สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญบอนีฟาส พระสังฆราชและมรณสักขี

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญบอนีฟาส พระสังฆราชและมรณสักขี

🍄แสวงหาพระเจ้า …
เพื่อที่จะพบพระองค์
ค้นพบพระเจ้า …
เพื่อจะแสวงหาพระองค์
ตลอดไป ……

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2018
ระลึกถึงนักบุญบอนีฟาส พระสังฆราชและมรณสักขี
https://youtu.be/NwCtQELCAlY

🍏พระสัญญา
https://youtu.be/tv0XbUqKtkk

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2018
ระลึกถึงนักบุญบอนีฟาส พระสังฆราชและมรณสักขี
อ่าน
2 ปต 3:12-15ก, 17-18
มก 12:13-17

เมื่อถูกผจญ ด้วยการเยินยอ สรรเสริญ
พร้อมกับตั้งคำถามเพื่อจับผิด
พระเยซูเจ้าทรงอดทน พร้อมกับ
สอนให้คนที่มาจับผิด รู้จักการแยกแยะ ระหว่าง
เรื่องทางโลก กับเรื่องของพระเจ้า

เพื่อจะไม่หลงผิด ติดตามคนที่คิดไม่ซื่อ
จดหมายนักบุญเปโตรแนะนำ ให้ระมัดระวัง
อย่าปล่อยตัว

ด้วยความซื่อสัตย์ ในการปฎิบัติตหน้าที่
มิชชันนารี ผู้แพร่ธรรม อย่างอดทน
ท่านนักบุญบอนีฟาส สามารถ นำการเปลี่ยนแปลง
มาสู่พระศาสนจักร ด้วยการปรับปรุง แก้ไข
ธรรมเนียมของพระศาสนจักรให้มีความเหมาะสม

หมายเหตุ..
การจะก้าวไปด้วยกัน..
อย่ามัวแต่..เป็นนักจับผิด
อย่ามัวแต่.. คิดริษยา
อย่าเสียเวลา กับ ความหลัง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญบอนีฟาส พระสังฆราช และมรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้าก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด...” (มก 12:13-17)

ในสองอาณาจักรที่เรากำลังเจริญชีวิต

อาณาจักรของโลกนี้ที่เป็นเพียงเวลาสั้นๆ

อาณาจักรของพระเจ้าที่เป็นอาณาจักรนิรันดร

การเป็นคริสตชน การเป็นลูกของพระในอาณาจักรแห่งโลกนี้

เราไม่ได้ทำความเสียหายอะไรให้โลกนี้

แต่แสงสว่างแห่งการเป็นลูกของพระเจ้า

ทำให้เวลาของเราในโลกนี้เพียงสั้นๆ

บันดาลให้โลกนี้ศักดิ์สิทธิ์ไป เพราะความเป็นลูกพระเจ้า

การเจริญชีวิตในความเป็นบุตรของพระเจ้า

จึงเป็นหนทางที่ไม่เคยทำร้าย ทำลายผู้ใด

แต่เป็นหนทางที่เราก้าวเดินผ่านไปในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

และทิ้งความดี และความศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ให้โลกได้จดจำและระลึกถึง

เพื่อความดีของคริสตชน จะทำทุกคนสรรเสริญพระบิดาเจ้าผู้สถิตในสวรรค์

________________

พี่น้องที่รักครับ... แม้เราเป็นคริสตชน เราก็เป็นผู้ที่ต้องเจริญชีวิตอยู่ในโลก เพียงแต่เราไม่ใช่คนของโลก พระเจ้าทรงประทานเวลา และโอกาสเพียงชั่วคราวให้เราได้เจริญชีวิตอยู่ในโลก เป็นดังภาพลักษณ์ของพระองค์ผู้ประทับอยู่ในโลกนี้ และบันดาลให้โลกศักดิ์สิทธิ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความดีของพระเจ้า... บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (2ปต 3:12-15ก, 17-18) รวมทั้งบทสดุดีที่ 90 ด้วย เป็นภาพที่แสดงให้เราเห็นว่า เราได้รับพระพร เป็นโอกาสใหเจริญชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ที่สุด เวลานี้จะผ่านพ้นไป ชีวิตของเราจึงต้องเป็นชีวิตที่ดำเนินไปในสันติ ปราศจากมลทินและไร้ข้อตำหนิ จงระมัดระวังอย่าปล่อยตัวในความอธรรม และสูญเสียความมั่นคงในความเชื่อที่เรามีในพระเจ้าเสีย แต่จงเจริญชีวิตในพระหรรษทานของพระเจ้าเสมอไป (บทอ่านที่ 1) ด้วยว่าชีวิตของเราในโลกนี้เป็นเพียงเวลาสั้นๆ วันเวลาจะผ่านพ้นไป แต่ความรักของพระเจ้ามั่นคงเป็นนิจนิรันดร์ เป็นความรักที่ประทานให้เราทุกยามเช้า และจะนำเราไปสู่ความรักที่สมบูรณ์ของพระองค์ในบ้านแท้นิรันดรของพระองค์... นี่คงไม่ใช่ความคิดที่สุดโต่งไปหน่อยหรือ... ไม่ครับ แต่นี่เป็นความคิดของลูกของพระเจ้าครับ นี่เป็นความคิด นี่เป็นอุดมการณ์ของเราคริสตชน เพราะเราเชื่อมั่นว่า เรากำลังเดินทางในโลกนี้ เพื่อกลับบ้านของเรา เป็นบ้านแท้นิรันดร เป็นบ้านของเราที่เราจะกลับไปในความเป็นลูกของพระเจ้า และเราต้องไม่ปล่อยตัวให้สูญเสียความเป็นลูกของพระเจ้าระหว่างทางจาริกบนโลกนี้ เราจึงจะกลับบ้านอย่างสง่างาม เพราะเราเป็นบุตรแห่งพระราชัยสวรรค์ เราจึงกำลังเดินทางกลับบ้านของเราในฐานะบุตร สวรรค์จึงไม่ใช่รางวัลของผู้ทำความดี แต่สวรรค์คือบ้านของลูกของพระ และลูกของพระนี้เองไม่ใช่หรือ ที่ต้องเป็นคนดีบริบูรณ์ดังพระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงความดีบริบูรณ์

พี่น้องที่รัก ในสองอาณาจักรนี้ เราต้องจ่ายภาษี เราต้องเสียส่วยครับ ของของโลก เราคืนให้กับโลก และของของพระเจ้าเราก็ต้องคืนให้พระเจ้าด้วย นั่นหมายความว่า ลูกของพระเจ้าต้องเจริญชีวิตในโลก แบบไม่เอารัดเอาเปรียบใคร แต่เราต้องเจริญชีวิตในทำนองครองธรรม ในความถูกต้องยุติธรรม เรามีหน้าที่เคารพกฎหมายของบ้านเมืองด้วย แต่สิ่งเหล่านี้อยู่บนบรรทัดฐานของการเป็นลูกของพระเจ้า ที่เพราะเราเป็นลูกพระเจ้า เราย่อมเจริญชีวิตสูงกว่ามาตรฐานของโลกอยู่แล้ว เราต้องมีเวลาเพื่อตนเอง เพื่อพี่น้องของเรา และเราก็ต้องมีเวลาเพื่อพระเจ้าด้วย ผู้ที่เราเจริญชีวิตโดยมีพระองค์เป็นเป้าหมายนิรันดร ไม่ใช่สิ่งที่จะผ่านไปในเวลาของโลกนี้ แต่ “นิรันดร”

พี่น้องที่รัก ลูกของพระเจ้าต้องคืนของของโลกให้กับโลก คือความรัก ความดี และความยุติธรรมที่พระเจ้าทรงสร้างมาอย่างสวยงามในปฐมกาล แต่ปีศาจได้เข้ามาหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายลงบนโลก... ลูกของพระจึงต้องเอาตัวรอดให้ได้ ด้วยการมีเวลาเข้าพึ่งพระเจ้า ด้วยการไม่ยึดติดกับของของโลก กล้าที่จะคืนของของโลกให้กับโลก สิ่งที่อยู่ในโลก เราจะไม่เอาไปไหน แต่สิ่งที่เป็นของพระเจ้า ที่เราต้องนำกลับไปถวายพระองค์ พี่น้องครับ เราต้องนำกลับไปถวายพระองค์ คือคุณงามความดีของเรา ที่เป็นผลจากพระพรรษทานของพระเจ้า ที่ทำให้เราเป็นคนดีในโลกนี้ เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า เราจึงรักษาความดีนี้ไว้ในพระองค์ นำกลับไปถวายคืนแด่พระองค์...

พี่น้องที่รักครับ เราเป็นคริสตชน เราอยู่ในโลกก็จริง แต่เราต้องมีเวลาที่จัดสรรไว้เพื่อคืนของของพระเจ้า สิ่งที่เป็นผลจากสวนองุ่นแห่งชีวิตของเราที่พระวรสารเมื่อวานนี้ได้กล่าวถึง นี่คือสิ่งที่เราต้องคืนผลผลิตให้กับพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องครับ สมบูรณ์ที่สุด เมื่อผลจากสวนองุ่น ที่เปี่ยมด้วยพระพรของพระเจ้าที่จัดเตรียมไว้ในชีวิตของเรา จะสามารถแบ่งปันผลผลิตนี้ มอบให้พระเจ้า และเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนพี่น้องของเรา... ผมเอง ผมเป็นนักบวช ผมเจริญชีวิตอยู่ในโลก หากผมไม่มีเวลาสวดทำวัตรตามหน้าที่นักบวช ไม่มีเวลาสำหรับหมู่คณะที่เป็นดังครอบครัวใหม่ของผมหลังจากผมปฏิญาณตนตลอดชีพแล้ว หากผมยังทำงานของโลก จนไม่มีเวลาเพื่อพระเจ้า... เมื่อวันสุดท้ายมาถึง ผมจะเอาอะไรไปถวายคืนแด่พระเจ้าเล่า... เวลานั้น ผมอาจจะฆ่าคนของพระองค์ แม้บุตรสุดที่รักของพระองค์ที่พระองค์ทรงส่งมาหาผมเพื่อขอรับส่วนแบ่งแห่งพระหรรษทานของพระองค์บ้าง แต่ไม่มีเลย ผมจะไม่ยอมแบ่งปัน เพราะผมยึดทุกสิ่งทุกอย่างไว้เพื่อตนเอง... ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย... งานโรงเรียน งานบริหาร งานทางโลก เราต้องทำอย่างดีที่สุด แต่สุดท้าย สิ่งที่สำคัญกว่า หน้าที่ของการเป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช เป็นคริสตชน ต้องทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ขึ้นด้วย... ของของโลก เราก็คืนให้กับโลก ของของพระเจ้า เราก็คืนให้กับพระเจ้า... ก่อนที่โลกจะเกิดขึ้น พระเจ้าก็ทำงานของพระองค์แล้ว เราเป็นเพียงผลแห่งพระเมตตาในเวลาสั้นๆ ของโลกนี้เท่านั้นเอง แต่นิรันดรภาพมิใช่หรือ ที่ทำให้เรามีแรงผลักดันจากภายใน ซึ่งชีวิตที่สมบูรณ์ในความรักและความดีของพระบิดาเจ้าสวรรค์ สมกับที่เราเป็นลูกของพระองค์

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ชีวิตนี้ ลูกซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ลูกต้องคืนให้กับโลก ด้วยการมอบทุกสิ่งแบ่งปันเพื่อทุกคน เพื่อที่สุด ลูกจะได้คืนให้พระองค์ด้วย ด้วยผลแห่งพระพรและพระเมตตาของพระองค์ เมื่อลูกจะกลับบ้านไปเฝ้าพระองค์...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)



วันอังคารที่ 5 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 9 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2ปต 3:12-15ก,17-18 / มก12:13-17
“ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด ” (ข้อ 17) ฟาริสีและผู้สนับสนุนกษัตริย์เฮรอดบางคน ได้พยายามที่จะจับผิดพระเยซูเจ้า เกี่ยวกับความเห็นของพระองค์ในเรื่องการปฏิบัติตามกฏบัญญัติ พวกเขาได้เสแสร้งเยินยอว่า พระองค์เป็นอาจารย์ที่แท้จริง ในการถือตามวิถีทางของพระเป็นเจ้า พวกเขาได้ถามพระองค์ว่า เป็นการถูกต้องหรือไม่ ที่จะจ่ายภาษีให้จักรพรรดิโรมัน เพราะการกระทำเช่นนั้น เป็นการละเมิดกฏบัญญัติของโมเสส พวกสนับสนุนเฮรอดที่จงรักภักดีต่อจักรพรรดิที่กรุงโรม มีความเห็นว่าการจ่ายภาษีให้จักรพรรดินั้น ไม่ขัดแย้งกับกฎหมายของชาวโรมันแต่อย่างใด พวกเขาถามพระองค์ เพื่อให้พระองค์ขัดแย้งกับชาวโรมัน เพื่อจะได้ขจัดพระองค์ และเนื่องจากว่า พวกเขาได้ใช้เหรียญเงินตรา ที่มีรูปจักรพรรดิติดอยู่ เพื่อใช้ในการซื้อขายสินค้า พวกเขาจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายภาษีให้จักรพรรดิ เทเบริอุสซีซาร์ พระองค์ทรงทราบถึงเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขาดี และทรงต้องการให้ความขัดแย้งจบลง จึงได้ตรัสว่า สิ่งใดเป็นของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และสิ่งใดเป็นของพระเป็นเจ้า จงคืนให้พระเป็นเจ้า...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดให้ลูกมีปรีชาญาณในการตัดสินใจด้วยเถิด
ดูเหมือนว่านักบุญบอนีฟาส ที่เราระลึกถึงท่านในวันนี้ ก็ต้องเผชิญกับความขัดแย้ง เหมือนกับพระเยซูเจ้า ท่านได้รับการอบรม ในอารามฤษีคณะเบเนดิกติน ในเมืองเอเซ็กเตอร์ ประเทศอังกฤษ ท่านสมัครเป็นมิสชันนารีไปทำงานในประเทศเยอรมันในปี 719 โดยมีนักบุญอัลบีนุสเป็นเพื่อนร่วมงาน ท่านได้ทำลายรูปเคารพและวัตของคนต่างศาสนา และได้สร้างวัดขึ้นแทน ท่านได้เผชิญกับการนมัสการพระเท็จเทียม ในรูปแบบของต้นโอ๊คใหญ่ ท่านได้เดินไปที่ต้นโอ๊ค ถอดเสื้อออก ใช้ขวานโค่นต้นโอ๊คต้นนั้น และได้ประกาศว่า “พระที่ทรงฤทธิ์ของพวกท่าน จะยืนอยู่ได้ไหม เพราะพระของข้าพเจ้า แข็งแรงกว่าพระของพวกท่าน?” การกระทำของท่าน ทำให้หลายคนกลับใจ ในฐานะเป็นพระอัครสังฆราชท่านได้ปฏิรูปวัดต่างๆ และได้สร้างบ้านของนักบวชจำนวนมาก ท่านได้กลายเป็นมรณสักขีพร้อมกับผู้กลับใจอีก 52 คน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)



view