูกเรียกร้องด้วยความปรารถนาภายในเพื่อกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึก ความต้องการ เมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการหรือเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อย เราก็จะพบกับความสุข แต่ระยะหนึ่งก็จะเกิดความปรารถนาขึ้นใหม่ วนๆกันไป ไม่สิ้นสุด แสวงหาไปเรื่อยๆ
• เป็นสิ่งเร้าในชีวิตของเราตลอดเวลา
องค์ประกอบนี้คือพลังความปรารถนาที่แสดงออกในชีวิตของเรา เป็นเรื่องทางกายภาพ อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการทางด้านร่างกายคือ ความอยาก ความต้องการ ความปรารถนา


องค์ประกอบที่ 2 : ปรีชาญาณ
• เป็นจิตสำนึก การรับรู้ เข้าใจ รู้จักตัดสินใจ รู้จักคิดค้น โดยใช้สมองในการวิเคราะห์ ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ
• เป็นความรู้ การศึกษาค้นคว้า หรือค้นพบจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว
• เป็นการนำความคิดของผู้อื่นที่ได้สะสมจากอดีตมาใช้ เป็นความรู้ที่ตายแล้ว แต่เราเอามาต่อยอด มาสร้างสรรค์ ให้เกิดประโยชน์
• เราสามารถนำปรีชาญาณ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สำหรับอาชีพการงาน หรือทำบางสิ่งบางอย่างในโลก
• เราจึงเป็นผู้ทำหน้าที่เรียนรู้ในสิ่งที่มีอยู่


องค์ประกอบที่ 3 : ปัญญาญาณ
• เป็นการเข้าถึงสภาวะจิตใจที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
• ปัญญาญาณเป็นส่วนที่เป็นจิตเหนือสำนึก
• เป็นเรื่องของการหยั่งรู้ เป็นการรับรู้แบบปิ๊งแว้บ
• เป็นการรู้ที่ก้าวข้ามตรรกะและเหตุผล
• ไม่ขึ้นกับสัญชาตญาณ หรือ ปรีชาญาณฃ
• เป็นการแสวงหาด้วยตนเอง เป็นประสบการณ์หรือไหวพริบปฏิภาณ ทำให้รอดตาย
• วิญญาณของเรา ก็คือ ปัญญาญาณของพระเจ้า
• เป็นพระญาณสอดส่อง
• เป็นชีวิตนิรันดร จิตวิญญาณของเราจึงเป็นอมตะ ไม่มีวันเสื่อมสลาย
• เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าเสมอมา และตลอดไป


ในมนุษย์เท่านั้นที่พระเจ้าให้มีปัญญาญาณ คือส่วนลึกในชีวิตของมนุษย์เรา เมื่อเราตายไปปรีชาญาณความรู้ต่างๆก็จะตายไปพร้อมกับร่างกายและสัญชาตญาณของเรา สิ่งที่จะเหลืออยู่มีเพียงปัญญาญาณหรือจิตเหนือสำนึกนี้เท่านั้น คือการที่เราสามารถก้าวข้ามสิ่งหนึ่งซึ่งไม่ใช่ความรู้ของมนุษย์ แต่เป็นการหยั่งรู้ของพระเจ้า นี่เป็นพระพรของพระเจ้าในการที่เราจะเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณ เช่นเดียวกับการที่แม่พระได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ และการที่เราคริสตชนจะได้รับชีวิตนิรันดร ซึ่งคือการกลับคืนชีพของปัญญาญาณนี่เอง นี่คือความหมายที่ลึกซึ้ง คำว่าปัญญาญาณนี้เป็นคำที่นักชีวิตจิตหรือผู้ที่มีชีวิตภายในเรียกกันในทุกศาสนา ใช้อธิบายองค์ประกอบต่างๆของชีวิต ว่าเพื่อนคนแรกคือสัญชาตญาณ เพื่อนคนที่สองเป็นเรื่องของความรู้ ปรีชาญาณ เพื่อนคนที่สามเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ และเพื่อนคนสี่คือปัญญาญาณ สัญชาตญาณเรียกร้องให้เราทำสิ่งที่อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ เช่นสัญชาตญาณบอกเราว่าให้ไปเที่ยวซ่อง และความรู้หาเหตุผลสนับสนุนว่าสามารถไปได้แล้วค่อยไปแก้บาป แต่จิตวิญญาณไม่ได้รับรู้ในเรื่องนี้ด้วย หลายครั้งเราใช้ชีวิตอยู่แค่ระดับสัญชาตญาณกับปรีชาญาณเท่านั้น แต่ไม่เคยให้วิญญาณของเราได้รับรู้เลย เราใช้สมองคอยกำกับทุกอย่างในชีวิต แต่เราไม่เคยใช้หัวใจ เวลาจะไปไหนเราก็ใช้สมองคิด ทำให้สมองเป็นจุดศูนย์กลางชีวิต หัวใจจึงถูกย้ายออกจนหายไป เหลือแต่สมองกับสัญชาตญาณที่ขับเคลื่อนชีวิตเราเท่านั้น ความรู้ทุกสิ่งอย่างเป็นเรื่องของหัวสมอง แต่หัวใจคือปัญญาญาณที่พระเจ้าสร้างและให้อยู่ในส่วนลึกของจิตใจเรา คริสตชนที่ดีคือการที่เราสามารถให้หัวใจเป็นเจ้านายและใช้หัวสมองเป็นผู้รับใช้ของเราได้ ปัญญาญาณคือการที่รู้ว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ อะไรที่ควรเจริญในความดี อะไรที่ควรจะละเลย และปฏิเสธความชั่วร้ายในชีวิตของเรา

และ ...โดยอาศัยความรักและพระเมตตาของพระเจ้า ในการเป็นคริสตชนของเรา ในวัฏจักรของชีวิตและความตาย พระเป็นเจ้าก็ได้ให้เครื่องมือที่จะช่วยเหลือเราได้เสมอ เราโชคดีที่มีสิ่งนี้ คือศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ เมื่อตอนเกิดมาได้รับศีลล้างบาปเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นผู้ที่พระเจ้าให้ชีวิตให้เราได้เป็นคริสตชนผ่านทางศีลล้างบาป เราโชคดีที่เป็นลูกของพระเจ้า และเมื่อเป็นลูกของพระเจ้าแล้วพระองค์ก็ไม่ทิ้งเรา ให้เราได้มีส่วนร่วมในความรอดของพระองค์ผ่านทางศีลล้างบาป ชีวิตในโลกนี้ของคริสตชนจึงมีสิ่งส่งเสริม ช่วยเหลือให้ได้รับชีวิตนิรันดรผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งขึ้น ดังนี้


ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการที่ 1 : ศีลล้างบาป
• เป็นประตูที่ให้เราเข้าสู่การเป็นลูกของพระเจ้า
• เป็นการชำระล้างจิตวิญญาณของเรา ทำให้เราเป็นลูกของพระเจ้า
• ทำให้เรามีส่วนร่วมในความรอดของพระเจ้า


ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการที่ 2 : ศีลมหาสนิท
• เป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเรา
• รวมเราให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์
• เป็นการระลึกพระมหาทรมานของพระอง์ ที่ทรงรักเราที่สุด
นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้หล่อเลี้ยงวิญญาณของเรา เราใช้อาหารภายนอกเลี้ยงร่างกาย แต่พระเจ้ายังให้อาหารภายในเลี้ยงชีวิตของเราอีกด้วย นี่คือศีลมหาสนิท เป็นอาหารหล่อเลี้ยงวิญญาณให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เป็นการระลึกถึงความรักของพระที่มีต่อเรา


ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการที่ 3 : ศีลกำลัง
• ให้พระองค์เป็นพละกำลังให้กับเรา
• ให้พระคุณของพระจิต 7 ประการ
• ให้มีพระหรรษทานและ
• พระพรของพระเจ้า
เมื่อเราได้รับศีลล้างบาปได้เป็นลูกของพระเจ้า พระองค์ก็ได้ดูแลเอาใจใส่ เลี้ยงดูและพระองค์รู้ว่าเราซึ่งเป็นลูกนั้นในความเป็นมนุษย์ก็มีโอกาสจะหมดแรงได้ พระองค์จึงได้ให้สิ่งนี้เพื่อเป็นกำลังใจ เป็นพละกำลังให้แก่เรา และเวลาที่เราเป็นคริสตชนสิ่งที่ได้รับคือผลของพระจิตเจ้า หรือพระคุณของพระจิตที่อยู่ในตัวเรา เพื่อให้พระหรรษทานนี้เกิดผลกลายเป็นศีลกำลัง


พระคุณของพระจิตเจ้า 7 ประการ
1. พระดำริ / ปรีชาญาณ (wisdom)
2. สติปัญญา (understanding)
3. ความคิดอ่าน / การแนะนำ (counsel)
4. ความเข้มแข็ง / พละกำลัง (fortitude)
5. ความรู้ (knowledge)
6. ความศรัทธา (piety)
7. ความยำเกรงพระเจ้า (fear of the Lord)


ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการที่ 4 : ศีลอภัยบาป
• คือ ศีลแห่งการคืนดี
• พระเจ้าทรงให้อภัย หรือ ยกความบาปผิด ในโลกนี้ของเรา เพื่อให้เราสมกับได้รับเกียรติเป็นบุตรของพระองค์
ในศาสนาคาทอลิกเมื่อเราตกในบาป แม้จะมีศีลมหาสนิทหล่อเลี้ยง แต่เราก็ทำให้พระเสียใจเมื่อตกอยู่ในบาปแล้วไม่ยอมที่จะกลับใจ สิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถกลับมาคืนดีกับพระได้คือศีลนี้ ศีลนี้ช่วยเหลือเราจากบาปหนักหรือเบา และเป็นพระเจ้าที่กำลังช่วยเหลือเราจากบาปต่างๆ จนเมื่อเราเติบโตขึ้นพระเจ้ายังได้ประทานศีลอีกสองอย่างให้เราได้เลือก เป็นการเลือกของทั้งเราเองและพระเจ้าด้วยเพื่อให้แผนการของพระในชีวิตของเราได้สำเร็จไป นั่นคือ…


ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการที่ 5 : ศีลกล่าว
• หรือศีลแต่งงาน เป็นการนำพระพรของพระเจ้ามาสู่การใช้ชีวิตคู่
• เป็นการประกาศวามรัก ที่ชายหญิงมีให้ต่อกัน ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันในความรักด้วยความสมัครใจ หย่าร้างไม่ได้
• พระเจ้าจะทรงอวยพรให้เขามีลูกหลานสืบไป


ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการที่ 6 : ศีลอนุกรม
• หรือ ศีลบวช ศีลบรรพชา เขาเลือกถือความบริสุทธิ์ ความยากจน และความนบนอบ เพื่ออุทิศตนเป็นศาสนบริกร รับใช้ประชากรของพระเจ้าให้ได้รับความรอด ผ่านทางพิธีกรรม และศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
และศีลสุดท้ายที่เราจะได้รับเมื่อการเดินทางของชีวิตมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ก็คือ

ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการที่ 7 : ศีลเจิม
• หรือ ศีลทาครั้งสุดท้าย
• พระเจ้าทรงเจิมเรา เพื่อนำวิญญาณเรากลับไปหาพระองค์
• เป็นศีลสุดท้ายของการเดินทางในโลก เพื่อส่งเรากลับไปบ้าน ไปหาพระบิดาของเรา
เป็นการเตรียมจิตใจ ปล่อยวางละทิ้งร่างกาย เพื่อเตรียมตัวไปหาพระเจ้า ศีลนี้นำเราไปสู่การพบพระเจ้าทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า ช่วยนำพาเราในการจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า ดังนั้น ชีวิตคริสตชนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย พระเจ้าได้อวยพรเราผ่านทางศีลต่างๆมาโดยตลอด เมื่อเราตายก็มีหนทางเดียวที่พระอยากจะให้เราได้ไป เป็นที่ที่พระองค์ได้เตรียมไว้สำหรับเรานั่นคืออาณาจักรสวรรค์ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเราด้วยว่าจะเลือกอะไร การสมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาลเป็นการแสดงว่า เราได้ให้พระองค์ปกครองชีวิตของเราตั้งแต่ในโลกนี้ไปถึงชีวิตหน้าจนตลอดไป และนี่คือความสุขของการเป็นคริสตชน คือความมั่นใจว่าในชีวิตนี้และในความตายเราจะได้รับความรอด เพราะสำหรับคริสตชนแล้วความตายไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเรา ความตายเป็นเพียงศัตรูตัวสุดท้ายที่เราจะต้องเผชิญและเตรียมตัวรับมือเสมอ ดังนั้น ให้เราหันมาให้ความสำคัญและให้เวลากับจิตวิญญาณ ดูแลร่างกายทั้งภายในและภายนอกของเราให้ดี ถ้าเราได้ดูแลป้องกันร่างกายแล้ว เราก็ต้องหาอะไรดูแลปกป้องจิตวิญญาณของเราด้วยเช่นกัน เราให้อาหารร่างกายแล้ว ก็อย่าลืมให้อาหารจิตวิญญาณของเราด้วย เช่นเดียวกับการที่เราดูแลทำความสะอาดร่างกายทุกวันก็เพื่อที่จะดูดี เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องชำระจิตใจของเราด้วย เพื่อที่เราจะมีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ ให้เรานึกภาพของสัตบุรุษคนหนึ่งที่ได้เจริญชีวิตในศีลในพรของพระ โดยการไปวัด สวดภาวนา แก้บาปรับศีลเสมอ จนถึงวันหนึ่งก็เลือกชีวิตของเขาว่าจะรับศีลกล่าวหรือศีลบรรพชา แล้วก็ดำเนินชีวิตอย่างดีต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งที่ต้องตาย ก่อนตายเขาก็ได้รับศีลเจิม และสุดท้ายเมื่อตายก็มีพิธีปลงศพให้แก่เขานำเขาไปพบกับพระเจ้า เห็นหรือไม่ว่านี่คือชีวิตที่งดงามสุดยอดแล้วในโลกนี้เท่าที่คนคนหนึ่งจะมีได้ ศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้นำเราไปสู่ชีวิตนิรันดรกับพระเจ้าได้ โดยมีพระองค์ร่วมเดินทางไปด้วย และนี่คือพระพรของพระที่มีต่อชีวิตของเราเสมอ.


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view