สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสที่ 7 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 9 ในเทศกาลธรรมดา

วันพฤหัสที่ 7 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 9 ในเทศกาลธรรมดา

💞พระเจ้าเป็นความรัก และพระองค์ทรงรักเรา
ความรักพระเจ้ายิ่งใหญ่ ไม่เคยสิ้นสุด …
ความรักพระเจ้า ไม่เสื่อมคลาย …
ลูกขอมอบชีวิต … ขอพระองค์ทรงนำพา
ลูกเป็นของพระองค์ … เป็นของพระองค์ .. พระเจ้าข้า

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/UpxT0Vbu9LU

💞พระเจ้าทรงเป็นความรัก
https://youtu.be/hSCf9orGmCg

💓💓💓💓💓💓💓💓💓

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2018
อ่าน
2 ทธ 2:8-15
มก 12:28-34

สำคัญยิ่งใหญ่กว่าความรู้ คือ ความรัก
เมื่อธรรมาจารย์ผู้ทรงความรู้ ต้องการคำตอบ
จากพระเยซูว่า อะไรสำคัญที่สุดในบทบัญญัติ
พระเยซูเจ้าทรงทำให้เขาตระหนักด้วยการตอบชัดว่า
คือ ความรัก “ที่สุด”...ต่อพระเจ้า..
สุดกำลัง สุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา
และรักเพื่อนพี่น้องอย่างที่รักตัวเอง

นักบุญเปาโลเป็นตัวอย่างให้ทิโมธี ..ได้เข้าใจว่า
ความรักต่อพระเจ้า เป็นแรงผลักดันให้ท่าน
ยอมที่จะทำทุกสิ่ง แม้ต้องทนทุกข์

หมายเหตุ..
ความรู้ อยู่ที่การใช้
ประสบการณ์ สติปัญญาเพื่อค้นหา
แต่ความรัก ต้องใช้ทั้งหมดของชีวิต

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ความรักมีค่ามากกว่าเครื่องเผาบูชา หรือเครื่องสักการบูชาใดๆ ทั้งสิ้น...” (มก 12:28ข-34)

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่ง

พระองค์ไม่ทรงมีความต้องการเครื่องสักการบูชาใด

ความรักแท้จริงต่อพระเจ้า

คือการรักและรับใช้ซึ่งกันและกัน

คือสิ่งที่มีค่ามากกว่าของถวายล้ำค่าใดๆ

และนี่แหละ คือรักที่ฉันตอบแทนพระองค์อย่างไรก็ไม่หมด...

________________

ธรรมมาจารย์คือผู้ที่ศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้าอย่างดีที่สุด เขารู้และเข้าใจอย่างดีที่สุด แต่ว่า วันนี้ต่อหน้าองค์ความรักที่พวกเขาอาจจะไม่ได้มอบความรักให้ ต่อหน้าพระเยซูเจ้า เขาถามพระองค์ว่า บัญญัติประการไหนสำคัญที่สุด บัญญัติประการไหนเป็นเอกที่สุดกว่าบัญญัติทั้งมวล... และนี่ดูเหมือนเป็นคำถามถึงหัวใจของชีวิตคริสตชนเลยก็เป็นได้ เป็นคริสตชน อะไรสำคัญที่สุดในการถือบัญญัติ... พระเยซูเจ้ายังไม่ได้ตอบอะไรใหม่ในครั้งนี้ นอกจากตอบตามธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิมคือ...

“อิสราแอลเอ๋ย จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ท่านต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำลังของท่าน บทบัญญัติประการที่สองก็คือท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ไม่มีบทบัญญัติข้อใดยิ่งใหญ่กว่าบทบัญญัติสองประการนี้” นี่คือคำตอบขององค์พระผู้เป็นเจ้า และนี่คือหัวใจของการถือบัญญัติของคริสตชน ลูกของพระเจ้า ศิษย์ของพระเยซู สิ่งที่สำคัญเพียงประการเดียว คือ “ความรัก” เพราะพระเจ้าคือองค์ความรัก

คริสตชนไม่สามารถเดินนอกทางแห่งบัญญัติได้ นอกจากการเดินนอกทางของหนทางแห่งความรักของพระเจ้า ไม่มีอะไรเป็นบาปของคริสตชน นอกจากการผิดต่อความรัก และดังนี้เอง เมื่อพระเจ้าคือองค์ความรัก บาปเดียวที่คริสตชนสามารถทำได้ คือ การผิดต่อความรัก...

เวลาที่ผมฟังแก้บาป ผู้สูงอายุหลายๆ คนมักบอกว่า “ไม่ได้ไปไหน ไม่มีบาปอะไร ไม่ได้ทำบาปอะไร”... จนที่สุด หลายครั้ง บางคนไม่รับศีลอภัยบาปเลย ยิ่งสูงอายุ ยิ่งคิดว่าไม่มีบาปอะไร อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ทำบาปอะไร... แต่พอช่วยกันไตร่ตรองจริงๆ แล้ว เหมือนพระคัมภีร์พูดไว้ ยิ่งแก่ยิ่งบาป... ยิ่งสูงอายุมาก ยิ่งกลับเป็นคนที่เดินออกไปจากลานที่พวกเขานำหญิงที่ถูกจับได้ระหว่างล่วงประเวณีเข้ามาหาพระเยซูเจ้า... คนที่สูงอายุ กลับเป็นคนที่เดินออกไปก่อนใครๆ จนไม่เหลือใครเลยนอกจากพระเยซูเจ้ากับนางเท่านั้น...

พี่น้องครับ ตื่นเช้ามา เรามีเจตนาดีกับใครหรือยัง เราภาวนาเพื่อใครหรือยัง... หากจะถามว่า ภาวนาเพื่อศัตรูแล้วหรือยัง... ผู้สูงอายุท่านหนึ่งบอกว่า ฉันไม่มีศัตรู... และเราแน่ใจมากน้อยเพียงใดว่า ทุกลมหายใจของเราไม่ได้ทำให้ใครตกในบาป เรามั่นใจมากน้อยเพียงใด... ผมเองที่เป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช ผมยังไม่อาจมั่นใจเลยว่า อาจจะมีใครบางคนตกในบาปเพราะผมบ้างหรือเปล่า เดินไปมาในที่ต่างๆ อาจจะทำเป็นที่สะดุดกับใครบ้างหรือเปล่า เป็นเหตุให้เกิดการติฉินนินทาบ้างหรือเปล่า ทำให้ใครหมั่นไส้บ้างหรือเปล่า... และนั่นแหละคือบาปครับ

พี่น้องที่รักครับ คริสตชน หากยังไม่เป็นนักบุญ เราก็เป็นคนบาปครับ และแท้จริงแล้ว เรายังเป็นคนบาปที่ต้องการพระเมตตาจากพระเจ้ามากที่สุดทุกวัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องยอมรับความเป็นคนบาปของเราเลย เพราะกระแสเรียกของเราคือ ... “จงเป็นคนดีบริบูรณ์ดังพระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่านทรงเป็นผู้ดีบริบูรณ์” นั่นคือ เราถูกสร้างมาเพื่อเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเป็นความรัก เราก็ต้องเป็นความรัก เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นภาพลักษณ์ของพระองค์ หากเราเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรัก นั่นแหละ คือบาป นั่นแหละคือการทำให้ภาพลักษณ์ของการเป็นบุตรพระเจ้านั้นเสียไป บาปจึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการทำลายภาพลักษณ์ของพระเจ้าในชีวิตของเราที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงสร้างมาเป็นภาพลักษณ์ของพระองค์ หากเราทำให้ภาพลักษณ์ของพระเจ้าเสียหายไปในชีวิตของเรา นี่แหละคือบาปที่เราทำ หากเราไม่ได้เป็นความรักต่อเพื่อนพี่น้องอย่างแท้จริง...

ความรักจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเครื่องเผาบูชาใด ความรักต่อพระเจ้าไม่อาจสมบูรณ์ได้ หากปราศจากความรักต่อเพื่อนพี่น้อง... ดังนั้น คริสตชนที่รัก กระแสเรียกของเราคือการเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเป็นความรัก คริสตชนก็ต้องเป็นความรัก การเจริญชีวิตที่ตรงกันข้ามกับความรัก นั่นคือชีวิตที่นอกลู่นอกทางของการเป็นลูกพระเจ้า... ธรรมบัญญัติทีสำคัญที่สุดของคริสตชนจึงไม่มีอะไรมากกว่า “รัก” เท่านั้น ที่นักบุญอากุสตินบอกว่า “รักเถอะ แล้วจะทำอะไรก็ทำไป” นั่นคือ ให้ชีวิตเต็มเปี่ยมด้วยความรักก่อน แล้วจากนั้น จะไม่มีอะไรเป็นบาปอีก...พี่น้องที่รักครับ ลมหายใจเข้าออกของเราทุกครั้งเปี่ยมล้นด้วยความรักหรือเปล่า หากมีลมหายใจเฮือกใดของเราที่ปราศจากความรัก ลมหายใจเฮือกใดที่มีเงาของความจงเกลียดจงชัง การผูกใจเจ็บ การไม่ให้อภัย นั่นแหละครับ นั่นคือภาพลักษณ์ของพระเจ้าในชีวิตของเรากำลังเจือจางไป นั่นแหละคือบาป นั่นแหละคือสัญญาณที่เราต้องเข้าพึ่งพระเมตตาของพระเจ้าแล้วล่ะครับ... มองด้วยสายตาแบบนี้ ผมเองด้วยครับ หากจะเข้าไปสารภาพบาปวันนี้ คงมีบาปมากมายให้ต้องเข้าพึ่งพระเมตตาของพระเจ้าจริงๆ... 

ดังนั้น หน้าที่ที่สำคัญของคริสตชน ดูเหมือนจะมีเพียงประการเดียวคือ การดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกของคริสตชน คือ เจริญชีวิตเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนหวานและเมตตาสงสาร พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักมากล้น ทรงเป็นความดีบริบูรณ์ซึ่งลูกของพระองค์ก็มีกระแสเรียกให้เป็นคนดีบริบูรณ์เหมือนพระองค์ด้วย พี่น้องครับ เราต้องพยายามเป็นดังนั้นครับ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราเป็นลูกพระ กระแสเรียกของเราแต่เพียงประการเดียวคือ “จงเป็นคนดีบริบูรณ์ดังพระบิดาเจ้าสวรรค์” เพราะพระองค์ทรงเป็นองค์ความดีบริบูรณ์ และนี่แหละคือสิ่งที่มีค่ามากกว่าเครื่องสักการบูชาใดๆ ทั้งสิ้น... พรุ่งนี้ เราจะสมโภชพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าครับ มองดูพระหฤทัยของพระองค์เถิด เรารักดังพระองค์แล้วหรือยัง... ขอพระพรของพระเจ้าเถิด ขอพระองค์เอาใจเก่า ใจหินของเราออก และใส่ใจใหม่ที่เป็นใจเนื้อ ใจของพระเจ้าในชีวิตเรา เพื่อเราจะรักเหมือนพระองค์... รักกันและกัน อย่างที่พระองค์ทรงรักเรา...

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพระเมตตาลูกคนบาปเถิด เพราะหลายครั้งลูกไม่ได้เป็นภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของพระองค์ แต่ลูกกลับทำให้ภาพลักษณ์ของพระองค์ต้องเสียไป เมื่อลูกไม่สามารถรักพี่น้อง ข้าแต่พระเจ้า โปรดเมตตาลูกคนบาปด้วยเถิด โปรดประทานพละกำลังที่มากพอ เพื่อถือบัญญัติของพระองค์เถิด ปราศจากความช่วยเหลือของพระองค์ ลูกคงพลาดพลั้งตกในบาปบ่อยๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของพระองค์ในชีวิตของลูกต้องเสียหายอยู่เรื่อยไป... โปรดเมตตาลูกด้วยเถิด.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 7 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 9 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2ทธ 2:8-15 / มก12:28ข-34
“ ต่อไปนี้ เป็นข้อความที่เชื่อถือได้ ถ้าเราตายพร้อมกับพระองค์ เราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ ถ้าเราอดทนมั่นคง เราย่อมจะครองราชย์พร้อมกับพระองค์ ถ้าเราปฏิเสธพระองค์ พระองค์ย่อมจะทรงปฏิเสธเรา ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ พระองค์ก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อไป เพราะพระองค์จะทรงปฏิเสธพระองค์ไม่ได้ ” (2ทธ 2:11-13)
เปาโลได้ประเมินข้อความทั้งสองข้อนี้ จากบทเพลงในพิธีกรรมของกลุ่มคริสตชนสมัยแรก ข้อความหลักได้รับการอธิบาย ด้วยการใช้คำว่า “ถ้า” ที่มีความหมายว่าเป็นเงื่อนไข และสามารถนำไปใช้กับคริสตชนทุกยุคทุกสมัย และสำหรับเราแต่ละคนด้วย ที่สำคัญคือ ข้อความนี้เป็นการเชิญชวนให้เจริญชีวิต เป็นหนึ่งเดียวพร้อมกับพระคริสตเจ้า ในความตายและการกลับคืนชีพพร้อมกับพระองค์ นั่นคือ ทั้งในการงานและความเจ็บปวด ทั้งในชัยชนะของพระองค์ เพื่อจะได้มีชีวิตใหม่และความยินดี เพราะฉะนั้น “ถ้า” คริสตชน เลือกที่จะเข้าไปมีชีวิตพร้อมกับพระเยซูเจ้า ในการเจริญชีวิตประจำวัน เขาก็จะสามารถ “มีชีวิต”และ “ครองราชย์”พร้อมกับพระองค์ แต่ “ถ้า”เราหันหลังให้พระคริสตเจ้า โดยปฏิเสธพระองค์และพระวรสารแล้ว จะไม่มีความรอดพ้นสำหรับเรา และเราต้องระวัง มิให้เราถูกครอบงำด้วย “ความหวาดระแวง” เพราะอะไร? เพราะพระองค์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง รักเราจนยอมตายเพื่อเรา และพระองค์จะไม่มีวันยอมแพ้เราอย่างแน่นอน พระเป็นเจ้าซึ่งเป็นองค์ความรัก จะไม่มีวันปฏิเสธตัวเอง
ในวันนี้ ขณะที่ฉันรำพึงภาวนา ฉันจะปล่อยให้ใจซึมซับไปด้วยความรักของพระองค์ “ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า ผู้ซึ่งโอบอุ้มดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้าย ได้ทรงเจริญชีวิต ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการรวบรวมเสน่ห์ รสนิยม พลัง ตลอดจนประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน พระองค์สามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ที่มีความกว้างใหญ่ไพศาลเท่ากับจักรวาล พระองค์คือพระเป็นเจ้าของลูก โปรดรับลูกไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ อาแมน”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view