สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญยุสติน มรณสักขี

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญยุสติน มรณสักขี

🌸 พระเจ้าทรงอยู่ด้วยในทุกทางที่ทรงสั่งให้เราเดินไป...
และแม้ในทางที่เราเดินตามใจเราเอง...พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่น..
เพื่อบอกเราให้หันกลับมา...ในทางที่เราควรจะเดิน

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2018
https://youtu.be/cgcxFm_bLO0

🌷วันที่งดงาม
https://youtu.be/mSQJ1reWl2w

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2018
ระลึกถึงนักบุญยุสติน มรณสักขี
อ่าน
1 ปต 4:7-13
มก 11:11-26

พระเยซูเจ้าทรงทำให้บรรดาศิษย์ได้เห็นว่า
สิ่งมีชีวิตที่ไม่เกิดผล ย่อมถูกสาปแช่ง
สำหรับศิษย์ของพระคริสตเจ้า
ผลที่พระเยซูต้องการคือ ผลอันมาจากความเชื่อ
ด้วยการอธิษฐานภาวนา

จดหมายนักบุญเปโตร ชี้ให้เห็น ผลของการภาวนา
ที่มาจากความรักนั้น นำไปสู่ การเสียสละ
รับใช้ โดยใช้พระพร ความสามารถ
ที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคน

แม้นว่าจะเกิดมาจากครอบครัวที่มีความแตกต่างในความเชื่อ
แต่เมื่อท่านนักบุญยุสติน ได้มีโอกาสพบปะ เรียนรู้ ความจริง
และเชื่อในพระคริสตเจ้า ชีวิตของท่านได้กลับกลายเป็นผลผลิต
ที่งดงาม ในการทำนุบำรุง พระศาสนจักร ให้พัฒนาเจริญเติบโต

หมายเหตุ..
ผลจะดีได้..ต้องการ..
ความใส่ใจในการดูแล..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญยุสติน มรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“เพราะมิใช่ฤดู” (มก 11:11-26)

ชีวิตคริสตชน ที่เป็นดังชีวิตที่ถอดแบบของพระคริสตเจ้า

ต้องเป็นชีวิตของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักและรับใช้

มอบชีวิตของตนเพื่อรักและรับใช้พระเจ้าและพี่น้อง

คือการรักและรับใช้ที่มาจากความจริงใจ

มีใช่เพื่อผลกำไร

นอกจากนั้น...

นี่คือชีวิตที่ไม่มีฤดูกาล

คริสตชนคือชีวิตที่ต้องดำเนินไปเสมอต้นเสมอปลาย

คือชีวิตที่ปกคลุมด้วยความรักและความดีของพระเจ้า

วันนี้ พรุ่งนี้ คือเสมอไป...

________________

เมื่อวานนี้มีพี่น้องบางคนถามว่า ไม่เห็นคุณพ่อเลือกพระวาจาที่ประทับใจพิมพ์ไว้ที่หัวบทไตร่ตรองเลย... จริงๆ แล้วต้องบอกว่า เมื่อวานนี้ ผมเจตนาที่จะเว้นไว้เช่นนั้นครับ เพื่อแสดงว่า ขณะที่อ่านพระวาจา ผมยังไม่พบข้อความที่สะกิดใจตรงๆ แต่ผมกลับพบสิ่งที่เป็นเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น เมื่อแม่พระพบกับนางเอลีซาเบธ นั่นก็คือ คำถามที่เกิดขึ้นครับ... วาจาใดหนอ ที่แม่พระทักทายนาง แล้วทำให้นางเกิดความชื่นชมยินดี... นั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่ผมไตร่ตรองครับ และสุดท้าย... เราก็ต้องบอกว่า นี่คือธรรมชาติของคริสตชนต้นแบบ รูปแบบของชีวิตคริสตชน คือชีวิตที่มีพระเจ้าประทับอยู่ภายในชีวิตของตน สิ่งที่ออกมาจากชีวิตของคริสตชน จึงต้องเปี่ยมล้นด้วยความรัก และความดีจากใจจริง... การประทับอยู่ช่วยเหลือจนจบงาน คือประมาณสามเดือนนั้น คือภาพของชีวิตที่อุทิศตนถึงที่สุด เพื่อรักและรับใช้จริงๆ 

แม่พระประทับอยู่กับนางเอลีซาเบธสามเดือน จึงเสด็จกลับ กลับไปพบชะตากรรมของตนเองต่อไป เจริญชีวิตของตนเองต่อไป แบบคริสตชน ผู้ที่มีพระเจ้าประทับอยู่... เช้านี้เช่นเดียวกันครับ ผมกลับวัดครับ กลับบ้านครับ บ้านที่เป็นบ้านของพระเจ้า บ้านที่เป็นบ้านของลูกๆ ของผมครับ เช้าวันศุกร์ต้นเดือน ที่ผมต้องออกเดินทางฝ่ายจิตอีกครั้ง เพื่อไปเยี่ยมเยียนพี่น้องที่อาวุโส เจ็บไข้ ไปด้วยการนำพระเยซูเจ้าไป ไม่เพียงแต่ในศีลมหาสนิทเท่านั้น แต่ต้องด้วยชีวิตของตนเองด้วย

นี่คือเยรูซาแลม นี่คือที่พระวิหาร ที่ที่ประชากรของพระเจ้ามาพบปะนมัสการพระเจ้า ที่นี่ ที่ที่ควรจะเป็นสถานพบปะแห่งความรักและความเมตตา... และพระวิหารในชีวิตของฉันวันนี้เป็นเช่นใด... ดีครับ ที่หน้าพระวิหารมีเทียน มีดอกไม้ หลายครั้ง มีเหล่าองุ่น มีแผ่นปังขาย มีศาสนภัณฑ์ขายด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้สัตบุรุษได้ซื้อสิ่งจำเป็นเหล่านี้เข้าไปถวายพระเจ้า... นี่คือการรับใช้เพื่อนพี่น้องครับ ใครเล่าจะบอกว่าไม่ดี และบางครั้งก็มีบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับพิธีกรรม ไม่เกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้าขายอีกต่างหาก มีขนมเค้ก มีของอีกหลายอย่างให้เราได้ซื้อไปเพื่อการแบ่งปันให้กันและกัน และบางครั้ง ผมเองก็ได้รับสิ่งเหล่านั้นด้วย ซึ่งสัตบุรุษซื้อครับ แต่เขาไม่เอากลับบ้านหรอก เขาเอาไปถวายคุณพ่อครับ... หลายครั้งที่ผมไปฉลองวัด ผมเห็นสัตบุรุษซื้อครับ และก็เอามาแบ่งปันให้ผม ไม่ได้เอากลับบ้านเลย นี่คือธรรมชาติพระวิหารของชาวยิว มาจนถึงวันนี้ด้วยหรือเปล่า... แต่เอ... วันนี้ พระเยซูเจ้าโมโหที่พระวิหาร... มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นซิ... แน่นอนครับ พระวาจาของพระองค์ตรัสออกมาชัดมากๆ “บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร”

เพราะที่หน้าพระวิหารครับ พี่น้องที่รัก ทำไมเทียนแพงเหลือเกิน ดอกไม้แพงมากๆ มีแต่คลาสสิก และหลายครั้งมันมาจากร้านที่เรียกว่า “ร้านของวัด” อ่ะครับ... “ไม่ได้อะไรเลย กำไรนิดเดียว” “วัดไม่ได้อะไรเลย” ก็แล้ววัดจะเอาอะไรอ่ะ... วันนี้ แทนที่วัดจะเปี่ยมด้วยสันติ วัดกลับเปี่ยมด้วยการทะเลาะวิวาท เรื่องเงินตรา กำไรจากการทำมาหากิน ภาพที่หน้าพระวิหารเป็นดังซ่องโจรไปซะงั้น...

วันนี้ พระวาจาของพระเจ้านำให้เราเดินตามพระเยซูเจ้าไปถึงเยรูซาแลมแล้ว พระองค์เสด็จเข้าไปที่พระวิหาร แล้วสิ่งที่พระองค์ทรงพบ กลับกลายเป็นสิ่งที่พระองค์ต้องสะสาง... พี่น้องที่รักครับ พระวิหารฝ่ายจิตของเราวันนี้เป็นเช่นใด ยังเป็นที่ที่เราพบปะกับพระเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ในชีวิตของเราจริงๆ หรือไม่ ที่พระวิหารของฉัน น้ำที่ไหลออกจากใต้พระแท่นบูชา น้ำที่ไหลไปที่ได้ ที่นั่นก็มีชีวิต... บัดนี้ ชีวิตคริสตชนที่เกิดในศีลล้างบาปที่หน้าพระแท่นบูชา เราเดิน เราไหลไปที่ใด เราทำให้ที่นั่นมีชีวิต หรือเราทำให้ชีวิตที่นั่นอับเฉาไป... ชีวิตคริสตชนของเรา เรามีชีวิตอยู่เพื่อใคร เพื่อพระเจ้า เพื่อเพื่อนพี่น้อง หรือเพื่อตนเองเท่านั้น... วันนี้ ฉันเป็นนักบวช ฉันเป็นพระสงฆ์ คาบของฉันดูดี คือฉันเป็นผู้รับใช้ แต่แท้จริงแล้ว ฉันเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ ฉันเป็นเพื่อใคร... แท้จริงแล้ว ฉันกำลังหาผลกำไร หาความดีเข้าตนเองหรือเปล่า หาผลประโยชน์เพื่อตนเองเท่านั้นหรือเปล่า ฉันเป็นพระสงฆ์ ฉันเป็นนักบวช ฉันทำเพื่ออะไรจริงๆ เพื่อรักและรับใช้พระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง หรือเพื่อตนเองเท่านั้น... พี่น้องที่รักครับ นี่คือกระแสเรียกคริสตชนครับ ที่เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าครับ เพื่อรักและรับใช้พระองค์ผู้ทรงประทับอยู่ในบรรดาเพื่อนพี่น้องของเราครับ เราเป็นเช่นนั้นเพียงใด หรือเราเป็นเพียงเพื่อแสวงหาผลกำไรเข้าตนเองเท่านั้น... วันนี้ฉันเป็นคริสตชนเพื่ออะไรกันแน่...

นี่คืออัตลักษณ์ประการหนึ่งของชีวิตคริสตชนที่ผมได้รับแรงบันดาลใจจากพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ครับ ที่หน้าพระวิหาร ภาพที่ดูเหมือนการเป็นผู้รับใช้ การบริการคนอื่น... แท้จริงแล้ว ผมจริงใจทำเพื่อเพื่อนพี่น้อง หรือเพื่อผลกำไรของชีวิตคริสตชน หากผมทำเพื่อสิ่งหลัง วันนี้ พระเยซูเจ้าย่อมต้องชำระผมแน่ๆ ครับ เพราะพระองค์ทรงเรียกเราให้ติดตามพระองค์มาเพื่อเป็นผู้ที่รักและรับใช้ครับ ยิ่งเป็นนักบวช ยิ่งเป็นพระสงฆ์ สิ่งเหล่านี้ยิ่งต้องเด่นชัด... การบ้านของผมที่ผมต้องทำต่อคือ วันนี้กระบวนการการทำงานในชีวิตนักบวช พระสงฆ์ของผม ผมเป็นผู้รับใช้ที่จริงใจจริงๆ ที่ให้ทุกคนแบบเปล่าๆ จริงหรือไม่ หรือเพียงเพื่อผลประโยชน์ เพื่อผลกำไรที่ผมจะได้รับเท่านั้น... ขอเราไตร่ตรองชีวิตคริสตชน ชีวิตนักบวช และชีวิตพระสงฆ์ ของเรา ตามกระแสเรียกของเราแต่ละคนกันเถอะครับ... หากวันนี้ พระเยซูเจ้าเสด็จมาที่พระวิหารแห่งชีวิตของเรา พระองค์จะพบบ้านแห่งนี้ เป็นบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนา หรือเป็นซ่องโจร...

ความคิดอีกประการหนึ่ง ที่ผมได้รับแรงบันดาลใจจากพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้คือ การที่พระเยซูเจ้าทรงสาปแช่งต้นมะเดือที่ไม่เกิดผล และมันก็ตายไป นักบุญมาระโกบันทึกว่า “เพราะไม่ใช่ฤดู” คำนี้คำเดียวเลย วันนี้ ผมถูกตีสอนจริงๆ จากพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ครับ... ดูเหมือนว่า พระเยซูเจ้าไม่ยุติธรรมเลย ก็พระองค์ทรงสร้างมันมาให้มีฤดูกาลในการให้ผลผลิต และนี่ไม่ใช่ฤดูกาลของมัน... ที่จันทบุรี อีกไม่นาน ผลไม้จะหมดฤดูกาล มันไม่มีผลทั้งปี ผลไม้บางอย่างมีฤดูกาลของมัน บางอย่างให้ผลทั้งปีเลย... แต่นั่นเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าครับ แต่สิ่งสร้างหนึ่งที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาสิ่งสร้างทั้งหลาย นั่นคือมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างมาเพื่อเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้าครับ พระเจ้าผู้ทำงานตลอดเวลา พระเจ้าผู้ทำงานเสมอ พระองค์ผู้ทรงเป็นองค์ความดี ความรักและความเมตตาตลอดเวลา นี่จึงเป็นภาพลักษณ์ของคริสตชนด้วย ... ชีวิตคริสตชนต้องดี ต้องเกิดผลเสมอแบบไม่มีฤดูกาลครับ

เมื่อพระองค์เสด็จมา... พระองค์จะพบชีวิตของเราเป็นเช่นใด...

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกเจริญชีวิตทุกวัน ตลอดเวลา สะท้อนภาพความรักและพระเมตตาของพระองค์ด้วยน้ำใสใจจริง ไม่เสแสร้งหลอกลวง ขอให้ลูกเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ เพื่อพระองค์และเพื่อนพี่น้องเสมอ ตลอดเวลา ขออย่าให้ลูกเจริญชีวิตเพื่อหาผลกำไรเพื่อตนเองเลย แต่ไม่ใช่เพื่อพระองค์และเพื่อนพี่น้อง พระเจ้าข้า ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 8 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1ปต 4:7-13 / มก11:11-26
“มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิฐานภาวนา สำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร” (ข้อ 17)
พระเยซูเจ้าได้เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ในฐานะเป็นนครของพระเมสสิยาห์ในสมัยกษัตริย์ดาวิด พระองค์ถือว่าไม่เป็นนคร สำหรับผู้นำทางทหาร แต่สำหรับผู้รับใช้ที่สุภาพอ่อนโยน ขณะที่พระองค์ประทับอยู่บนหลังลูกลา (ศคย 9:9) ฝูงชนได้ตะโกนต้อนรับพระองค์ว่า “โฮซันนา” ที่มีความหมายว่า”ขอให้เมืองสวรรค์ โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย” และเมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นต้นมะเดื่อไม่มีผล พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่า ต้นมะเดื่อต้นนี้ เปรียบเหมือนประชากรอิสราเอล ที่ไม่มีผลงาน พระองค์ได้เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม และทรงเห็นประชาชนที่ไม่มีความเคารพ ต่อสถานที่ที่เปรียบเหมือนบ้านของพระบิดาของพระองค์ จึงได้ทรงขับไล่พ่อค้า และคนแลกเปลี่ยนเงินตรา การสาปแช่งต้นมะเดื่อที่ไม่มีผล มีความหมายว่า พระเป็นเจ้าจะทรงพิพากษาทุกคน ที่ไม่สั่งสอนประชาชน ให้เข้าใจความหมายที่แท้จริง ของการถวายบูชาแต่พระเป็นเจ้า พระองค์ได้เสด็จมา ในฐานะเป็นอาจารย์ที่มีอำนาจ ในการปลูกฝังความเชื่อ การสวดภาวนา และการให้อภัยโทษ...ท่านเข้าร่วมในพิธีกรรม ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างตั้งใจหรือไม่?...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดช่วยลูกให้มองเห็นข้อบกพร่อง เมื่อลูกไม่ได้ถวายเครื่องบูชาที่แท้จริง
นักบุญยุสติน เป็นผู้มีชื่อเสียงในการปกป้องความเชื่อของคริสตชน เกิดที่เมืองฟลาวีอา เนอาโปลิส ในปี 100 ท่านมีการศึกษาที่ดีในด้านวรรณคดี และประวัติศาสตร์ ได้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนด้านปรัชญาจากหลายสำนักด้วยกัน ขณะที่อยู่ที่เมืองเอเฟซัส ท่านได้รับความประทับใจจากความมั่นคง ของบรรดามรณสักขี และได้กลับใจเป็นคริสตชนในปี 130 ต่อมาได้มีโอกาสปกป้องความเชื่อของคริสตชน ที่เอเชียไมเนอร์และที่กรุงโรม ท่านได้ถูกกล่าวหาว่า นับถือศาสนาที่หลงผิด แต่ท่านปฏิเสธที่จะละทิ้งศาสนา และได้ถูกตัดศีรษะ พร้อมกับลูกศิษย์ ท่านจึงเป็นแบบอย่างของผู้ที่ยึดมั่นในความเชื่ออย่างไม่เปลี่ยนแปลง.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view