สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญมาร์แชลลิน นักบุญเปโตร มรณสักขี

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2018  ระลึกถึงนักบุญมาร์แชลลิน นักบุญเปโตร มรณสักขี

🌹 พระเจ้าข้า ลูกเชื่อในพระองค์ 
ลูกกราบนมัสการพระองค์ 
วางใจในพระองค์และรักพระองค์ 
ลูกกราบขออภัยโทษแทนผู้ที่ไม่เชื่อในพระองค์ 
ไม่นมัสการพระองค์ ไม่วางใจในพระองค์ และไม่รักพระองค์

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2018
ระลึกถึงนักบุญมาร์แชลลิน นักบุญเปโตร มรณสักขี
https://youtu.be/COFKv5M1QGU

💦 On Eagle's Wings
http://youtu.be/MvpjxfWrjzYW

🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2018
ระลึกถึงนักบุญมาร์แชลลิน
นักบุญเปโตร มรณสักขี
อ่าน
ยด 1:20-25
มก 11:27-33

เมื่อความอิจฉา ลุ่มหลง ในการแสวงหาอำนาจ
เข้าครอบงำ ทำให้บรรดามหาสมณะ ธรรมาจารย์
และผู้อาวุโสบางคน
ออกนอกทางของความเชื่อ

จดหมายนักบุญยูดาห์ ตอกย้ำ..
เพื่อจะไปถึงเป้าหมายของการพบความสุขกับพระเจ้า
จงเสริมสร้างตนเอง จากพื้นฐานความเชื่อ
จงอธิษฐานภาวนา จงมีความรักที่มั่นคง
จงมีใจเมตตา เอื้อเฟื้อ

ด้วยตระหนักในคุณค่าของความเชื่อ เมื่อตกเป็นเหยื่อ
จากการเบียดเบียนของจักรพรรดิดีโอเกลซีอานุส
จนต้องขุดหลุม เพื่อใช้ฝังศพตนเอง
นักบุญมาร์แชลลิน และนักบุญเปโตร
เลือกที่จะสละชีวิตของตน เพื่อยืนยันความเชื่อนี้

หมายเหตุ..
ถ้าความเชื่อมั่นคง
ก็ไม่มีอะไร จะสามารถ เปลี่ยนคุณได้

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา” 

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ท่านมีอำนาจใด จึงทำเช่นนี้...” (มก 11:11-26)

อำนาจของพระคริสตเจ้า

อำนาจของเราคริสตชน

คืออำนาจที่จะเจริญชีวิตตามความจริงและความดี

เจริญชีวิตในความชอบธรรมของพระเจ้า

เราไม่มีอำนาจอื่น นอกจากอำนาจแห่งการเป็นลูกพระ

เราเป็นลูกพระ เราต้องไม่ลืมสิ่งนี้...

เราไม่มีอำนาจของปีศาจในชีวิตเรา

เราต้องไม่มีสิทธิ์ มีอำนาจในความอธรรม

แต่อำนาจของคริสตชนคือ “ความชอบธรรม”

________________

วานนี้ พระวาจาของพระเจ้านำผมและพี่น้องให้ได้ไตร่ตรองเรื่องชีวิตคริสตชนที่ต้องเป็นจากส่วนลึกของหัวใจ คือเป็นจริงๆ จากภายใน รักและรับใช้ ไม่ใช่แต่ในเครื่องแบบนักบวชที่แสดงและให้ความหมาย แต่ในชีวิตจริงกลับเจริญชีวิตเยี่ยงกษัตริย์ เจริญชีวิตเพื่อให้เพียงดูดีเท่านั้น แต่ไม่ดีจริงๆ อาจจะดูเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ และเรียกตนเองว่า ผู้รับใช้ของทุกคน แต่แล้วสุดท้าย สิ่งที่เป็นอยู่กลับเป็นเพียงภาพภายนอกเพื่อกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง เหมือนของที่ขายที่หน้าพระวิหาร ที่ดูดี เป็นการบริการรับใช้ชุมชน อำนวยความสะดวกเพื่อเพื่อนพี่น้อง แต่แล้ว พระวิหารแห่งชีวิตเราจริงๆ กลับเอาความดี ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ไปแลกกับความศรัทธาของคนอื่นๆ เพื่อนำผลประโยชน์เข้าหาตนเองเท่านั้น... การทำสิ่งที่ดูดี น่าเชิดหน้าชูตา มีเกียรติ รวมทั้งนำผลประโยชน์อื่นๆ มาให้มากมาย นี่คงไม่ใช่ชีวิตคริสตชน ไม่ใช่ชีวิตนักบวช และไม่ใช่ชีวิตพระสงฆ์และไม่ใช่ชีวิตของภราดาน้อยอย่างผมด้วยใช่ไหม???

ชีวิตคริสตชนที่ต้องจริงใจต่อการเรียกของพระเยซูเจ้า คือชีวิตที่ต้องเกิดผลตลอดเวลา ตลอดทุกฤดูกาล เพื่อเป็นความรักและความชื่นชมยินดี ความเมตตาสงสาร แบ่งปันและช่วยเหลือเพื่อนพี่น้อง ต้องเป็นแบบนี้แบบไม่มีฤดูกาล แต่เสมอครับ พร้อมเสมอที่จะเป็นสิ่งนี้ และเป็นจากน้ำใสใจจริง จริงใจ ไม่เสแสร้งหลอกลวง

เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งท้าทาย เพื่อการกลับใจและเปลี่ยนแปลงตนเองแบบนี้ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงท้าทายบรรดาคนที่ดูเหมือนบริการรับใช้ชุมชนที่หน้าพระวิหาร แต่แล้ว พวกเขาก็ทำให้พระวิหารกลายเป็นซ่องโจร เป็นที่กอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตนเอง ในคราบของการเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ หรือแม้แต่การเป็นคริสตชนด้วย ที่หลายครั้ง วัด พระวิหาร สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า กลับกลายเป็นที่หาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเองของพวกเรา แต่เมื่อเราไปวัด เมื่อออกจากวัดกลับบ้าน ชีวิตของเราก็เหมือนเดิม ไม่ได้มีความตั้งใจจริงที่จะปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลงตนเองให้สอดคล้องกับจิตตารมย์ของการเป็นศิษย์พระเยซู การรับศีลอภัยบาปที่สักแต่สารภาพไปแบบชุ่ยๆ มีแต่บาปมูล ไม่มีบาปตัวใหญ่ๆ ที่ซ่อนอยู่ออกมาเปิดเผยตัวตน และสำนึกผิด เข้าพึ่งพระหรรษทานและพระเมตตาของพระเจ้า เพื่อจะกลับใจอย่างแท้จริงเลย... ที่แก้บาป ฝาแก้บาป ทำให้เราดูดีที่ได้เข้าไปรับศีลอภัยบาป แต่หัวใจของเราเป็นทุกข์เสียใจ และสำนึกผิด เข้ารับความช่วยเหลือจากพระเจ้า เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองมากน้อยแค่ไหน... การเดินเข้าวัดวันอาทิตย์ ที่ทำให้เราดูเป็นคริสตชนที่ดี การสวมอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์และประกอบพิธีกรรมอย่างสง่างามนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสักการบูชาจริงใจจากหัวใจของเรามอบแด่พระเจ้าจริงๆ หรือเปล่า หรือเป็นเพียงสิ่งที่เราใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อให้เราดูดีเท่านั้น... มันก็คงไม่ต่างจากพระวิหารที่เราใช้เป็นซ่องโจรนั่นเอง...

“ท่านที่รักทั้งหลาย จงเสริมสร้างตนเอง จากพื้นฐานความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของท่านจงอธิษฐานภาวนาในพระจิตเจ้า จงมีความรักอย่างมั่นคงในพระเจ้า... จงสงสารคนที่อ่อนแอ จงสงสารผู้อื่น แต่ต้องระมัดระวัง” (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง ยด 1:20-25)

จงอยู่ห่างแม้กระทั่งเสื้อที่เปื้อนมลทินของเขา... ไม่ได้หมายถึงการรังเกลียดเขา... เราต้องรักเขา สงสารเขา... เรารักเขา แต่เราไม่รักมลทินของเขา นั่นหมายความว่า เราต้องรักพี่น้องของเรา แต่เราต้องไม่ยอมรับความไม่ถูกต้อง เราต้องเรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การร่วมชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงการต้องร่วมในบาปของกันและกัน แม้ว่าผลของบาปจะทำให้เราบาดเจ็บด้วยกันเพราะความเป็นส่วนต่างๆ ในร่างกายเดียวกันก็ตาม แต่เราย่อมปรารถนาสะสาง และกำจัดความไม่ถูกต้องออกไปจากจิตตารมย์ที่แอบแฝง สิ่งที่ขัดแย้งต่อความเป็นศิษย์ของพระเยซู

ต่อหน้ามโนธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เสียงของพระเจ้าในหัวใจเรา ที่เรียกร้องให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นคือการกลับใจ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่บางทีมันดูเสแสร้างหลอกลวง เป็นสิ่งที่ดูดี แต่อาจจะไม่ดีจริงๆ... เมื่อต้องเผชิญคำถามของพระเยซูเจ้า... พิธีล้างของยอห์น มาจากสวรรค์หรือมาจากมนุษย์... อคติและผลประโยชน์กลับเป็นสิ่งที่เราปกป้อง และไม่ยอมตอบรับสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิเสธที่จะฟังเสียงของความจริง เพียงเพราะฉันจะเสียผลประโยชน์ หรือฉันจะไม่ได้รับอะไรดีจากสิ่งนั้น... และสุดท้าย เขาก็ตอบ ตอบว่า “ไม่รู้” และนี่หรือความจริงใจ

คำว่า “รู้แล้ว” คงไม่ใช่คำที่หยาบโลนแต่ประการใด หากเป็นสิ่งที่เป็นความใสๆ จริงใจจากหัวใจจริงๆ หากเป็นวาจาที่ออกมาจากหัวใจของเราจริงๆ แล้ว มันย่อมเป็นวาจาที่แสนสุภาพ อ่อนโยน เพราะมันออกมาจากหัวใจของความเป็นธรรม จากความจริงใจ ไม่ใช่เสแสร้ง มันจึง “อ่อนโยน” ยิ่งนัก... เพราะคนที่รู้แล้ว แต่ไม่ปฏิบัติ นั่นก็คงไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่าอะไร แต่อาจจะทำคุณค่าของเขาลดลงด้วยซ้ำไป เมื่อความจริงนั้นทำให้เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความถูกต้อง ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตนเอง แล้วเราก็ตอบพระเยซูเจ้าว่า “เราไม่รู้” เราไม่รู้เลยจริงๆ กระนั้นหรือ...

เมื่อเราต้องทำสิ่งที่เป็นความชอบธรรม คงมีเสียงถามเราเช่นนี้บ้างแล... “ท่านมีอำนาจใด จึงทำเช่นนี้...” (มก 11:11-26) ... พี่น้องที่รักครับ นี่แหละครับคืออำนาจของเราคริสตชน เราเป็นลูกพระเจ้า เรามีหน้าที่ต้องยืนยันความจริง และเจริญชีวิตบนหนทางแห่งความดีจริง กระแสเรียกของเราคือการเป็นคนดีบริบูรณ์เหมือนพระบิดาเจ้าสวรรค์... เราอาจจะบอกว่า ไม่มีทางเป็นไปได้... แต่เราก็ต้องพยายามเพื่อให้ชีวิตของเราที่ถูกสร้างมาเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้านั้น เราต้องเป็นจริงๆ  เราเป็นลูกพระครับ พี่น้อง เราไม่มีทางเลือกเป็นอื่น เราต้องเป็นคนดีจริงๆ เท่านั้น เราต้องเป็นคนดีจากน้ำใสใจจริงของเรา จริงใจไม่ใช่จิงโจ้ ชีวิตของเราต้องเป็นพระวิหารที่ใครๆ มองเห็นการประทับอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของเราครับ นั่นคือความถูกต้อง ความยุติธรรม ความชอบธรรม ไม่ใช่เสแสร้งหาผลประโยชน์เข้าตนเอง... นี่คืออำนาจของเรา เพราะเราเป็นลูกพระ เราไม่มีอำนาจทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งนี้ นั่นเป็นอำนาจของปีศาจและพรรคพวกของมัน ไม่ใช่อำนาจของลูกของพระเจ้า...

ข้าแต่พระเจ้า ด้วยศีลล้างบาป พระองค์ทรงสวมทับลูกไว้ด้วยอาภรณ์ของความเป็นลูกของพระองค์ ขอให้ลูกรู้และต้องรู้ว่า สิ่งใดถูกต้องชอบธรรม และเจริญชีวิตตามเสียงของความถูกต้องชอบธรรมนั้นจากน้ำใสใจจริงเถิด...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 8 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ยด 1:17,20-25 / มก11:27—33
ทำไมพระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นเถาองุ่นแท้? การใช้รูปแบบของเถาองุ่นเพื่อให้ความหมายทางศาสนา นั้น ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากชาวยิว เนื่องจากดินแดนของประเทศอิสราเอลอุดมไปด้วยสวนองุ่น ในอดีตประกาศกอิสยาห์ได้เคยกล่าวถึงประชากรอิสราเอล เป็นเหมือน “สวนองุ่นของพระเป็นเจ้า” (อสย 5:7) และประกาศกเยเรมีย์ก็ได้เคยพูดว่า พระเป็นเจ้าจะปลูกประชากรอิสราเอล “เป็นสวนองุ่นที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรร” ( ยรม 2:21) ขณะที่สวนองุ่นได้กลายเป็นเครื่องหมายของประชากรอิสราเอล ในฐานะเป็นชนชาติหนึ่ง ผู้แต่งพระคัมภีร์ได้ใช้สวนองุ่น เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงความเสื่อมถอยทางด้านจิตใจและด้านศีลธรรม ประกาศกอิสยาห์ได้เคยทำนายว่า ประชากรอิสราเอล จะให้ผลผลิตเป็นองุ่นรสเปรี้ยว (อสย 5:1-7) ส่วนประกาศกเยเรมีย์ได้พูดถึงอิสราเอลได้กลายเป็นต้นองุ่นเปรี้ยว (ยรม 2:21)
ส่วนเราต้องสร้างรากแก้วใน”ต้นไม้แห่งชีวิต” ในองค์พระเยซูเจ้าที่ได้ตรัสว่าพระองค์เป็นต้นองุ่น และคนที่ไม่ผูกติดกับพระองค์ และกับพระวาจาทรงชีวิตของพระองค์ จะไม่สามารถผลิตผลและมีศีลธรรมที่ดีได้ และการที่เราจะยึดติดกับคนใดคนหนึ่งนั้น หาเพียงพอไม่ เราจะต้องยึดติดอย่างมั่นคงกับ”ต้นไม้แห่งชีวิต” (วว 22:1-2,ปฐก 2:8-9) ซึ่งหมายถึงพระบิดาเจ้า และพระบุตรแต่พระองค์เดียวของพระองค์ คือ พระเยซูคริสตเจ้า ผู้เป็นท่อธารแห่งชีวิต ซึ่งจะคอยหล่อเลี้ยง และทำให้เราบังเกิดผล และในพระองค์เท่านั้น ที่ทุกคนจะสามารถผูกติดกับ “สวนองุ่นของพระเป็นเจ้า”....”ท่านจะมีชีวิตอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า ท่านมีความเมตตาต่อคนหนุ่มสาว มีความเห็นใจผู้สูงอายุ มีความเห็นใจผู้ที่กำลังมีปัญหา มีความอะลุ่มอะล่วยกับคนอ่อนแอและแข็งแรง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในตัวท่าน เมื่อถึงวันอันเหมาะสม” (ประธานาธิบดียอร์จ วอชิงตัน)...พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับพวกเขาว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย” (ยน 6:35).

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/EgdHVbtsmbw

view