สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2018 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2018 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา

🌼 ผู้ที่วางใจในพระเจ้า
ก็ได้รับชีวิตนิรันดร์
ผู้ที่มาหาพระองค์
พระองค์จะไม่ทรงละทิ้งเขา

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2018
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา
https://youtu.be/4mbxkmf6Wqs

🎾ขอเทิดเกียรติ
https://youtu.be/pAbu_MHtu5g

🌴🌴🌴🌴🌴🌴🌴🌴

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2018
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา
อ่าน
กจ 20:28-38
ยน 17:11ข-19

เพื่อให้พันธกิจเกิดผลอย่างแท้จริง
พระเยซูเจ้าต้องการความเป็นหนึ่งเดียว
และชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ ของบรรดาผู้ร่วมงาน
โดยอาศัยความจริง

สิ่งที่ทำให้เปาโล สามารถทุ่มเท อุทิศตน
ในพันธกิจ จนเกิดผลดีมากมาย มาจาก
การที่ท่านตระหนักในพระวาจาที่ว่า
“การให้ย่อมเป็นสุข มากกว่าการรับ”
ท่านได้แสดงออกในการใส่ใจดูแล กลุ่มคนและ
หน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบอย่างเต็มที่

หมายเหตุ..
ผู้ให้...ย่อมเป็นที่รัก..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2018

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน...” (ยน 17:11-19ข)

พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนา

เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกัน 

คือหัวใจของพระศาสนจักรซึ่งเต้นเสมอด้วยความหวัง

ที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระวาจาของพระเจ้า และพระหรรษทานของพระองค์

วันนี้หัวใจของฉันได้รับการหล่อเลี้ยงจากใคร

จากพระเจ้า ผู้เป็นนายชุมพาบาลแสนดี

หรือจากผู้เลี้ยงในคราบสุนัขป่า...

________________

ขอให้ลูกๆ จงรักกัน และเป็นหนึ่งเดียวกัน... ดุจดังคำส่งเสียสุดท้ายของผู้กำลังจะจากไป... นักบุญเปาโลวันนี้ ห่วงใยในเรื่องนี้ เมื่อท่านกำลังจะจากไป พระเยซูเจ้าห่วงใยในเรื่องเดียวกัน พวกศิษย์ของพระองค์ต้องมีวุฒิภาวะในการเป็นศิษย์ของพระองค์ สิ่งหนึ่งคือ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน พระองค์ทรงห่วงใยเรื่องนี้ และทรงภาวนาเพื่อให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน...

เมื่อคู่บ่าวสาวโปรดศีลสมรสแก่กันและกัน พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันในสายสัมพันธ์ของศีลสมรส เมื่อนักบวชปฏิญาณตน พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันในความสัมพันธ์ของหมู่คณะนักบวช เมื่อพระสงฆ์รับศีลบวช เขาได้รับการปกมือจากบรรดาพี่น้องพระสงฆ์ พวกเขาก็เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในสังฆภาพของการเป็นพระสงฆ์ เมื่อพระสังฆราชได้รับการอภิเษก ท่านก็ได้รับการปกมือจากบรรดาพระสังฆราช เป็นเครื่องหมายของการต้อนรับเข้าร่วมในหมู่พระสังฆราช เมื่อคนหนึ่งรับศีลล้างบาป เสียงระฆังก็ดังกังวานขึ้น เสียงปรบมือต้อนรับ เป็นเครื่องหมายของการต้อนรับคริสตชนใหม่เข้าร่วมหมู่กับบรรดาคริสตชนผู้มีความเชื่อในโลกนี้ เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อกับหมู่สัตบุรุษผู้มีความเชื่อในโลกนี้ จะนำให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในความบรมสุขกับมวลผู้ศักดิ์สิทธิ์ในสวรรค์ด้วย

พระเยซูเจ้าทรงภาวนา เพื่อบรรดาศิษย์ นั่นคือทรงภาวนาเพื่อพระศาสนจักร เพื่อพวกเราด้วย เพื่อให้พวกเรา ศิษย์ของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ฝูงสุนัขป่า ศัตรูของพระศาสนจักรคือความแตกแยกกัน (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง กจ 20:28-38) ศัตรูนั้นทำให้หมู่คณะแตกแยกกัน ทำให้ครอบครับ ทำให้พระศาสนจักรแตกแยกกัน เมื่อความเห็นแก่ตัวเข้ามา การแบ่งปันก็หมดไป หัวใจของเราเริ่มเย็นชาต่อเพื่อนพี่น้องของเรา พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” นั้น กำลังหมดไป เมื่อทุกคนต่างกอบโกย เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพื่อตนเอง... นักบุญเปาโลเตือนกลุ่มคริสตชนด้วยน้ำตานองหน้า... “ข้าพเจ้าไม่เคยอยากได้เงินทอง หรือเสื้อผ้าของผู้ใด ข้าพเจ้าทำงานด้วยมือทั้งสองเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ ข้าพเจ้าให้แบบอย่างเสมอว่า เราต้องทำเช่นนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอ...” นี่แหละ คือความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระเยซู และนี่คืออัตลักษณ์ของการเป็นคนของพระเจ้า เป็นศิษย์ของพระเยซู คือการไม่ใช่คนของโลก... พระเยซูเจ้าภาวนา ไม่ได้เพื่อขอให้พระเจ้าทรงยกเราจากโลก แต่ทรงปกป้องคุ้มครองเราจากค่านิยมของโลก ที่ทุกวันนี้ ต่างคนต่างกอบโกยหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเอง และที่สุด ความรักก็เริ่มเย็นชาลง ความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ การติฉินนินทา การทำร้ายทำลายซึ่งกันและกันอย่างเยือกเย็น และแม้แต่ศิษย์พระเยซูเองก็เถอะ ที่สุดสิ่งเหล่านี้มีแต่จะนำมาซึ่งความแตกแยก แตกร้าว อยู่กันไม่ได้...

เมื่อพระสันตะปาปาฟรันซิส ขึ้นดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา พระองค์ตรัสเรื่องนี้อย่างหนักแน่น ทรงขอร้องเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกัน การติฉินนินทากัน ทำร้ายพระศาสนจักร มันบั่นทอนความเป็นหนึ่งเดียวในพระศาสนจักรมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเน้นมากๆ ในหมู่คณะนักบวช นักบวชที่เป็นภาพลางๆ ของครอบครัวแห่งสวรรค์ พ่อขออย่าได้นินทาว่าร้ายกันในหมู่คณะเลย... จากนั้นไม่นาน พระองค์ประกาศปีรณรงค์เพื่อชีวิตผู้ถวายตน คือปีผู้ถวายตน หรือปีนักบวชที่เราเรียกกัน... นี่คือสิ่งที่ต้องได้รับการฟื้นฟูจริงๆ ครับ...

ครอบครัวคริสตชน และหมู่คณะนักบวช เป็นเรื่องที่เดินมาด้วยกันตลอดเวลา ครอบครัวที่แตกแยก นำบาดแผลฉกรรจ์ มาให้พระศาสนจักร มีผลมากๆ ต่อกระแสเรียกการเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ มีผลมากๆ ต่อการอบรมเยาวชน... ครอบครัวและหมู่คณะนักบวช ที่สุภาพอ่อนโยน แบบพระเยซูเท่านั้นเอง ที่เป็นภาพลักษณ์ของความเมตตา และความดีของพระบิดาเจ้าสวรรค์อย่างที่พระเยซูเจ้าได้ให้แบบอย่าง พระองค์ไม่เคยพิพากษาตัดสินลงโทษใคร มีแต่ให้กำลังใจ ให้โอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไข ทั้งสอนให้หมู่คณะ ครอบครัวคริสตชน หมู่ศิษย์ของพระองค์ เรียนรู้ที่จะเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นกำลังใจแก่กันและกัน... เพราะความรอด ไม่ใช่การปักหลักอยู่ที่ภูเขาแห่งการจำแลงพระกาย แต่ความรอดเป็นของส่วนรวมของพระศาสนจักร คือการเดินกลับลงไป เพื่อนำสมาชิกที่อยู่ในความวุ่นวาย กลับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์

พี่น้องที่รักครับ แล้ววันนี้ เราเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ หรือเปล่า...งานแห่งการประกาศข่าวดีดำเนินไปไม่ได้ หากเราแตกแยกกัน ชีวิตนักบวช ชีวิตสมรส ไม่สามารถเป็นพยานอะไรให้กับโลกได้ หากเราแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน เจริญชีวิตเพื่อตนเอง ไม่ใช่เพื่อกันและกันอีกต่อไป... ดังนี้ แล้ว พระศาสนจักรจะเหลืออะไรให้เป็นพยานของข่าวดี ดังนี้แล้ว เราก็ถูกฝูงสุนัขป่าแห่งความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ขาดความเมตตา เข้าโจมตี และเราก็จะแตกแยกออกไปคนละทิศคนละทาง แล้วพระศาสนจักร ครอบครัวคริสตชน หมู่คณะนักบวช จะเหลืออะไรให้เป็นประจักษ์พยานถึงครอบครัวแห่งสวรรค์เล่า...

ความเชื่อในพระเยซูเจ้า จึงต้องแสดงออกซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน เจริญชีวิตเพื่อกันและกัน ไม่ใช่เพื่อตนเองจะได้ดูดีอย่างเดียว แต่ความดีที่แท้จริงนั้น เป็นความดีส่วนรวม... คำภาวนาของพระศาสนจักรในมิสซาบูชาขอบพระคุณวันนี้ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าครับ นั่นคือ... พระศาสนจักร ภาวนาพร้อมกับพระเยซูเจ้า ต่อพระเจ้า... และแท้จริงแล้ว ในบูชาแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระศาสนจักรนี้ พระศาสนจักร ยังคงภาวนาเสมอ เพื่อขอให้ พระศาสนจักร ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ข้าแต่พระผู้ทรงพระทัยเมตตา โปรดทรงพระกรุณาให้พระศาสนจักร ซึ่งพระจิตเจ้าทรงรวมไว้ด้วยกัน มีความสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ด้วยสิ้นสุดจิตใจ และมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริงด้วยเถิด...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม 18 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา
บทอ่าน กจ 20:28-38 / ยน 17:11ข-19
พระเยซูเจ้าได้มีชีวิต ได้สิ้นพระชนม์ และทรงกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อให้มนุษย์ได้มีชีวิต แต่ว่าการไถ่กู้ของพระองค์ ไม่ได้หมายความว่า เราเองไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ แต่เมื่อพระองค์ทรงเริ่มกระทำก่อน เราก็ต้องทำตามพระองค์เช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเป็นท่อธาร เพื่อให้คนที่เชื่อในพระวาจาของพระองค์ ใช้เป็นพลังในการทำต่อไป เพราะฉะนั้น พระวาจาซึ่งเราได้รับมาเช่นเดียวกับสานุศิษย์ของพระองค์ จะต้องไม่ทำให้เราเฉื่อยชาในการดำเนินชีวิต แต่ต้องลงมือทำ พร้อมทั้งรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาทั้งหมด
พระวาจาที่เราได้รับมานั้น จะเรียกร้องให้เรา ต้องทำตัวเป็นประจักษ์พยานของพระองค์ “พระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามาในโลกฉันใด ข้าพเจ้าก็จะส่งเขาเข้าไปในโลกฉันนั้น” (ยน 17:18) ถ้าการเป็นประจักษ์พยานของพระเยซูเจ้า นำมาซึ่งความเกลียดชังจากโลกนี้ คนที่เป็นสานุศิษย์ของพระองค์ก็จะได้รับเช่นเดียวกัน โลกรู้ว่า พระวาจาทำให้เราเป็นอิสระ และอยู่ฝ่ายความจริง และยังรู้ว่าโครงสร้างของสังคมที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้ ทำให้เราอยู่ใต้อำนาจของความโกหกมดเท็จและโลกียวิสัย
มีบางคนกล่าวว่า พระวาจาของพระเยซูเจ้าเป็นการคุกคาม ต่อระเบียบและความสงบของโลก วิธีการของพระองค์ถูกมองว่า เป็นการคุกคามต่อผู้มีอำนาจทางการเมือง อำนาจทางวัฒนธรรม และอำนาจทางศาสนา และด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงถูกตัดสินและถูกประณาม ว่าเป็นร่างทรงของการกดขี่ข่มเหง เป็นผู้ต่อต้านอำนาจฝ่ายโลก และอำนาจของผู้ปกครองบ้านเมือง ที่เต็มไปด้วยความโกหกมดเท็จ ความเกลียดชัง และความตาย คริสตชนจึงต้องรับชะตาเดียวกัน เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพระวาจาและชะตากรรมของพระองค์ และยังเป็นความจริงว่า ในตัวเรามีสัญชาตญาณของการปกป้องตนเอง ในเรื่องความปลอดภัยและความสงบในชีวิต ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ เมื่อพวกพ่อพยายามต่อสู้เพื่อให้ลูกๆได้รับสิ่งที่ดีๆและปกป้องกิจการของตน แม้ความรักที่พระเยซูเจ้าเคยสอนนั้น อาจไม่สามารถปกป้องชีวิตของลูก อันเป็นที่รักของพวกเขา แต่ก็ทำให้พวกเขาเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมพระเยซูเจ้าจึงยินดียอมตายบนไม้กางเขน ด้วยความซื่อสัตย์ต่อความรักและความบนอบต่อพระบิดาเจ้า.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view