สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม 2018 สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม 2018 สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา

🍀 หากปราศจากหัวใจที่แสวงหาพระเจ้า
เราก็ไม่อาจได้ยินพระวาจาของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 9 พฤษภาคม 2018
สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา
https://youtu.be/qyQ34iCgzSk

🌴 เมื่อลูกได้เชื่อ
http://youtu.be/T1jREr72LsU

🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม 2018
สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา
อ่าน
กจ 17:15, 22-18:1
ยน 16:12-15

พระเยซูเจ้าทรงตระหนักว่า บ่อยครั้ง “ความจริง”
ก็ต้องการเวลาที่เหมาะสมในการพูด เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ
ยอมรับ ปรับตัว พระองค์จึงย้ำถึงความจำเป็นของพระจิตเจ้า

เมื่อเปาโลพูดถึงความเชื่อของคริสตชนที่กรุงเอเธนส์
ท่ามกลางที่ประชุมอภิรัฐสภา หลายคนหัวเราะเยาะต่อต้าน
แต่ก็มีบางคนที่เชื่อและติดตาม

หมายเหตุ..
แม้ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ..
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถยอมรับ
ความจริงได้พร้อมกัน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันพุธ 9 พฤษภาคม 2018

สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปาสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“เรายังมีหลายเรื่องที่จะบอกท่าน แต่บัดนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้...” (ยน 16:12-15)

ความจริงของพระเยซูเจ้าหาใช่อะไรอื่นไม่

นอกจากพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น

พระประสงค์ของพระเจ้าคือสิ่งที่ต้องแสวงหาเสมอ

เพื่อจะทราบว่า พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรในแต่ละสถานการณ์ของชีวิตของเรา

แสงสว่างขององค์พระจิตเจ้าจึงจำเป็นเสมอสำหรับคริสตชน

โลกยิ่งมืดลงเพียงใด

แสงสว่างของพระจิตเจ้ายิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นเพียงนั้น

วันนี้ ฉันฟังเสียงของพระจิตเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ท่ามกลางพระศาสนจักรมากน้อยเพียงใด

หรือฉันปิดหัวใจของฉัน เพื่อจะได้ยินเฉพาะสิ่งที่หัวใจของฉันต้องการเท่านั้น

ความจริงที่ฉันยังไม่รู้จัก

พระเจ้าที่ฉันยังไม่รู้จัก

พระองค์คือ หนทาง ความจริง และชีวิต...

พระองค์คือความจริงนั้น ที่วิญญาณฉันแสวงหา

แต่เมื่อพบแล้ว... ฉันกลับอึ้งอยู่ตรงนั้น

มากกว่านั้น บางครั้งฉันก็ไม่เข้าใจ...

พระจิตแห่งความจริงของพระเจ้า

ขอทรงประทับอยู่กับลูก ในยามที่ลูกสงสัยด้วยเถิด...

________________

เราอยู่ในบรรยากาศของพระวาจาของพระเจ้าที่พระเยซูเจ้าเริ่มกล่าวถึงพระผู้บรรเทา คือองค์พระจิตเจ้า และแท้ที่จริงแล้ว องค์พระจิตเจ้านี้เองที่เป็นพลังของพระเจ้า เป็นพลังของพระศาสนจักร คือผู้บันดาลความศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวลในพระศาสนจักร พระจิตเจ้าผู้ทรงบันดาลให้พระบุตรปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดาพรหมจารีมารีอา และเป็นพระจิตเจ้าองค์เดียวกันที่ประทับอยู่กับพระเยซูเจ้าตลอดพระชนมชีพของพระองค์ และเมื่อสิ้นสุดพันธกิจของพระเยซูเจ้าบนโลกนี้แล้ว พระองค์ก็ประทานพระจิตเจ้าแก่พระศาสนจักร คือประทับอยู่ท่ามกลางเรา เราจึงอาจจะบอกว่า ชีวิตของพระศาสนจักรวันนี้ คือยุค คือเวลาของพระจิตเจ้า ผู้ทรงประทับอยู่กับพระศาสนจักรเสมอ เพื่อประทานพละกำลังให้กับคริสตชน สมาชิกของพระศาสนจักร เหมือนกับที่พระองค์ทรงนำพระเยซูเจ้ามาโดยตลอดพันธกิจของพระองค์

“เราบอกเรื่องนี้แก่ท่าน  ใจของท่านจึงมีแต่ความทุกข์” เพราะเรายังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์พระจิตเจ้า เราจึงมีคำถามเสมอมาว่า ทุกสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้อย่างไร... “เรายังมีหลายเรื่องที่จะบอกท่าน แต่บัดนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้ เมื่อพระจิตแห่งความจริงจะเสด็จมา พระองค์จะทรงนำท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล”... นั่นหมายความว่า ปราศจากเสียงของพระจิตเจ้า ปราศจากความสว่างของพระองค์ โลกนี้คงมืดเกินไปที่เราจะมองเห็นสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่บรรดาศิษย์ไม่สามารถเข้าใจพระดำรัสของพระเยซูเจ้าได้นั้น เพราะเขายังไม่ได้รับพระจิตเจ้า แต่เมื่อเขาได้รับพระจิตเจ้าแล้ว เราเห็นว่า สิ่งที่โลกไม่เข้าใจ สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจเมื่ออยู่กับพระเยซูเจ้านั้น พวกเขาก็เข้าใจอาศัยการส่องสว่างขององค์พระจิตเจ้า... ประชาชนเคยเปรยๆ กันว่า พระเยซูเจ้า ลูกของมารีย์และโยเซฟนี้ เอาความรู้ปรีชาญาณเหล่านี้มาจากไหน เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึง และนี่แหละ คืองานขององค์พระจิตเจ้า ผู้ประทับอยู่กับพระเยซูเจ้าเสมอ

“แด่พระเจ้าที่เราไม่รู้จัก...” (บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ กจ 17:15, 22-18:1) ชาวกรีก มีพระเจ้ามากมาย และพวกเขาดูเหมือนไม่อยากที่จะขาดพระเจ้าองค์ใดที่พวกเขาอาจจะลืมไปเลย เปาโลวันนี้จึงไปพบแท่นมากมายที่เอเธนส์ และที่สุดก็พบแท่นหนึ่งที่จารึกไว้ว่า “แด่พระเจ้าที่เราไม่รู้จัก”... ผมชอบและรู้สึกสะกิดใจกับคำนี้จัง... พระเจ้าที่เราไม่รู้จัก... นั่นหมายความว่า พระเจ้าที่มีอยู่จริง แต่เราไม่รู้จัก เรายังไม่พบพระองค์ แต่พระองค์มีอยู่ และมีอยู่แน่ๆ ... ผมคิดถึงพระคุณเจ้ากิตติคุณลอเรนซ์ เทียนชัย พระสังฆราชของผมในอดีต เมื่อท่านต้องเทศน์สอนเรื่องพระจิตเจ้า หลายครั้งท่านบอกว่า บางที พระจิตเจ้ามักเป็นพระที่ถูกลืมเสมอ เมื่อเราไม่ค่อยจะคิดถึงพระองค์เท่าไรนัก ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเป็นพลังของพระศาสนจักร เป็นพลังของเรา ทีที่ทำให้เราเข้าในพระประสงค์ ความดี ความงามแห่งพระเจ้า อันเป็นสิ่งที่โลกไม่เข้าใจ และสิ่งนี้คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสสอนทั้งหมด แต่แม้บรรดาศิษย์ เวลานั้น เราพบว่า ไม่มีใครสามารถเข้าใจพระองค์เลย แต่เมื่อพระองค์ทรงประทานพระจิตเจ้าแก่บรรดาศิษย์ พวกเขาจึงเข้าใจในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าได้

พี่น้องที่รัก พระจิตเจ้าคือพลังของพระศาสนจักร คือพลังของคริสตชนจริงๆ ครับ ปราศจาการส่องสว่างของพระองค์ เราไม่อาจจะเข้าใจสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนได้ สิ่งเหล่านั้นเกินความสามารถของปัญญามนุษย์เสมอ... คำสอนของพระเยซูจะเป็นไปได้อย่างไรในโลกวันนี้ คำสอนของพระเยซูล้าสมัยไปหรือเปล่า และนี่คือสิ่งที่เดินสวนทางกับโลกเสียจริงๆ เมื่อเดินสวนทางกับโลก เราก็อยู่ในโลกด้วยความเหน็ดเหนื่อยเสมอมา เราหมดพลังครับ สู้ไม่ไหว... พี่น้องที่รักครับ นี่แหละ ชีวิตที่ขาดพระจิตเจ้า ชีวิตที่ไม่มีการส่องสว่างของพระองค์พระจิตเจ้า มันทำให้บรรดาศิษย์หมดพลัง และหมดหวังที่จะติดตามพระองค์ หลายๆ ครั้ง พวกเขาก็ลังเลบนหนทางที่ได้ตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งและมาติดตามพระองค์... ไม่เอาน่า มันต้องไม่เป็นเช่นนั้น หรือมันจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร คำสอนของพระองค์คงใช้ไม่ได้ในโลกวันนี้หรอก แล้วหลายครั้ง คริสตชนอย่างเราๆ รวมทั้งผมเองด้วย... ปราศจากการส่องสว่างขององค์พระจิตเจ้า เราก็ไม่อาจจะเข้าใจคำสอนของพระเยซูเจ้าที่พระองค์ทรงสอนเรา และเป็นคำสอนที่เดินสวนทางกับโลกเสียจริง

ในวันเหล่านี้ ผมอยู่กับซิสเตอร์ “ภคินีแห่งความยากจน” ซิสเตอร์กลารีส กาปูชิน และผมอยู่กับพวกท่านเสมอๆ ระหว่างสามปีที่ผมเป็นเจ้าอาวาสที่วัดประจวบฯ ผมแบ่งเวลาไปอภิบาลบรรดาซิสเตอร์ตามการมอบหมายจากพระสังฆราชและคุณพ่อเจ้าวัดแม่พระฟาติมา ที่เราทำงานร่วมกัน... นี่คงเป็นคำตอบด้วย ซิสเตอร์เหล่านี้ อาจจะถูกมองว่าเดินสวนทางกับกระแสของโลก โกวันนี้ที่แสวงหาความร่ำรวย ความรุ่งโรจน์ แต่ซิสเตอร์กลับไปหลงรักความยากจน ความนอบน้อมเชื่อฟังที่ทำให้เราไม่มีอะไรเป็นของตนเองเลย แม้แต่ความคิดก็ยังไม่ใช่ความคิดของเรา แต่ดูเหมือนต้องเป็นของผู้ใหญ่หมด และนั่นคือ เสียงของพระจิตเจ้าครับ นั่นคือชีวิตที่โลกไม่เข้าใจ นั่นคือเสียงของพระจิตเจ้าเท่านั้นเอง ที่เป็นความสุข และความชื่นชมยินดีของบรรดาซิสเตอร์ครับ... พี่น้องที่รัก นี่เป็นประจักษ์พยานหนึ่งของพระศาสนจักร นี่คือผลของผู้ที่ฟังเสียงของพระจิตเจ้า พวกเขามีความสุข และความสุขของพวกเขาหาใช่สิ่งใดอื่น นอกจากการดำเนินชีวิตตามเสียงขององค์พระจิตเจ้า ที่ทำให้พวกเขาเข้าใจพระวาจาของพระเยซูเจ้าครับ นี่แหละ คือความสุขของผู้ที่ฟังเสียงของพระองค์...

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ทุกครั้งที่ลูกลังเล สงสัย และไม่เข้าในคำสอนของพระองค์ พระองค์ผู้ทรงตรัสว่า “ความสุขแท้แก่ผู้มีใจยากจน...” มันจะเป็นไปได้อย่างไรนั้น... ข้าแต่พระเจ้า เวลานั้น ขอพระองค์ประทานพระจิตของพระองค์แก่ประทับในวิญญาณลูก ขอแสงสว่างของพระจิตเจ้า ทำให้ลูกเห็นหนทางแห่งความสุขและความชื่นชมยินดีนี้ นั่นคือหนทางที่ลูกเลือกที่จะเชื่อฟังเสียงแห่งพระจิตเจ้า เท่านี้ ลูกก็จะมีพลังมากพอ เพื่อเดินตามพระองค์ พระเจ้าข้า.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม 18 สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา
บทอ่าน กจ17:15,22-18:1 / ยน16:12-15
การที่ต้องจากไปจากกรุงเอเธนส์ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ ที่สร้างความลำบากให้แก่เปาโลเป็นอย่างมาก แม้ว่าท่านจะปราศรัยด้วยสำนวนที่สละสลวย ที่ได้รับการเรียบเรียงเป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่คำปราศรัยแห่งชัยชนะแต่อย่างใด เมื่อประชาชนได้ตอบสนองว่า “เรายินดีจะฟังท่านอีกครั้งในอนาคต” ที่เป็นเหมือนการอำลาที่ไม่ให้ความหวังแต่อย่างใด มีแต่แฝงไว้ด้วยความขมขื่นใจ แม้ว่าเปาโลจะไม่ยอมแพ้ และยังพบทางและสถานที่อื่นๆ สำหรับการประกาศข่าวดีก็ตาม จากการที่เคยประสบกับเหตุการณ์ที่น่าผิดหวังมาหลายครั้ง ทำให้เปาโลมั่นใจว่า ไม่มีอะไรที่จะสูญเสียไปทั้งหมด เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนที่เริ่มจะมีความเชื่อ
นักบุญลูกาได้เอ่ยชื่อของบุคคลสองคน คือ ดีโอนีซีอัส ซึ่งเป็นสมาชิกอภิรัฐสภา และสตรีอีกผู้หนึ่ง ชื่อ ดามาริส เพื่อแสดงให้เห็นว่าสมาชิกของกลุ่มคริสตชนสมัยแรกนั้น ประกอบด้วยบุคคลหลากหลาย อย่างที่นักบุญเปาโลได้กล่าวไว้ในจดหมายถึงชาวกาลาเทียว่า “ไม่มีชาวยิวหรือชาวกรีก ไม่มีทาสหรือไท ไม่มีชายหรือหญิงอีกต่อไป เพราะท่านทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสตเยซู ” (กท 3:28)
ในวันนี้เราระลึกถึงนักบุญมารีอา โดเมนิกา มัสซาแรลโล ซึ่งเป็นสตรีที่มีความกล้าหาญ มีใจร้อนรน และมีความเฉลียวฉลาด ท่านได้เคยตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตร จนเป็นตัวอย่างสำหรับบรรดาคุณแม่วัยสาว ขอให้ความร้อนรนของท่านเป็นตัวอย่าง ที่จะนำให้ทุกคนยกย่องความสามารถของบรรดาสตรีทั้งหลาย เพื่อร่วมมือในการประกาศข่าวดี
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเราไม่ต้องการที่จะไปพบพระเป็นเจ้าแบบมือเปล่า ในวันที่เราจากโลกนี้ไป เราจะต้องสร้างฤทธิ์กุศลต่างๆ เพราะลำพังคำพูดอย่างเดียว ไม่สามารถจะนำเราไปสู่สวรรค์ได้ นอกจากกิจการเท่านั้น เพราะฉะนั้นให้เรามีความกล้าหาญ ที่จะสร้างฤทธิ์กุศลเพื่อพระเยซูเจ้า และไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อื่นใด.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view