สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2018

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2018

🍁ขอพระเจ้าทรงสดับคำร้องทูลของท่าน
และขอทรงนำท่านในทางแห่งน้ำพระทัยของพระองค์
เพราะไม่มีทางไหนที่จะดีไปกว่า..ทางที่พระเจ้าจัดเตรียม

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2018
https://youtu.be/-wA5eE3R9XM

🌺It’s gonna be a good day
https://youtu.be/cgvWO6fiQfA

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2018
อ่าน
กจ 20:17-27
ยน 17:1-11ก

ความสำเร็จ ในภารกิจที่พระเยซูเจ้าได้ทำ
นำพระสิริรุ่งโรจน์ ความชื่นชมยินดี มาสู่
พระบิดาเจ้า และพระเยซูเจ้าทรงได้รับเกียรตินั้น
ร่วมกับพระบิดาเช่นเดียวกัน

กิจการอัครสาวก บอกเล่า แม้ว่าเปาโลจะไม่รู้ว่า
อนาคตจะเป็นเช่นไร ในการจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก
แต่ด้วยการตั้งใจจริง ที่เด็ดเดี่ยว แน่วแน่
เพื่อทำพันธกิจให้สำเร็จ ช่วยให้ท่านบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

หมายเหตุ..
ความสำเร็จ เป็นผลรวม
อันมาจากความพยายามเล็ก ๆ ที่ค่อยๆ สะสม
วันแล้ววันเล่า...

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2018

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาสำหรับเขาเหล่านี้...” (ยน 17:1-11ก)

พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนา

แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงภาวนาทั้งชีวิต

ชีวิตของพระองค์เป็นการภาวนา และเป็นคำภาวนา

นั่นคือ... พระจิตเจ้าผู้ทรงอธิษฐานภาวนา

นั่นคือ พลังของพระจิตเจ้า ที่เป็นผลจากการภาวนา

คือพลังแห่งชีวิตจิตคริสตชน...

เป็นคริสตชน หากไม่ภาวนา เราก็ไม่มีพลัง

ดังนี้เอง พระจิตเจ้าจึงภาวนาวอนขอแทนเรา

ขอพระจิตของพระเจ้าประทับอยู่กับฉันเถิด

เพื่อนำฉันบนหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์.

________________

“ในโลกนี้ ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่อย่าท้อแท้ เราชนะโลกแล้ว” (ยน 16:33) ... เมื่อวานนี้ หากเราไม่ได้ติดฉลองนักบุญมัทธีอัส เราจะได้ยินประโยคสุดท้ายนี้จากพระวรสารนักบุญยอห์นบทที่ 16 เป็นปลายๆ ของคำปราศรัยของพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ทรงตรัสกับบรรดาศิษย์ที่เชื่อในพระองค์ แม้ว่ายังไม่มั่นใจบนหนทางของพระองค์เท่าไรนัก เนื่องจากพระองค์ตรัสแต่เรื่องความทุกข์ยากที่พวกเขาจะต้องก้าวผ่าน ในขณะที่พวกเขาคิดแต่เรื่องการปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ของพระเยซู พวกเขามุ่งจะเป็นใหญ่ แต่พระองค์ตรัสถึงสิ่งที่ตรงกันข้าม... คือความทุกข์ยากในการเป็นศิษย์ของพระองค์ แต่พวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้งเลย... พระองค์ทรงเป็นความหวังของพวกเขา เมื่อทรงเสด็จกลับสู่บ้านแท้ของพระองค์ คือสวรรค์... นั่นเป็นประกันว่า พระองค์ทรงนำธรรมชาติมนุษย์ของเราไปวางไว้ในที่ที่เราจะกลับไป นั่นคือบ้านของเรานั่นเอง (เทียบ บทภาวนาหลังรับศีล โอกาสสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์) เมื่อพระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ ธรรมชาติมนุษย์ของเราที่พระองค์ทรงรับเอากาย ได้กลับไปอยู่ ณ ที่นั่น บ้านแท้ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับบรรดาบุตรของพระองค์... จบคำปราศรัยอำลาในบทที่ 16 ว่า “ในโลกนี้ ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่อย่าท้อแท้ เราชนะโลกแล้ว...” พี่น้องที่รักครับ พระเจ้าไม่ได้หรอกเรามาเป็นคริสตชน พระเจ้าไม่ได้สัญญาความร่ำรวย ความรุ่งโรจน์ในโลกนี้ การเป็นคริสตชนนี้ พระเจ้าไม่ได้บีบคอบังคับเราให้มาเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ แต่พระองค์ทรงบอกเราทุกสิ่ง สิ่งที่เราต้องเผชิญ และทรงสัญญาประทับอยู่กับเราเสมอไป บัดนี้ เราคงต้องพิจารณาความเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ที่เราเป็น... วันนี้ ชีวิตคริสตชนของเราเป็นเช่นใด เราหวังอะไร เรามีพระองค์เป็นเป้าหมายหรือไม่ และนี่แหละคือปลายทางของการเป็นคริสตชนของเรา

เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้แล้ว... พระองค์ทรงภาวนาเพื่อบรรดาศิษย์ของพระองค์... “ข้าแต่พระบิดา ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาสำหรับเขาเหล่านี้...” พระองค์ทรงภาวนาเพื่อผู้ที่เป็นของพระองค์ ไม่ใช่ผู้ที่เป็นของโลก แต่ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกและเลือกให้ออกจากโลก ดำเนินชีวิตบนหนทางใหม่ และแม้จะประสบความทุกข์ยาก แต่พละกำลังของเรามาจากพระจิตเจ้า... กระแสเรียกของคริสตชนคือ การเป็นคนดีบริบูรณ์เหมือนพระบิดาเจ้าสวรรค์... (เทียบ มธ. 5) และบนมาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานของโลกนี้ พระจิตเจ้าเท่านั้นที่เป็นพลังของคริสตชน หากกระแสเรียกของเราเป็นกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ผู้นำที่เราต้องติดตามคือ พระจิตเจ้า พระจิตแห่งความศักดิ์สิทธิ์ (เทียบบทอ่านที่สอง ทำวัตรภาคบทอ่านวันนี้) พระจิตเจ้า คือแสงสว่าง คือพลัง คือผู้นำ คือพระผู้บรรเทา พระผู้เสริมกำลังใจของคริสตชน... เมื่อพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้มอบพระจิตเจ้าไว้กับพระศาสนจักร พระจิตเจ้านี้เองที่นำทางพระเยซูเจ้าในสภาวะการเป็นมนุษย์แท้ ให้มีความรู้สึกนึกคิดแบบพระเจ้า ไม่ใช่แบบโลกนี้ ... พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับเปโตร... ซาตาน ไปให้พ้น เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า... เวลานั้น เปโตรและบรรดาศิษย์ ปราศจากพระจิตเจ้า พวกเขาคิดและเข้าใจพระเจ้าตามธรรมชาติของมนุษย์ พวกเขามองพระเยซูเจ้าในสายตาและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ แต่เมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพวกเขาแล้ว พวกเขาก็เข้าใจความจริงทั้งมวล และมีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับพระเยซูเจ้า เป็นความรู้สึกนึกคิดที่โลกไม่เข้าใจ แต่เป็นปรีชาญาณของพระเจ้า... หนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูเจ้าทรงนำนี้ จึงถูกมอบภายใต้พละกำลังแห่งองค์พระจิตเจ้าเท่านั้น เพื่อให้เราก้าวสู่เป้าหมายปลายทางนั้น...

หนทางนี้ เป็นหนทางที่นักบุญเปาโลได้ประกาศ ท่านประกาศข่าวดีด้วยชีวิตคริสตชน ชีวิตแห่งการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า ชีวิตที่เป็นประจักษ์พยาน ทำงาน ทำงาน และเจริญชีวิตท่ามกลางเพื่อนพี่น้อง เทศน์สอนพระวาจาของพระเจ้าทั้งโอกาสเหมาะและไม่เหมาะ นั่นคือ ชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานตลอดเวลาในข่าวดีของพระเจ้า แสงสว่างที่นำเราบนหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ โดยมีพระจิตของพระเจ้าทรงนำทางท่านตลอดเวลา... เวลานี้ กิจการอัครสาวก เล่าถึงช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าเป็นปลายทางชีวิตของนักบุญเปาโลแล้ว ท่านรู้ดีว่า โลกนี้ไม่ใช่ของท่าน และท่านกำลังจะกลับไปสู่บ้านแท้ของท่าน ท่านมองเห็นหนทางชีวิตและปลายทางชีวิตของท่านแล้ว ว่าท่านจะต้องจบชีวิตเป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้าอย่างไร ท่านมั่นใจครับว่า ท่านได้ทำทุกอย่างเพื่อประกาศข่าวดีแล้ว... จนท่านประกาศยืนยันว่า “ถ้าผู้ใดไม่รอดพ้น ข้าพเจ้าก็ไม่รับผิดชอบ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ละเลยที่จะประกาศพระประสงค์ของพระเจ้าแด่ท่าน” (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง กจ 20:17-27) และด้วยชีวิตที่เป็นแบบอย่างของเปาโล เราเห็นชีวิตที่เป็นข่าวดีของท่าน ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน การทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านเช่นเดียวกับทุกคน แต่ไม่ได้ละเลยที่จะเป็นข่าวดีและประกาศข่าวดีด้วยแบบอย่างชีวิตของท่านเลย...

เช้านี้ คำถามของการไตร่ตรองของพ่อเจ้าวัดน้อยๆ บราเดอร์น้อยๆ คนนี้คือ บัดนี้ ผมกำลังจะจบวาระของการเป็นพ่อเจ้าวัดแล้ว ชีวิตที่ผ่านมาของผมเป็นเช่นใด สามปีที่ประจวบฯ ผมได้ทำงาน ประกาศข่าวดี และเป็นประจักษ์พยานอย่างเต็มที่ถึงพระคริสตเจ้าอย่างไรท่ามกลางสัตบุรุษของผม... ผมจะจบงานนี้ด้วยวาจาของเปาโลได้หรือไม่ ว่าผมได้ทำทุกอย่างแล้ว เพื่อข่าวดี ถ้าผู้ใดไม่รอดพ้น ข้าพเจ้าก็ไม่รับผิดชอบ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ละเลยที่จะประกาศพระประสงค์ของพระเจ้าแด่ท่าน... ผมทำทุกอย่างเพื่อสัตบุรุษของผมแล้วหรือยัง... เดินทางไปเยี่ยมเยียน ถวายมิสซา อภิบาลศีลศักดิ์สิทธิ์ รับลูกๆ มาวัด เป็นเพื่อนร่วมทางยามเขาทุกข์ยาก อยู่เคียงข้างยามเขาเจ็บไข้ได้ป่วย ส่งเขากลับบ้านพระบิดา อยู่กับพวกเขาจนถึงที่สุด ผมทำเช่นนี้แล้วหรือยัง แบบพระเยซูเจ้า นายชุมพาบาลที่ดี แบบนักบุญเปาโล ยอดผู้อภิบาลของพระเจ้า เช้านี้ ผมต้องไตร่ตรอง...

สามปีที่ประจวบฯ ที่กำลังจะจบลง อย่างน้อยวันนี้ รถยนต์ที่ผมขับอยู่ ผมได้ทำให้มันเป็นข่าวดีใหม่จริงๆ แม้วานนี้ วันที่รถยนต์คันนี้ขับไปมาในหมู่บ้านของสัตบุรุษ ผมดีใจครับ ที่เวลานี้ มุมมองของสัตบุรุษที่ผมอภิบาลอยู่ได้เปลี่ยนไปต่อรถยนต์คันนี้ที่ผมใช้อยู่ ผมจำได้ว่า ปีแรก เวลาที่ผมขับรถคันนี้ไปเยี่ยมอภิบาลสัตบุรุษ คำถามที่เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาเห็นรถของพ่อเจ้าวัดประจวบฯ “คุณพ่อไปไหน ใครเป็นอะไร...” พวกเขาคิดถึงศีลเจิมคนไข้ หรือศีลทาสุดท้ายครับ... ผมถามตนเองวันนั้น เอ ทำไมรถพ่อเจ้าวัดขับออกไป ทำไมต้องใครเป็นอะไรด้วยอ่ะ... แต่มาจนวันนี้ ผมดีใจครับ ที่รถยนต์คันที่ผมใช้อยู่ มันเป็นที่คุ้นตาสัตบุรุษของผมไปแล้ว นั่นคือรถของพ่อเจ้าวัด นั่นคือรถของผู้อภิบาลที่ขับวนไปวนมาท่ามกลางหมู่คริสตชน สัตบุรุษของเขา มันไม่มีแล้ว เห็นรถคันนี้แล้วถามว่า “ใครเป็นอะไร...” แต่... “พ่อไปเยี่ยมใครมาอ่ะวันนี้ เมื่อไรจะมาหาฉันบ้าง...” ภาพนั้นเปลี่ยนไปครับ พระสงฆ์ไปที่บ้าน แสดงว่าใครเป็นอะไร หมายถึงศีลทาสุดท้าย คือไปวัดไม่ไหวแล้ว ไปวัดไม่ได้แล้ว กำลังจะกลับบ้านแล้ว อะไรทำนองนั้น... แต่วันนี้ มันหมายถึง ผู้อภิบาลผู้ร่วมทาง ผู้อภิบาลท่ามกลางประชากรของพระเจ้า ขับรถอยู่ในหมู่บ้าน คือไม่ไปไหน นอกจากอยู่กับลูกๆ อยู่กับสัตบุรุษ... พี่น้องที่รักครับ วันนี้เราอยู่ด้วยกันอย่างไรครับ เรายังอยู่ด้วยกัน เพื่อประคับประคองเตือนความเชื่อของกันและกันมากน้อยเพียงใด หรือเราเดินทางไปไกลจากบรรดาพี่น้องของเรา...

เอาล่ะ วันนี้ เช้านี้ ผมยังจะถวายมิสซาเพื่อสัตบุรุษของผมอยู่ ภาพของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ แบบอย่างของนักบุญเปาโลในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจของผม ในการเป็นผู้อภิบาลท่ามกลางประชากรของพระเจ้า พี่น้องของผม ด้วยพลังของพระจิตเจ้า ที่ผมจะทำทุกอย่าง ทำเต็มที่ เพื่ออยู่ท่ามกลางประชากรของพระเจ้า... “นำพระพร สอนพระวาจา ถวายบูชาทุกวัน นำวิญญาณสู่ที่รอดปลอดภัย” (คติธรรมงานอภิบาลของผมครับ) ... จะไหวไหมอ่ะ... พระจิตเจ้าเท่านั้นแหละครับ ที่จะเป็นพลังของพวกเราเพื่องานแห่งพระราชัยนี้...

พี่น้องที่รักครับ พี่น้องด้วยนะครับ พี่น้องด้วย ที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกและเลือกเราออกจากหนทางของโลก เพื่อเดินบนหนทางของพระองค์ ด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์ พระทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพ อีกทั้งความหวังถึงเมืองสวรรค์ที่พระองค์เสด็จล่วงหน้าเราไปก่อนแล้วด้วย... พี่น้องครับ วันนี้ เรายังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า เราเดินตามพระองค์ไป  เราเป็นศิษย์ของพระองค์ หากพระองค์ทรงหันกลับมา จะพบเรากำลังเดินตามพระองค์หรือเปล่า... พี่น้องที่รักครับ มันคงไม่ง่ายนัก แต่เรามีพลังขององค์พระจิตเจ้าครับ ขอให้เราพึ่งพลังของพระจิตเจ้าครับ และเราจะคิด เข้าใจ รู้สึก และทำเหมือนพระเยซูผู้ทรงมีพระจิตนำพระองค์เสมอ และบัดนี้ พระองค์ทรงมอบพระจิตเจ้านี้แก่พระศาสนจักร และแก่พวกเรา... ฟัง ฟัง ฟัง ครับ ฟังเสียงของพระจิตเจ้านะครับ ขอพระองค์ทรงเป็นพลังของเรา...

เชิญเสด็จมาเถิด ข้าแต่พระจิตเจ้า เชิญเสด็จมาประทับอยู่ในใจลูก และบันดาลให้ลุกร้อนด้วยไฟแห่งความรักต่อพระองค์ และต่อเพื่อนพี่น้องเถิด...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 1 8 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา
บทอ่าน กจ 20:17-27 /ยน 17:1-11ก
“ข้าพเจ้าทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้แล้วโดยปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จตามที่ทรงมอบหมายแก่ข้าพเจ้า” (ยน 17:4) พระเยซูเจ้ากำลังจะปฏิบัติภารกิจที่พระบิดาทรงมอบให้จนสำเร็จ บัดนี้เวลาของพระองค์ได้มาถึงแล้วเ เป็นเวลาที่เพิ่งจะทำภารกิจบนโลกนี้สำเร็จง ผ่านการการทรมาน การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพ ในฐานะเป็นสงฆ์สูงสูงสุด ผู้ที่ได้ที่ตัวเองเป็นเครื่องบูชาสำหรับความรอดของโลกนี้ เพื่อนำพระสิริรุ่งโรจน์ไปมอบให้พระบิดาเจ้า และพระบิดาเจ้าจะมอบพระสิริรุ่งโรจน์ให้พระองค์ เป็นการตอบแทนพระองค์ได้เสด็จมาในโลกนี้ เพื่อเผยแสดงพระธรรมชาติแท้จริงของพระเป็นเจ้าพระองค์พระองค์ยังได้สวดวิงวอนขอพระบิดาเจ้า สำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ว่าพระองค์เป็นผู้ที่พระบิดาได้ส่งพระองค์มาในโลกนี้ และพวกเขาจะมีส่วนในชีวิตนิรันดร พร้อมกับพระองค์ พระองค์ยังไดวอนขอพระบิดาเจ้าให้ปกป้องบรรดาผู้ติดตามพระองค์ ให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย นอกจากนี้ พระองค์ยังได้สวดวิงวอนให้พระศาสนจักร ใกล้ชิดสนิทกับพระองค์อาศัยความรัก
ในวันนี้เรายังระลึกถึงนักบุญอิสิโดร ท่านเป็นชาวนาที่มีใจศรัทธา ได้แต่งงานกับมารีย์แห่งกาเบซา และเมื่อลูกน้อยได้เสียชีวิตลง ทำให้ทั้งสองเชื่อว่าเป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า ที่ไม่ต้องการให้พวกเขามีบุตรทำให้ทั้งสองตกลงถือพรหมจรรย์ ทำงานตลอดชีวิตที่ยังเหลืออยู่ อิสิโดรได้ถูกเพื่อนกล่าวหาว่าละทิ้งหน้าที่ไปร่วมมิสซาประจำวัน และเอาเวลาไปสวดภาวนา ท่านจึงได้อธิบายว่า ท่านไม่มีทางเลือกอื่น นอกจะติดตามพระเยซูเจ้า นายจ้างได้มาขับไล่ท่านออกจากงาน แต่ปรากฏว่ามีเทวดามาไถนาแทนท่าน หลังความตายปรากฏว่า มีคนได้รับอัศจรรย์และหายจากโรคเป็นจำนวนมาก เมื่อมาสวดที่หลุมฝังศพของท่าน และปรากฏว่าร่างของท่านไม่เน่่าเปื่อย... มีใครที่ต้องการคำสวดภาวนาของฉันบ้าง? ...” ข้าแต่พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ โปรดช่วยลูกให้มีส่วนร่วมในกิจการต่างๆของพระองค์”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view