สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

มหาพรต มาหาพระ

มหาพรต มาหาพระ


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561




ให้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลมหาพรตนี้ เพราะชีวิตคริสตชนคือการเดินทางไปในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมในแต่ละเทศกาลที่จะช่วยส่งเสริมเราให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พอที่จะไปหาพระเจ้าได้ พี่น้องเคยเห็นบั้งไฟหรือไม่ เวลาที่เขาจุดไฟมันจะวิ่งวนขึ้นไปๆจนดับหายลับไปบนท้องฟ้า การเดินทางในปีพิธีกรรมของเราก็เช่นกัน เริ่มจากจุดเริ่มต้นเมื่อครั้งที่ศีลล้างบาปได้นำพาเราเข้าสู่การมีส่วนร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ของพระศาสนจักร หนึ่งปีพิธีกรรมของพระศาสนจักรมีอยู่ห้าเทศกาลด้วยกันคือ 1.เทศกาลเตรียมรับเสด็จ 2.เทศกาลคริสต์มาส
3.เทศกาลธรรมดา 4.เทศกาลมหาพรต 5.เทศกาลปัสกา และเทศกาลธรรมดาในหนึ่งปีพิธีกรรมจะมีอยู่36สัปดาห์ด้วยกัน ในระหว่างปีพิธีกรรมก็ยังมีการสมโภช ฉลอง ระลึกถึงนักบุญต่างๆ แทรกอยู่อีกเยอะแยะ ทำให้ตลอดทั้งปีเราได้อยู่ในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละเทศกาลอย่างมีความหมายทุกวันเสมอ การเดินทางในแต่ละปีพิธีกรรมเป็นการ
วนเป็นวงโคจรไปในห้าเทศกาลนี้ ไม่ได้เป็นลักษณะวงกลมเท่าเดิมเหมือนกันทุกปีแต่เป็นลักษณะของวงสปริง ถ้าปีที่แล้วการเดินทางของเราเป็นวงกลม ปีนี้ก็จะเป็นวงรีที่ต่อเนื่องมาจากวงกลมโดยไม่ได้แยกออกจากกันมาตั้งแต่ปีที่เราได้รับศีลล้างบาป ลักษณะที่เหมือนวงสปริงนี้เองที่ทำให้เราได้เข้าใกล้พระเจ้ายิ่งทียิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้นในแต่ละปีที่ผ่านไป โดยมีวงโคจรของปีเก่าที่ผ่านมาซ้อนอยู่กับวงของปีใหม่ เป็นการก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อนำพาเราไปสู่พระเป็นเจ้าในที่สุด เพราะในตอนที่เราได้รับศีลล้างบาปเข้าสู่บ้านของพระเจ้าแล้ว เราก็ได้เข้าสู่วงโคจรของปีพิธีกรรมด้วย พิธีกรรมประจำปีเป็นเหมือนเครื่องช่วยนำพาให้เราคริสตชนไปสู่พระเป็นเจ้ามากยิ่งขึ้นๆในแต่ละปีที่ผ่านไปไม่มีศาสนาไหนที่จะให้โอกาสตลอดทั้งปี จัดให้มีแต่ละช่วงเพื่อช่วยเตรียมเราให้ได้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ ในปีที่แล้วอาจมีบางคนที่ต้องตายไปก่อนจะได้ร่วมจนจบพิธีกรรมของปี มาปีนี้พวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีโอกาสที่จะได้เดินทางต่อไปเพื่อเข้าสู่พิธีศักดิ์สิทธิ์บนหนทางแห่งความรอดพ้นที่จะช่วยส่งเสริมเราให้ได้พบพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราต้องถามตัวเองว่าการเดินทางในแต่ละปีพิธีกรรมของเรานั้นมีลักษณะเป็นวงสปริงหรือไม่ จงอย่าให้การเดินทางนี้เป็นไปแบบซ้ำซากจำเจและทำไปโดยไม่ตระหนักถึงความก้าวหน้าของชีวิตจิตที่จะต้องมีมากขึ้น การเดินทางของเทศกาลนี้เป็นการเดินทางฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เมื่อเราเป็นคริสตชนแล้วชีวิตฝ่ายจิตของเราจะต้องก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เราต้องมีอายุพัฒนาการของวิญญาณด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงปีหน้าหรือไม่ ในทุกๆปีที่วนเวียนไปจะต้องไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่ แต่เป็นการเดินทางเพื่อที่จะนำพาเราไปสู่อาณาจักรสวรรค์



และพ่ออยากให้เราเริ่มต้นการเดินทางช่วงมหาพรตกันที่ตรงนี้ ตรงที่ถามตนเองว่ามหาพรตของเราปีนี้กับปีที่แล้วเหมือนกันหรือไม่ เพราะแท้จริงแล้วมหาพรตปีที่ผ่านมานั้นก็ได้จบไปแล้ว ในปีที่แล้วเราอาจได้ทำบางอย่าง มาในปีนี้เราก็อาจจะทำอะไรที่เพิ่มเติมแตกต่างจากปีที่แล้ว ดังนั้นมหาพรตปีนี้จะต้องเป็นอะไรที่มากกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอนมหาพรตปีนี้จึงเป็นของใหม่ที่ไม่เหมือนกับปีก่อน และแท้จริงแล้วเราต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมีโอกาสมีชีวิตอยู่จนได้ฉลองปัสกาต่อไปอีกหรือไม่ แต่การที่เราได้ร่วมอยู่ในช่วงปีพิธีกรรมนี้ด้วย ก็หมายความว่าเราจะได้รับความรอดพ้นโดยเฉพาะในโอกาสที่ได้เตรียมจิตใจสมโภชปัสกาอย่างดี ดังนั้นปัสกาปีที่แล้วจึงเป็นอะไรที่ช่วยส่งเสริมความรอดของเราต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ และแม้ในปีหน้าเราอาจจะไม่มีโอกาสได้มีชีวิตอยู่จนถึงปัสกาต่อไปอีกแล้ว ดังมีคำกล่าวที่ว่า “คริสตชนหากตายไปโดยชีวิตที่ผ่านมายังไม่ได้ทำปัสกาอย่างดีแล้ว ระวังจะไม่ได้ฝังศพในสุสานของวัด” นั่นเพราะการที่เราได้มีส่วนร่วมอยู่ในช่วงปีพิธีกรรมก็หมายความว่าเรามีส่วนที่จะได้รับความรอดพ้นด้วย เพราะมหาพรตคือการกลับมาหาพระเจ้าอีกครั้งเพื่อเดินทางต่อไปในปีใหม่ และเพื่อที่เราจะได้ร่วมฉลองปัสกาของพระเยซูเจ้าในรอบปีของพระศาสนจักรอีกครั้งหนึ่ง เราเริ่มต้นมหาพรตกันที่วันพุธรับเถ้า การรับเถ้าให้ความหมายแก่เราสองอย่างคือ 1.การที่เรามาจากดินและก็จะต้องกลับเป็นดินอีก 2.เตือนให้เรากลับใจเชื่อพระวรสาร

เหตุการณ์40วันในพระคัมภีร์ เชิญชวนให้เราได้เดินทางเข้าสู่กรุงเยรูซาแลมเพื่อจะร่วมเฉลิมฉลองปัสกากับพระเยซูเจ้าได้ ให้เราคิดถึงน้ำในศีลล้างบาป จากการที่พระเจ้าให้ฝนตกลงมาในสมัยโนอาห์40วันเพื่อเป็นการชำระล้าง น้ำของศีลล้างบาปคือการทำให้ชีวิตเก่าของเราได้มีชีวิตใหม่ พ่ออยากให้เราได้ระลึกถึงเป็นพิเศษถึงศีลล้างบาป เราซึ่งเป็นคริสตชนแล้วจะต้องกลับมารื้อฟื้นความเป็นลูกของพระจากการที่เราได้รับศีลล้างบาป
และจากเหตุการณ์ 40วันที่โมเสสได้จำศีลอดอาหารบนภูเขาซีนาย การที่โมเสสต้องหนีขึ้นไปบนภูเขาซีนายเพราะเขาได้ฆ่าชาวอียิปต์ โมเสสเป็นฆาตรกรซึ่งถือเป็นบาปหนัก โมเสสต้องการการชำระล้าง เยียวยารักษาจากการฆ่าคนและเขาก็ได้หนีไปที่ภูเขาซีนายเพื่อการนี้ เช่นกันกับที่มหาพรตสำหรับคริสตชนแล้ว คือช่วงเวลาที่เราต้องการทำลายบาป ความผิดต่างๆในชีวิตของเรา 40 วันนี้เป็นการเดินทางเพื่อให้พระเจ้าเยียวยารักษา เพราะต่อหน้าพระเจ้าแล้วเราทุกคนก็เป็นคนบาป เช่นโมเสสที่เป็นฆาตรกรหรือนักบุญเปาโลที่ต่อหน้าพระเจ้าแล้วเขาคือคนที่เบียดเบียนคริสตชน ดังนั้น40วันนี้สำหรับคริสตชนแล้วนอกจากเราจะคิดถึงศีลล้างบาป เรายังระลึกถึงอีกสิ่งหนึ่งด้วย นั่นคือบาปของเรา 40วันนี้คือการรักษาบาดแผลของบาปที่เราได้ทำ และเราจะรักษาได้ก็ด้วยการทำเช่นเดียวกับโมเสสที่ใช้วิธีจำศีลอดอาหาร ภาวนาและพลีกรรม และพระสันตะปาปาฟรังซิสยังได้ให้อีกหนึ่งวิธีสำหรับเทศกาลนี้ด้วย คือการรับศีลอภัยบาปหรือศีลแห่งการคืนดีบ่อยๆ เพื่อเป็นการทำให้ตลอด40วันนี้จะนำสิ่งไม่ดีออกจากชีวิตของเรา เป็นการลบล้างบาป เพราะพระเจ้าตรัสว่า “ถึงแม้บาปของเจ้าจะเป็นสีแดงเข้ม แต่สามารถทำให้เป็นสีขาวได้” นี่คือพลานุภาพของศีลแห่งการคืนดี ที่พระเจ้าสามารถยกบาป สามารถอภัยบาปทุกประการของเราได้ ดังนั้นการที่โมเสสได้หนีจากอียิปต์ไป ก็เป็นภาพของการเดินทางสู่การชำระล้างของเราเช่นกัน ที่จะช่วยล้างจิตใจหรือวิญญาณของเราให้สะอาด เราอาบน้ำกันวันละหลายรอบเพื่อเอาสิ่งสกปรกภายนอกออกจากร่างกาย 40วันนี้ก็เช่นกันที่เราจะได้ชำระล้างจิตใจเอาบาปออกไป เมื่อเราอาบน้ำ น้ำและสบู่ได้ชำระล้างทำให้ร่างกายสะอาดสบายกาย และเมื่อเราชำระล้างจิตใจขอขมาพระเจ้าผ่านทางศีลอภัยบาป เราก็จะสบายใจที่พระเจ้าได้ลบล้างบาปชำระล้างเราเช่นกัน ในเทศกาลนี้พระสันตะปาปาจึงอยากให้คริสตชนทุกคนแก้บาปบ่อยๆ เพราะศีลแห่งการคืนดีนี้ พระเจ้าไม่ใช่แค่ยกบาปแต่ยังรักษาบาดแผลของบาปให้เราอีกด้วย


40ปีของชาวอิสราเอลเป็นการเดินทางสู่แผ่นดินพันธสัญญาประชากรของพระเจ้า ภายหลังจากที่โมเสสได้รับการชำระล้างแล้ว พระเจ้าตรัสให้ชาวอิสราเอลเดินทางออกจากประเทศอียิปต์ เพราะชาวอียิปต์มีพระเท็จเทียมมากมาย และตลอดเวลาที่อยู่ในประเทศอียิปต์ ชาวอิสราเอลได้รับเอาวัฒนธรรมการบูชาเทพเจ้าต่างๆไว้มากมาย และระหว่างการเดินทางของชาวอิสราเอล ในตอนที่โมเสสขึ้นไปรับพระ
บัญญัติ ชาวอิสราเอลได้ปั้นรูปวัวทองคำนั่นคือการสร้างพระเท็จเทียมขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าตลอดเวลา40ปีที่ผ่านมานั้น ถึงแม้จะมีพระเจ้าเป็นผู้นำทาง อวยพรตลอดการเดินทาง แต่พวกเขากลับไม่ได้นมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง ยังคงนมัสการพระเท็จเทียมและมีปัญหาเช่นนี้มาตลอดการเดินทางในถิ่นทุรกันดารเสมอ และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าเป็นห่วงในชีวิตของพวกเขามากที่สุด ดังนั้นใน40วันของมหาพรตนี้ให้เราถามตัวเองเช่นกันว่าอะไรที่คือพระเท็จเทียมในชีวิตที่เรากำลังเดินทางอยู่นี้ การที่เราซื้อลอตเตอรี่เพื่อหวังว่าจะมีเงินมากขึ้น ก็ถือเป็นพระเท็จเทียมที่ทำให้เรามีความแบบหวังลมๆแล้งๆ การที่เราใช้เวลาเกือบจะทั้งชีวิตที่มีเพียงเพื่อคิดหาวิธีที่จะมีเงินมากขึ้นๆ นี่คือวิธีของชาวอิสราเอลและมันก็อาจจะเป็นวิธีของเราด้วยเช่นกัน หลายครั้งในชีวิตคริสตชน เราได้ให้พระเจ้าเป็นผู้นำทางหรือไม่ หรือเราได้ให้พระเท็จเทียมเหมือนอย่างที่ชาวอิสราเอลได้สร้างขึ้นมาเองและให้มันร่วมเดินทางกับพวกเขาตลอดเวลา ในชีวิตคริสตชนของเราหลายคนก็ได้สร้างพระเท็จเทียมให้ร่วมเดินทาง แบกมันไปเพื่อเดินทางด้วยกัน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับชาวอิสราเอลที่มีทั้งพระเจ้าแท้และพระเท็จเทียมร่วมทางด้วยกัน พระสันตะปาปาจึงได้บอกว่าใน40วันนี้ ก่อนที่เราจะฉลองปัสกาให้เรากลับมามองดูชีวิตว่าเราได้นมัสการพระเจ้าแท้จริงไหม? พระเจ้าที่แท้ต่างจากพระเท็จเทียมที่เข้ามาในชีวิตแล้วทำให้เรามีแต่เรื่องเสียทั้งเงินและเวลา แต่เป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้เป็นผู้ที่สร้างเรามา เป็นพระเจ้าที่ได้พูดกับเราผ่านทางพระวาจาของพระองค์ เป็นพระเจ้าที่ได้ให้ชีวิตแก่เรา พระเจ้าแท้คือพระเจ้าที่พูดกับเราได้ พระเท็จเทียมมันเป็นใบ้ พูดก็ไม่ได้และคนที่พูดแทนมันคือตัวเราเองนั่นแหละ ดังนั้นจงระวังให้ดีในการเดินทาง40วันนี้ เราได้ให้พระเจ้าพูดกับเราไหมหรือเป็นเราเองที่พูดแทนพระเจ้า มหาพรตคือช่วงเวลาของการกลับมานมัสการพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว พระที่ให้ชีวิตไม่ใช่ความตายแก่เรา พระที่พูดกับเราและเราก็เชื่อฟังพระองค์ อย่าไปฟังพระที่พูดไม่ได้แล้วเราก็พูดเองฟังเองทำเอง
40วันของประกาศกเอลียาห์เป็นภาพของการที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับการอธิษฐานภาวนาในเทศกาลนี้ สำหรับพี่น้องที่ภาวนาอยู่แล้วก็ให้เรารักที่จะภาวนามากยิ่งขึ้น ยกจิตใจขึ้นหาพระเจ้ามากขึ้น เหมือนประกาศกเอลียาห์ที่อยู่บนภูเขาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า


40วันของประกาศกโยนาห์คือการประกาศการกลับใจให้แก่ชาวนีนะเวห์ พระเจ้าตรัสแก่ประกาศกโยนาห์ว่าอีก40วันเมืองนี้จะถูกทำลาย เหตุการณ์นี้คล้ายดังเครื่องหมายหนึ่งที่พระเจ้าต้องการจะให้กับพวกเราด้วย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตอันใกล้นี้ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่เตรียมพร้อม ไม่กลับใจ ไม่เปลี่ยนแปลง ในสถานการณ์โลกตอนนี้มีไฟทำลายล้างที่พร้อมจะถูกจุดขึ้นได้ทุกเมื่อมันคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ถ้า
พระเจ้ามาบอกกับเราว่าอีก40วัน โลกจะถูกทำลาย เราก็ควรจะเป็นเหมือนกับชาวนีนะเวห์คือตื่นขึ้น และพร้อมที่จะกลับใจ พร้อมที่จะสวมเสื้อผ้ากระสอบ เปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่ออย่างน้อยสิ่งที่เราทำในวันนี้พระเจ้าอาจจะลดโทษหรืออาจจะไม่ต้องเกิดเหตุทำลายล้างขึ้นใน40วันข้างหน้า เลข40วันเป็นการทำนาย เป็นเวลาที่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระเยซูเจ้าตรัสว่าถ้าใครเตรียมตัว โดยการตื่นเฝ้าและภาวนาเขาจะได้รับความรอด ชาวนีนะเวห์เป็นภาพของการที่พวกเราจะต้องตื่นขึ้นมาและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เช่นที่กษัตริย์ชาวนีนะเวห์บอกว่า เราไม่รู้ว่าเวลานั้นมาถึงจะเป็นอย่างไรแต่ถ้าเราเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้มันก็ย่อมดีกว่าการที่เราไม่ได้เตรียมตัวไม่ใช่หรือ หากมีหายนะเกิดขึ้นในขณะที่เรายังไม่ได้เตรียมตัว ก็ย่อมเป็นอันตรายและน่าเสียดายมากสำหรับเราในฐานะที่เป็นลูกของพระเจ้า ดังนั้น40วันนี้คือการเตรียมพร้อม กลับใจ และเปลี่ยนแปลงตนเอง


และ40วันของพระเยซูเจ้าตามที่ในพระวรสารกล่าวถึง คือการที่พระองค์เลือกที่จะจำศีลอดอาหารใน40วันนี้ของพระองค์ ที่ซึ่งเปรียบเหมือนการทดลองสามอย่างในชีวิตของพวกเราเช่นกัน 1.คือเรื่องของปัจจัยสี่ที่เราใช้ในการดำรงชีวิต คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค บ้านที่พักอาศัย รวมถึงปัจจัยที่ห้าด้วยในสมัยนี้คือเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ รถยนต์สิ่งต่างๆเหล่านี้ ในการประจญแรกสำหรับมหาพรตนี้ให้เราพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้ได้มีอิทธิพลกับชีวิตของเรามากเกินไปไหม พระสันตะปาปาบอกว่าทุกวันนี้โลกของเรามีความชั่วเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีความชั่วมากขึ้นผลที่ตามมาคือความเย็นชาในจิตใจ เห็นไหมว่าแม้เราจะมีบ้านเรือนอยู่ใกล้กันแต่กลับไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เพราะความชั่วร้ายที่มากขึ้น ทำให้ความรักถูกปฏิเสธ ความสัมพันธ์ต่อกันหายไปในชีวิตของเรา 2.การประจญเรื่องของการเอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง เพราะพระเยซูเจ้าเองก็ยังไม่เอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง แม้ปีศาจจะบอกให้พระองค์กระโดดลงไปเลยในเมื่อเป็นลูกของพระเจ้า นี่คือการล่อลวงโดยให้เราจองหองว่าเป็นลูกของพระ เราจะต้องรอดแน่นอน คือการเอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง แต่พระเยซูเจ้าได้เอาชนะการประจญ และพระองค์ได้ตรัสตอบว่าไม่! เพราะในพระคัมภีร์ก็มีบอกไว้ว่าอย่าทดลองพระเจ้า คือการที่เราต้องไม่เอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลางแต่ให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของเรา 3.การประจญประการนี้คือการให้เรามีพระอื่นด้วยนอกจากการนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียวเท่านั้น


ดังนั้นพระศาสนจักรจึงให้ความสำคัญกับเลข40นี้ เพราะมีความหมายโดยสรุปอยู่หกอย่างด้วยกันคือ 1.ความหมายของศีลล้างบาป 2.ความหมายของการชำระล้าง 3.ความหมายของการนมัสการพระเจ้า 4.ความหมายของการภาวนา 5.ความหมายของการกลับใจ 6.ความหมายของการฝึกปฏิบัติจิตของเรา


นอกจากนี้พ่ออยากจะแบ่งปันกับพวกเราด้วยว่าในการเดินทาง40วันนี้ควรจะทำอะไรบ้าง โดยให้เราแสดงออกความรักสี่ประการ 1.ให้เราแสดงออกถึงความรักต่อพระเจ้ามากขึ้น โดยถามตนเองว่าตั้งแต่มหาพรตปีก่อนๆ ที่เราได้ร่วมมานั้น ความรักของเราที่มีต่อพระเจ้าได้เพิ่มพูนมากขึ้นๆไหม เหมือนที่พระศาสนจักรได้เชิญชวนเราให้รักพระเจ้ามากขึ้นตามการเดินทางในปีพิธีกรรมที่เรียกร้องเราให้รัก
พระเจ้ามากขึ้นด้วยการภาวนาหรือไม่ 2.ให้เราได้พยายามรักและดูแลครอบครัว คนรอบข้างมากขึ้น 3.เมื่อเราได้รับศีลล้างบาปแล้วชีวิตจิตของเราก็ควรจะมีการเติบโตขึ้นด้วย การเจริญวัยคืออายุของร่างกายของเรา แต่เจริญพัฒนาคืออายุของการพัฒนาของชีวิตจิตของเรา หากเรามีการเจริญวัยคืออายุร่างกายเท่าๆกับการเจริญพัฒนาคืออายุของจิตวิญญาณแล้วก็ไม่น่าเป็นห่วง เราสามารถไปสวรรค์ได้เลย แต่ถ้าเรามีอายุเจริญวัย80ปี และมีอายุเจริญพัฒนาอยู่แค่5ปี เราก็คงยังไม่พร้อม ยังไม่อยากไปหาพระเป็นเจ้า นี่แสดงว่าการร่วมปีพิธีกรรมไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปหาพระเจ้า แต่มันสวนทางกันกลับไปที่ศูนย์ใหม่ เพราะหากการเจริญวัยที่ล่วงหน้าไปมากแล้วแต่การพัฒนาชีวิตฝ่ายจิตกลับเป็นการไม่อยากตาย แท้จริงแล้ววันเวลาของปีพิธีกรรมที่ผ่านไปจะต้องทำให้เราจะมีความพร้อมที่จะก้าวหน้าไปหาพระเจ้าเสมอ พระศาสนจักรจึงบอกว่าในช่วงเวลาของปีพิธีกรรมเป็นช่วงที่เราจะต้องพัฒนาทั้งภายในและภายนอก อายุที่เพิ่มมากขึ้นการพัฒนาของชีวิตจิตวิญญาณของเราก็จะต้องมากขึ้นไปด้วย 4.การให้เรารักสิ่งแวดล้อม ก็เพราะพระสันตะปาปากลัวว่าบ้านที่เราอยู่ตอนนี้อีกไม่นานจะอยู่กันไม่ได้แล้ว ปัจจุบันเราอยู่กันด้วยการซื้อน้ำดื่มกิน พระสันตะปาปาเป็นห่วงว่าต่อไปในอนาคตอันใกล้เราจะต้องซื้ออากาศหายใจกันด้วย และคนยากจนนอกจากจะไม่มีเงินซื้อ ก็จะโดนคนที่รวยกว่ากักตุนจนไม่มีโอกาสจะได้มีอากาศบริสุทธิ์หายใจ การรักษาโลกของเราให้น่าอยู่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่นทุกวันนี้ที่กรุงเทพถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันที่เป็นสารพิษ ภาพอนาคตในอีกสัก50ปีข้างหน้า เด็กทุกคนคนอาจต้องแบกถัง ออกซิเจนแทนกระเป๋าเป้นักเรียนไว้ข้างหลัง คล้ายกับที่เราต้องใส่หน้ากากปิดกันฝุ่นกันเชื้อโรคกันในเวลานี้


ในการจำศีลก็คือการชดเชยบาป การจำศีลอดอาหารไม่ใช่สำหรับผู้เป็นเท่านั้น แต่ยังสำหรับผู้ตายได้อีกด้วย เราพลีกรรมจำศีลอดอาหารส่งบุญกุศลให้กับผู้ตาย วิญญาณที่อยู่ในไฟชำระได้ด้วย หลักของการอดนั้นแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความชอบหรือไม่ชอบ ไม่ได้มีขั้นตอนที่ตายตัว เพราะหลักการจำศีลอดอาหารนั้น อาหารเป็นสิ่งเพื่อร่างกายของเรา อาหารหล่อเลี้ยงเพียงร่างกายแต่ไม่ได้หล่อเลี้ยงจิตใจ ประเด็นของการจำศีลอดอาหารจึงเป็นการที่เราจะไม่ยอมให้ความปรารถนาทำให้ร่างกายเป็นใหญ่เหนือกว่าจิตวิญญาณของเรา มีคุณพ่อท่านหนึ่งเลือกที่จะพลีกรรมโดยการกินเยอะๆจนแทบจะทนไม่ได้ เพราะถือว่าอาหารเป็นพระพรจะทิ้งไม่ได้ และการกินอาหารเยอะเกินไปแท้จริงแล้วก็เป็นความยากลำบากสามารถใช้โทษบาปได้ด้วย การจำศีลอดอาหารของแต่ละคนมีหลายวิธี เช่น นักบุญท่านหนึ่งบอกว่าเราไม่ต้องอดอาหารหรอก แต่ให้กินและรู้ว่าเวลาที่กินแล้วร่างกายมันพอแล้วแค่ไหน อย่ากินเพราะความอยาก ความโลภ เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้กินเพื่อเลี้ยงร่างกายแต่เป็นการกินเพราะความอยาก ดังนั้นการจำศีลอดอาหารคือการลดความอยากให้ลงมาเป็นความพอดีในชีวิตของเรา บางคนอาจกินแค่มื้อเดียวอดความอยาก กินเพื่อให้ร่างกายเราอยู่ได้เท่านั้น แต่ทุกวันนี้สุขภาพเราที่เสียไปเป็นเพราะการกินมากเกินไป ประเด็นของการอดจึงอยู่ที่เราละความโลภทางร่างกายเพื่อที่จะได้สามารถช่วยคนที่เขาลำบากกว่าเรา คือการจำศีลเพื่อให้เราลดความปรารถนา ความต้องการของเราแล้วนำไปเพิ่มเป็นความเมตตาต่อคนอื่นโดยการให้ทาน การจำศีลอดอาหารคล้ายกับการที่เราอดใจไม่ทำบางอย่างแล้วนำเงินที่ได้จากการอดนี้ไปให้คนที่ลำบากกว่า สมมุติในทุกวันเราต้องเสียค่าบุหรี่เป็นเงินจำนวนหนึ่ง เราก็อาจตั้งใจที่จะงดสูบในช่วงมหาพรตแล้วนำเงินที่จะใช้ในส่วนนี้ไปบริจาคแทน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการทำบุญและเป็นสิ่งที่พระศาสนจักรเรียกร้องจากเรา


“เพราะความอธรรมจะเพิ่มมากขึ้น ความรักของคนจำนวนมากจะเย็นลง” (มธ 24:12) จากสมณสาสน์สั้นๆของพระสันตะปาปาที่ออกมานี้เพราะเห็นว่าโลกของเราที่ผ่านมา ไม่มียุคใดจะมีความอธรรม ความชั่วร้าย มากยิ่งกว่าของเราทุกวันนี้ ตอนนี้เราอยู่ในยุคอุตสาหกรรม ยุควัตถุนิยมที่ทำให้คนเราปรารถนาในสิ่งที่ไม่ดีเพิ่มมากขึ้น พระสันตะปาปาบอกว่าสิ่งที่ทำให้ความรักของเราลดลงไปมากก็คือ ความชั่วที่มากขึ้นและทำลายความดี ความดีที่มีในตัวเราคือความรัก มันจึงกลายเป็นความรักที่เย็นชาลงไปเรื่อยๆ ในเทศกาลมหาพรตนี้พระสันตะปาปาจึงอยากให้เรามีความรักที่มีชีวิตชีวามากขึ้น และมองให้เห็นว่าถึงแม้จะมีความชั่วมากขึ้นแต่ก็อย่าไปท้อแท้ และนี่คือสิ่งที่พระสันตะปาปาอยากจะบอกกับเราว่ามหาพรตควรจะเป็นอย่างไร

สิ่งต่างๆที่เราเห็นในโลกทุกวันนี้มีแต่ความรุนแรง พระสันตะปาปาเคยตรัสแก่ผู้สื่อข่าวว่า สิ่งเดียวที่พระองค์ปรารถนาจากสื่อมวลชนคือ อย่าเสนอข่าวหรืออะไรที่เป็นความรุนแรงให้กับสังคมเลย เพราะสภาพของข่าวในตอนนี้มีแต่ความรุนแรง และเป็นอะไรที่ผู้คนชอบติดตาม ในขณะที่มันนำแต่ความเจ็บปวดมาให้ คุณพ่อบางคนไม่อ่านข่าวเลยเพราะรู้ว่าถ้าอ่านแล้วจะจิตใจจะเย็นชาลง หนำซ้ำบางครั้งก็กลายเป็นจิตใจที่อยากจะแก้แค้น เกลียดชังไปกับเขาด้วย


พระสันตะปาปาให้ความสำคัญกับการภาวนา เพราะนี่ไม่ใช่แค่ให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเราเองเท่านั้น แต่ให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงผู้นำด้วย และที่สำคัญให้เราทำบุญให้ทานไม่ใช่แต่สิ่งของ แต่คือการมองและให้โอกาสคนอื่นในฐานะที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับเรา และในการจำศีลอดอาหารยังช่วยพัฒนาชีวิตจิตของเราด้วย
จากความหมายต่างๆและแนวทางในการร่วมเทศกาลมหาพรตนี้ ขอพระเจ้าอวยพรให้เรามีโอกาสได้ร่วมเดินทางในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อกลับมาหาพระอย่างแท้จริง เป็นการเดินทางสู่ความสมบูรณ์ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า พระองค์ไม่ปรารถนาให้คนบาปอย่างเรานี้ต้องตาย แต่พระองค์ต้องการให้เรามีชีวิต และมีชีวิตไม่ใช่แต่ในโลกนี้เท่านั้น แต่เพื่อที่จะมีชีวิตนิรันดรอีกด้วย.


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com

view