สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ความเชื่อที่แท้จริงในชีวิตของคริสตชน

ความเชื่อที่แท้จริงในชีวิตของคริสตชน


แบ่งปันโดยคุณพ่อสุวนารถ กวยมงคล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2561


เรื่องความเชื่อที่พ่อจะแบ่งปันนี้ถือเป็นการทบทวนความจำของเรา “คริสตชน”
ผู้ซึ่งเชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้าและการที่เราจะเป็นลูกที่ดีของพระได้นั้นพ่อคิดว่าสิ่งที่ต้องจำไว้เสมอในชีวิตของการเป็นคริสตชนที่แท้จริงนั้นมีอยู่ห้าข้อด้วยกัน
ข้อแรก คือพระเจ้ารักเรา ไม่ว่าอย่างไรก็จงอย่าลืมว่าพระรักเรา ไถ่บาปเรา ทำทุกอย่างเพื่อเรา และหากเรารักตอบและติดตามพระ เราก็จะได้อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ในสวรรค์ ชีวิตของเราเกิดมาในโลกนี้ก็เพื่อที่จะได้ไปอยู่สวรรค์กับพระองค์ ดังนั้นจงอย่าน้อยใจหมดหวังเพราะชีวิตคริสตชนมีพระเจ้าอยู่ด้วยเสมอ ดังเรื่องเล่าถึงคนแก่คนหนึ่งที่
ได้รับโทรศัพท์ในเวลาค่ำมืดว่าลูกป่วยจึงรีบขับรถยนต์ออกไปซื้อยาให้ลูกและเนื่องจากรีบมากก็ลืมกุญแจไว้ในรถ เมื่อซื้อยาเสร็จก็เข้ารถไม่ได้ พยายามทำทุกทางแล้วก็ยังไม่สามารถเปิดรถได้ จึงคุกเข่าลงสวดภาวนาอยู่ข้างรถขอให้พระส่งคนมาช่วย สักครู่หนึ่งก็มีชายหน้าตาน่ากลัวเดินเข้ามาถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม? แล้วชายคนนั้นก็คว้าท่อนเหล็กมาทุบกระจกหน้าต่างรถยนต์แตกทำให้สามารถเปิดประตูรถออกได้ทันที คนแก่ซาบซึ้งดีใจขอบคุณชายคนนั้นมากมาย จนชายนั้นบอกออกมาว่าไม่เป็นไรเขาเป็นนักโทษหลบหนีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง แต่คนแก่กลับยิ่งรู้สึกซาบซึ้งมากขึ้นไปอีกตอบว่า “ขอบคุณพระที่ส่งคนระดับมืออาชีพมาช่วยลูก!” คนที่ศรัทธาก็เป็นเช่นนี้เองคือมีความหวังอยู่เสมอ เพราะความใกล้ชิดกับพระเจ้าทำให้เราไม่ลืม ไม่ขี้น้อยใจ ไม่หมดกำลังใจ เช่นพ่อเคยนอนไม่หลับทั้งที่ในตอนเช้าต้องขับรถออกไปเทศน์ ทำอย่างไรก็ไม่หลับจนดึกดื่นเกือบตีสองก็มีตะขาบตัวเบ้อเริ่มคลานขึ้นมาที่มือ และโชคดีที่พ่อยังไม่หลับจึงไม่โดนมันกัด จากความน้อยใจพระในตอนแรกจึงเข้าใจและขอบคุณพระที่นอนไม่หลับ เหมือนเรื่องจริงของชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าคล้าก เขาได้เก็บหอมรอมริบอยู่หลายเดือนเพื่อที่จะมีเงินพาครอบครัวซึ่งมีลูกๆ รวมเขาและภรรยาเป็นทั้งหมด11คน เดินทางไปท่องเที่ยวกับเรือสำราญสุดหรูที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง แต่ในวันสุดท้ายก่อนจะเดินทางลูกชายคนเล็กกลับถูกสุนัขกัด ต้องฉีดยารอบสะดือ14เข็มเป็นเวลา14วัน คล้ากโมโหมากที่เหตุการณ์นี้ทำให้ครอบครัวของเขาอดไปท่องเที่ยวกับเรือที่แสนสวยงามลำนั้น แต่พอผ่านไปสามวันเขาก็ได้ข่าวว่าเรือที่เขาพลาดไม่ได้ไปด้วยนั้นกลับล่ม ผู้โดยสารที่ไปเสียชีวิตทั้งหมด เรือลำนั้นมีชื่อว่า “ไททานิก” คล้ากรีบไปที่โรงพยาบาลขอบใจลูกชายที่ถูกสุนัขกัดทำให้ครอบครัวรอดชีวิตทั้งหมด และขอบคุณพระเจ้า! มีเรื่องเล่าชวนศรัทธาอีกเรื่องของชายคนหนึ่งที่ได้ไปสวรรค์พบกับนักบุญเปโตรและได้พาเขาไปเที่ยวชมบ้านเรือนในสวรรค์ที่ล้วนสวยงามใหญ่โตมีบริเวณกว้างขวางน่าอยู่มาก แต่มีบ้านหลังหนึ่งเป็นตึกใหญ่ทั้งหลังไม่มีหน้าต่างมีแต่ประตูอยู่บานเดียว เขาจึงขอให้ท่านนักบุญเปโตรพาเข้าไปดูก็พบว่าในตึกนั้นข้างในมีแต่กล่องอยู่เต็มไปหมด ที่กล่องมีชื่อเจ้าของแต่ละกล่องติดอยู่ด้วย เขาประหลาดใจมากและถามนักบุญเปโตรว่าบ้านหลังนี้เป็นของใครและกล่องที่มีอยู่เรียงรายมากมายนี้คืออะไร นักบุญเปโตรตอบว่ากล่องเหล่านี้คือพระพรซึ่งเป็นของคนที่มีชื่อติดอยู่ และเมื่อเขาลองเปิดดูกล่องที่เป็นชื่อของตนเองก็พบว่ามันคือพระพรในตอนที่เขาอยู่ในโลกแต่ไม่ได้รับ เขาถามว่าทำไมเขาจึงไม่ได้รับพระพรเหล่านี้ทั้งที่
พระเจ้าได้ติดชื่อของเขาไว้แล้วที่กล่อง ท่านนักบุญตอบว่า “พระได้เตรียมไว้ให้แล้วก็จริงแต่ที่ไม่ได้ถูกส่งออกไปเพราะคนที่รับพระพรนี้ไม่พร้อมที่จะรับ” เรื่องนี้ให้แง่คิดแก่เราว่าบางครั้งในเวลาที่เราไม่สบาย มีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต เรารู้สึกไม่พร้อมที่จะรับ กลับบ่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและเมื่อเราไม่ยอมรับจึงไม่ได้รับพระพร ที่จะตามมา มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้นสำหรับความเชื่อของเราในข้อแรกนี้ ถ้าเราเชื่ออย่างแท้จริงว่าพระเจ้ารักเรา และเรามีความใกล้ชิดกับพระ เราก็จะเป็นคนโชคดีที่มีความอิ่มเอิบ สุขใจ ไม่สิ้นหวัง เมื่อทุกข์ร้อนก็คิดได้ว่าพระเจ้ามีอะไรอยากจะบอกสักอย่างและจะมีสิ่งดีที่ตามมาอย่างแน่นอนเพราะเราจะได้รับพระพรนั้นตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว


ข้อที่สอง คริสตชนมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นการส่วนตัวแบบตัวต่อตัวที่ยิ่งวันยิ่งเติบโตพัฒนาขึ้นเป็นพลวัตรต่อเนื่องอย่างชัดเจนมีเป้าหมาย และเพราะเราใกล้ชิดกับพระด้วยความสัมพันธ์แบบนี้จึงทำให้ทุกอย่างในชีวิตมีความหมาย เรารู้ว่าใช้ชีวิตอยู่เพื่อใครแม้อาจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดบ้าง ในเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้านี้เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องมี เพราะเมื่อพระรักเราและเราก็รักพระตอบแล้วเราก็ต้องเลือกพระให้มาก่อนเสมอ แล้วพระก็จะเลือกและไม่ทอดทิ้งเราเช่นกัน ความสัมพันธ์กับพระนี้ต้องเป็นแบบเด็ดขาด อย่าพะว้าพะวง ทำอะไรได้ก็จงรีบทำ ไปสวดภาวนาเข้าวัดได้ก็รีบไป ยังมีแรงไปเยี่ยมคนป่วยได้ก็รีบไป ก่อนที่จะอายุมากจนไปไหนทำอะไรไม่ไหว หากเราวางใจในพระก็จงจับมือพระอย่าปล่อย เพียงเท่านี้เราก็จะได้ลิ้มรสสวรรค์ตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว สิ่งสำคัญคือเราต้องเลือกพระเจ้าให้มาก่อน เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่มีประกาศลดราคาแจกของขวัญคริสต์มาสทำให้มีผู้คนมาเข้าแถวยาวเหยียดรอเวลาที่ห้างจะเปิดทำการอย่างแน่นขนัด จนเมื่อถึงเวลาที่ห้างเปิดก็ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งเดินแทรกแถวขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด ทำให้มีคนไม่พอใจตรงเข้าทำร้ายชายผู้นั้นทันที แล้วมาทราบภายหลังว่าชายคนนั้นก็คือเจ้าของห้างนั่นเอง กลุ่มคนที่ทำร้ายจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปแม้เมื่อห้างเปิดแล้วก็ตาม เช่นกันกับเหตุการณ์นี้ที่เราต้องอย่าทำอย่างนี้กับพระเจ้าเด็ดขาด เพราะบางทีกลับเป็นเราเองที่ไม่เลือกพระ เรารับทุกอย่างเข้ามาในชีวิตได้แต่กับพระเรากลับห้ามไม่ให้เข้ามาอยู่ด้วย เราเลือกสิ่งอื่นๆทั้งหมดไว้ แต่เรากลับลืมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไปเพราะเราลืมถวายชีวิตของเราเองแก่พระ


ข้อที่สาม คริสตชนต้องมีการกลับใจที่แท้จริง และเป็นการกลับที่ “ข้างใน” ไม่ใช่เพียงแต่ภายนอก หากใครทำได้รับรองเป็นนักบุญแน่ หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิต เหมือนแม่พระที่ยอมแม้พระประสงค์ของพระเจ้าจะไม่ใช่สิ่งที่ตนเองต้องการ การกลับใจคือการที่เรามองอย่างที่พระเจ้าทรงมอง มีทัศนคติว่าทุกคนคือพี่น้องของเรา นี่คือมุมมองในแบบของพระเจ้า พระเจ้ามองเราว่าเป็นลูก และถ้าเราเป็นลูกของพระจริงก็จงมองคนอื่นว่าเป็นเพื่อนพี่น้องของเราด้วย ช่วยอะไรได้ก็จงช่วย รู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเขา การกลับใจนี้สำคัญมากเพราะหากเรามองคนอื่นเป็นศัตรู เราก็ไม่ใช่ลูกที่ดีของพระ เช่นเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นที่เมืองนอกมีชายคนหนึ่งทำงานรับจ้างขับเรือข้ามเกาะ เขาเป็นคนเนื้อตัวสกปรกหน้าตาก็บูดบึ้งใส่ผู้โดยสารเสมอ ไม่เคยล้างทำความสะอาดเรือเลย ทุกคนที่ใช้บริการเรือของเขาต่างจำใจใช้ จนวันหนึ่งที่ชายคนนี้ได้เจอกับพระสงฆ์องค์หนึ่งสอนให้เขาได้กลับใจ จากความเลื่อมใสศรัทธานี้ เขาเริ่มลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ทำความสะอาด ปรับปรุงเรือใหม่ ตัดผมโกนหนวดเคราดูแลตัวเองกลายเป็นคนใหม่ จนผู้คนต่างตกใจและถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น ชายคนนั้นตอบว่า “ผมได้รับแสงสว่างจากพระเจ้าแล้ว ผมก็จะนำแสงสว่างไปทุกที่ที่ผมอยู่” การที่ไม่ว่าจะไปทางไหนก็นำแสงสว่างแห่งความดีนี้ติดตามไปด้วยทุกแห่งนี่แหละคือการกลับใจและมองโลกแบบพระ การกลับใจที่แท้ไม่ใช่เป็นเพราะเราสวดเก่ง ท่องเก่ง แต่มันคือการเปลี่ยนชีวิต เช่นคุณตาคนหนึ่งที่ได้กลับใจเมื่อตอนแก่มากแล้ว ท่องบทสวดอะไรก็ไม่ได้ จำไม่ได้ว่าพระเยซูเจ้าเกิดที่ไหนอย่างไร จำได้แค่พระเยซูเจ้าตายบนไม้กางเขน มีคนถามว่าแล้วตาเป็นคริสตังได้อย่างไร? คุณตาตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นได้อย่างไร รู้แต่เพียงว่าเมื่อก่อนผมเป็นคนขี้เมา แต่เดี๋ยวนี้ผมเลิกดื่มแล้ว เมื่อก่อนญาติพี่น้องไม่รักผม แต่เดี๋ยวนี้ใครๆก็รักผม เมื่อก่อนนี้ผมทะเลาะกับเขาไปทั่วใครๆก็เกลียดผม แต่เดี๋ยวนี้ใครๆก็อยากคุย อยากให้ผมอยู่ด้วย” นี่แหละคือการกลับใจแท้จริงที่พฤติกรรมของเราจะต้องเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี

ข้อที่สี่ คริสตชนต้องผ่านความทุกข์ เพราะความทุกข์พิสูจน์ “กึ๋น” หรือ “ความเป็นตัวตนของคริสตชน” ได้เป็นอย่างดี หลังจากความทุกข์ผ่านไปแล้วพระเจ้าก็จะประทานพระพร ดังนั้นเวลาเจอปัญหาจงอย่าถอดใจ เพราะเรามีพระเจ้าอยู่ด้วยแล้วจะถอดใจไปทำไมกัน ความเป็นตัวตนนี้เหมือนเช่นแม่พระที่ไม่บ่นว่าพระเจ้าสักคำ แม้ว่าแผนการของตนเองกับพระประสงค์ของพระเจ้าจะไม่เหมือนกัน เราต้องขอบคุณแม่พระที่ได้ตอบรับคำจากทูตสวรรค์เป็นมารดาของพระเจ้า ทั้งที่แม่พระตั้งใจจะเป็นพรหมจารี ทำให้แม่พระเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปรานให้เกียรติรองจากพระบุตรเท่านั้น มีเรื่องเล่าถึงการโต้เถียงของปีศาจกับเทวดา ฝ่ายปีศาจได้เยาะเย้ยโดยนำรูปของคนบ้ากาม บริโภคนิยมขึ้นมาอ้างว่านี่แหละคือคนที่มีความสุขที่สุด ฝ่ายเทวดาก็ยกรูปนักบุกบุญฟรังซิสอัสซีซี ผู้ถือความยากจนนำสิ่งของที่มีทั้งหมดแจกจ่ายให้คนจน และกล่าวว่านี่ต่างหากคือคนที่ร่ำรวยความสุขแท้จริง ปีศาจจึงนำรูปของฮิตเล่อร์ผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมฆ่าคนตายเป็นจำนวนมากอย่างเลือดเย็นขึ้นมา แล้วอ้างว่านี่คือผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก เทวดาจึงหยิบรูปของนักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตาขึ้นมาและกล่าวว่าคนเช่นนี้ต่างหากที่ร่ำรวยอำนาจมากที่สุด มีผู้คนนับถือทั่วโลกจากการที่ท่านได้ช่วยเหลือคนโรคเรื้อนคนยากไร้มากมายที่ป่วยใกล้ตาย ในที่สุดฝ่ายปีศาจจึงได้นำรูปของลูซิเฟอร์หัวหน้าของปีศาจผู้เคยเป็นเทวดามาก่อนจะกลายเป็นกบฏต่อพระเจ้า ฝ่ายเทวดาจึงนำรูปของผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด บริสุทธิ์ที่สุดและพระเจ้ารักมากที่สุดอยู่ใกล้ชิดกับพระมากที่สุด ร่ำรวยที่สุดบนสวรรค์รองจากพระเจ้าเท่านั้น ท่านผู้นั้นคือ”แม่พระ”นั่นเอง ฝ่ายปีศาจเห็นเท่านั้นก็สู้ไม่ไหวยอมยกธงขาวพ่ายแพ้ไปในที่สุด ความเป็นตัวตนนี้แหละที่แสดงถึงชีวิตคริสตชนของเรา ทำให้เราอดทนได้แม้ต้องผ่านความทุกข์ยาก ไม่บ่นว่าน้อยใจพระในอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่มีความหวัง เชื่อในสิ่งที่ดีที่รอคอยอยู่ข้างหน้าเสมอ เช่นเรื่องเล่าสอนใจของชายคนหนึ่ง เขาอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยเดินเท้าเป็นระยะทาง1กิโลเมตรเพื่อไปวัด ในระหว่างทางที่จวนจะถึงวัดอยู่แล้วเขากลับเดินตกหลุมโคลนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนทำให้ต้องเดินกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยเดินกลับมาที่วัดอีกหน รวมระยะทางกว่า3กิโลเมตรที่เขาต้องเดินกลับไปกลับมาเพื่อที่จะไปวัด แต่ชายคนนี้ก็ไม่บ่นว่าพระเจ้าสักคำ จนรอบสุดท้ายที่เขาเดินไปในขณะที่จวนจะถึงวัด ทางเดินก็มืดลงทุกทีจนน่ากลัวว่าเขาจะเดินตกหลุมอีกครั้งก่อนจะได้เข้าวัด ปรากฏว่ามีคนแปลกหน้าคนหนึ่งเดินมาถือไฟส่องทางให้ ทำให้เขาสามารถไปถึงวัดได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อเขาชวนคนแปลกหน้าให้เข้าวัดด้วยกันกลับทราบว่าเป็นปีศาจนั่นเองที่มาช่วย เขาจึงถามว่าเหตุใดถึงได้มาช่วยส่องไฟให้ มันจึงตอบว่า “ที่ต้องมาถือไฟส่องทางไม่ให้แกเดินตกหลุมอีก เพราะรอบแรกที่แกเดินตกหลุมนั้น พระเจ้ายกโทษบาปให้แกหมดเลย และรอบสองนี้ที่แกอุตส่าห์เดินกลับมาเข้าวัดอีกโดยไม่บ่นว่าพระเจ้าสักคำ พระก็ได้ยกโทษบาปให้ครอบครัวแกทั้งหมดเลย แล้วถ้ามีรอบที่3 ที่แกเดินตกหลุมอีกพระเจ้าคงจะยกโทษบาปให้คนในตำบลที่แกอยู่ทั้งหมดแน่ ดังนั้นข้าจึงมาช่วยส่องไฟให้ทางแกเสียดีกว่า!” เราจงอย่าดูแคลนความยากลำบากเพราะมันจะมีพระพรซ่อนเอาไว้เสมอ ยิ่งปัญหาความทุกข์ยากยิ่งหนัก พระพรก็จะยิ่งใหญ่ตามไปด้วย มันคือการพิสูจน์ชีวิตที่ดี เป็นความเชื่อความศรัทธาที่ต้องถูกทดสอบ ดังคำกล่าวที่ว่าเมื่อพระเจ้ารักใครก็จะให้กางเขนแก่เขา กางเขนยิ่งหนักแสดงว่าพระยิ่งรักเขามาก พ่อเคยถามคุณพ่อท่านหนึ่งที่ศรัทธาต่อแม่พระมากไม่ว่าจะทำอะไรก็จะวอนขอแม่พระ พ่อถามว่า “เคยไหมที่วอนขอแล้วไม่ได้รับพระพร?” คุณพ่อท่านนั้นตอบว่า “เคย แต่ยิ่งได้รับการตอบกลับช้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นพระพรที่ใหญ่มากเท่านั้น” เราอาจไม่เข้าใจในวิถีของพระเจ้าที่มักจะประทานพรให้หลังจากที่มีปัญหาแล้ว เพื่อให้ชีวิตของเรายิ่งทียิ่งดีขึ้นๆ การแบกกางเขนในชีวิตจึงเป็นเรื่องของการใกล้ชิดกับพระ เช่นคุณยายคนหนึ่งที่ประเทศฟิลิปปินส์อายุ94ปี ใส่แว่นกันแดดนั่งวีลแชร์ไปเข้าวัดตอนหนึ่งทุ่มทุกวัน คุณพ่อเจ้าวัดก็แปลกใจมากว่าทำไมคุณยายต้องใส่แว่นกันแดดทั้งที่เป็นเวลาค่ำมืดแล้วจึงเข้าไปถาม ก็ได้รับคำตอบพร้อมกับนิ้วที่ชี้ไปที่รถวีลแชร์ว่า “นี่ขาพิการใช่ไหมคะ ถวายให้พระค่ะ” แล้วคุณยายก็ชี้มาที่แว่นตาดำและว่า “นี่ตาบอดค่ะ แถมให้พระเป็นของแถมด้วยค่ะ!” แทนที่คุณยายจะมองว่าการตาบอดเป็นภาระที่มากขึ้น แต่กลับมองว่าเป็นของแถมถวายแด่พระ ดังนั้นสำหรับอะไรที่เป็นสิ่งที่เรากังวลก็ให้คิดอย่างคุณยายท่านนี้คือ ถวายเพิ่มให้แก่พระเสียเลย ถ้าเราทำด้วยความรู้สึกจงรักภักดีต่อพระแล้วทุกอย่างก็จะกลายเป็นบุญกุศลแก่ตัวเราเอง

ข้อที่ห้า คริสตชนที่แท้จะต้องมีการแผ่ออกไป เป็นการแผ่ความดี แผ่ความรัก และในการแผ่ออกของเรานี้จงให้ชีวิตของเราเป็นเหมือนพระ เมื่อใครที่ได้พบกับเราแล้วเขาจะได้สัมผัสกับพระเจ้า มีความสุขเหมือนอย่างที่เรามี หากตัวเราเองยังไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ที่แผ่ออกไปแล้วจะชวนใครให้มากลับใจได้เล่า ความรักของพระเจ้านั้นแปลกมากคือพระองค์บอกว่าให้เราแบ่งความรักที่เรามีให้กับพระองค์นั้นไปยังเพื่อนพี่น้องของเราด้วย ความรักของพระเจ้าเป็นแบบนี้ คือเราต้องไม่รักพระเพียงอย่างเดียว ถ้ารักพระจริงก็ต้องรักผู้อื่นด้วย เป็นลูกพระต้องมองโลกอย่างสร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา คนที่มีความสุขจะอิ่มเอิบมาจากข้างใน อย่าไปเน้นภายนอกว่าให้อะไรใครแล้วจะต้องได้อะไรกลับมา เพราะสิ่งที่สำคัญคือเราต้องการแบ่งปันพระพรความรักของพระ ถ้าเรารักพระเจ้าและดำเนินชีวิตให้เขาได้เห็นได้สัมผัสความรักของพระแล้วเขาก็จะกลับใจเอง เพราะพระเป็นเจ้าคือความครบถ้วนสมบูรณ์ในพระองค์เอง เราไม่จำเป็นต้องหาสิ่งของมาเซ่นไหว้ เพราะพระองค์ไม่ได้ขาดหรือต้องการอะไรอีก สิ่งที่พระเจ้าต้องการคือหัวใจที่มีความเชื่อที่แท้จริงในการเป็นลูกของพระองค์เท่านั้นเอง


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view