สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

🍒 ทุกหนทางที่เราเดิน
ทุกการกระทำที่เราทำ
ถ้าเราทำด้วยความเชื่อ
ถ้าเราเดินด้วยความเชื่อฟัง
และถ้าเราให้ "พระเจ้า" ทรงนำย่างเท้าของเรา...
เราจะเดินในทางสว่าง...และอยู่บนทางแห่งพระพร

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=zxuScK0ZeUY

💞 ความรักมั่นคง
http://youtu.be/h_6ByVXp3tA

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2018
อ่าน
ปฐก 3:9-15
2 คร 4:13-5:1
มก 3:20-35

การพูดไม่คิด นำชีวิตสู่ความแตกแยก
เมื่อมีคนพูดเสีย ๆ หายถึงพระเยซูเจ้า
พระองค์จำเป็นต้องย้ำเตือนพวกเขาเป็นอุปมา
ด้วยการสอนว่า ที่ใดมีความแตกแยก
ที่นั่น ก็ตั้งอยู่ต่อไปไม่ได้

ในปฐมกาลบอกเล่า เรื่องราวความแตกแยก
ของมนุษย์และสิ่งสร้าง เหตุเพราะ ความไม่เชื่อฟัง
เมื่อเกิดความผิดพลาด แทนที่จะรับผิด
กลับพูด โยนความผิด เพื่อเอาตัวรอด
ที่สุดทั้งมนุษย์ และสิ่งสร้าง
ไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข
ในพื้นที่ที่พระเจ้ามอบให้

จดหมายนักบุญเปาโล แนะนำ
เพื่อจะเป็นจิตหนึ่งใจเดียว
ให้มองไปที่เป้าหมายปลายทางร่วมกัน
เมื่อเผชิญความทุกข์ยาก ก็อย่าท้อถอย

หมายเหตุ..
ความแตกต่าง
ไม่ใช่ สาเหตุ ของความแตกแยก...
แต่ใจที่คับแคบ นี่แหละสาเหตุสำคัญ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“มนุษย์จะได้รับการอภัยบาปทุกประการ... แต่ใครที่ดูหมิ่นพระจิตเจ้า เขาจะไม่ได้รับการอภัยเลย เขามีความผิดตลอดนิรันดร (มก 3:20-35)

มนุษย์ถูกสร้างมาอย่างประเสริฐสุด

ได้รับมอบให้ซึ่งสติปัญญา

พร้อมทั้งอำเภอใจ

แต่เมื่อบาปเข้ามาทำให้เขาพลาดพลั้ง

เวลานั้น มีแต่การโยนความผิดให้แก่กันและกัน

และที่สุด ผู้ที่ผิดที่สุด กลับเป็น พระเจ้าที่สร้างเขามา

บาปทำให้มนุษย์พลาดพลั้งล้มลง

แต่พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงประคับประคองให้เขาลุกขึ้น

สิ่งดีงามทั้งหลายล้วนมาจากพระองค์

พระเจ้าทรงเป็นองค์ความดี

จะไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นความไม่ดีมาจากพระองค์

มิใช่หรือ...

วันนี้ ฉันพลาดพลั้ง

เพราะอะไร...

เพราะฉันปฏิเสธความดีของพระเจ้า

หรือเพราะพระเจ้าทรงลงโทษฉัน...

________________

หลายสิ่งหลายอย่างที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป อาทิตย์กว่าๆ แล้ว อากาศที่ประจวบฯ เหมือนมีอะไรไม่ปกติ ฝนตกทั้งวัน หนักบ้างเบาบ้าง แต่ทั้งวัน จนทำไม่สะดวกหลายสิ่งหลายอย่าง การเยี่ยมอภิบาล งานศพทั้งสองศพที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน... สำหรับพี่น้องอีกบางคน ก็เล่าให้ฟังว่า สิ่งนี้ส่งผลต่ออาชีพ หน้าที่การงานเหมือนกัน แม่ค้าขายของไม่ได้ คนไม่ออกจากบ้าน การทำงานนอกบ้านที่ไม่ค่อยสะดวก เพราะฝนโปรยปรายอยู่ตลอดเวลา การตระเตรียมงานการหลายอย่าง ไม่สามารถเป็นไปด้วยความราบรื่น ฯลฯ 

บรรยากาศแบบนี้ ที่บางคนก็ตั้งคำถามว่า “หากพระเจ้ามีจริง ทำไมเราจึงลำบากกันมากมายเหลือเกิน” หรือ “ทำไมพระเจ้าทรงบันดาลสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้น” หรือ “หากพระเจ้ามีจริง ทำไมยังมีความเลวร้ายมากมายเกิดขึ้นเช่นนี้” และดังนี้ “พระเจ้าช่วยอะไรได้บ้างในชีวิตฉันหรือ...

ประวัติศาสตร์งานสร้างของพระเจ้าที่ทรงตระเตรียมทุกอย่างมาอย่างดี งดงาม เพื่อสิ่งสร้างประเสริฐสุดที่ทรงสร้างเป็นสิ่งสุดท้าย ทรงประทานสติปัญญาให้ อำเภอใจให้ เพื่อเลือกด้วยตนเองได้ว่า จะรับพระเจ้าในชีวิตของตนหรือไม่ จะรักพระองค์อย่างไร... แต่แล้ว เราพบว่า เมื่อบาปและความพลาดพลั้งเข้ามาในชีวิตของมนุษย์ สิ่งที่ตามมาจากอำเภอใจที่พระเจ้าประทานให้คือ มนุษย์ดีไปหมด คนอื่นผิด สิ่งสร้างผิด พระเจ้าผิดด้วย...

เมื่ออาดัมและเอวา ได้พลาดพลั้งในสวนของพระเจ้า ชายก็โยนความผิดให้กับหญิงที่พระเจ้าทรงมอบให้ หญิงก็โยนความผิดให้กับงู สิ่งสร้างที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ สรุปแล้ว ที่สุด เหมือนเรากำลังบอกว่า พระเจ้านั้นแย่จริงๆ พระองค์ให้ฉันอยู่ในสภาพที่ตกในบาปและความพลาดพลั้ง พระองค์นั้นแหละ ที่สร้างสิ่งเหล่านี้มาบกพร่อง

อีกหลายครา ที่เราได้ยินสิ่งสร้างเจ้าปัญญา หรือบางครั้งคงเจ้าปัญหาด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ... เมื่อมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น มนุษย์นี่แหละที่มักบอกว่า “พระเจ้าลงโทษ” “ธรรมชาติแก้แค้นเอาคืน” มนุษย์นี่แหละที่ถูกต้องไปเสียหมด จนแม้พระหัตถ์ของพระเจ้ายื่นเข้ามาช่วยเหลือ และมีบทบาทในชีวิตของมนุษย์อย่างมากมาย แต่ก็กลับถูกปฏิเสธบนกางเขน แต่ทว่า สิ่งพระเจ้าผู้ทรงความดีแท้จริงนั้น ก็ยังทำให้เกิดประโยชน์ล่ำค่าจากความพลาดพลั้งของมนุษย์ ที่เพราะความพลาพลั้งนี้เอง เราจึงมีพระผู้ไถ่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ (เทียบบทประกาศสมโภชปาสกา)

วันนี้ หากเรามานั่งคุยกับหัวใจของตนเอง หากเราจะคิดและไตร่ตรองใหม่อีกครั้ง... พี่น้องที่รักครับ เรายังมั่นใจเพียงใด ว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์ความรัก ทรงเป็นองค์ความดี หรือเรายังเฝ้าถามว่า “ทำไมพระเจ้าปล่อยให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้เกิดกับฉัน” ... พี่น้องครับ มันจะเป็นไปได้อย่างไร หากองค์ความดีเป็นที่มาของความชั่วร้าย พระเจ้าคงไม่ใช่พระเจ้าแน่ๆ หากเป็นเช่นนั้น... แต่ในความเป็นจริง ในพระองค์นั้น ไม่มีสิ่งใดที่เลวร้ายมาจากพระองค์เด็ดขาด สิ่งดีงามทั้งหลายล้วนมาจากพระองค์ทั้งสิ้น แต่คำถามที่ตามมาคือ อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ผู้ประเสริฐนี้ได้เลือก... มิใช่หรือ...

ในความพลาดพลั้งของมนุษย์ พระเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์เข้าช่วยเหลือ ทรงเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา แต่ทว่า มีสักกี่ครั้งที่เราปฏิเสธความช่วยเหลือของพระองค์ที่ทรงมอบให้... บาปผิดต่อพระจิตคืออะไร... นี่จะเป็นบาปที่ไม่ได้รับการอภัยชั่วนิรันดรเลยหรือ... 

พระเจ้าทรงเป็นองค์ความดีครบครัน พระเจ้าทรงให้อภัยทุกบาปของมนุษย์ ไม่มีบาปใดที่พระเมตตาของพระเจ้าไม่สามารถอภัยให้มนุษย์ได้... เว้นแต่มนุษย์ปฏิเสธไม่รับพระเมตตาและการให้อภัยของพระเจ้า เลือกที่จะเป็นใหญ่ และไม่เข้าพึ่งความช่วยเหลือของพระองค์ต่างหาก บาปหนักนี่จึงหมายถึงการที่มนุษย์เลือกไม่รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไร้ความเมตตาและไม่สามารถอภัยให้กับมนุษย์

วันนี้ในชีวิตฉัน เมื่อมีอะไรไม่เข้าที่เข้าทาง เมื่อฉันต้องประสบกับอุปสรรค ปัญหาต่างๆ ในครอบครัว  ในหมู่คณะนักบวช ในที่ทำงาน ในชุมชน ในสังคม (มองแค่นี้ก่อนแล้วกัน ยังไม่ต้องมองปัญหาของโลกหรอก) เมื่ออุปสรรคต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตฉัน... อะไรคือคำถามในใจฉัน... “ทำไมพระเจ้าจึงทรงบันดาลให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น”... “ปัญหาในครอบครัว... ใครเป็นเหตุ”... “โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน มลพิษ ภัยพิบัติ โอ้... ใครว่ะ ใครกัน ใครบ่อนทำลาย”... พี่น้องที่รัก วันนี้ แทนที่เราจะโทษกันและกัน แทนที่เราจะโยนความผิดให้กันและกัน โยนความผิดให้กับสิ่งสร้าง ธรรมชาติรอบตัวเรา ที่มันอยู่มาก่อนที่เราจะเกิด... พี่น้องครับ เมื่อปัญหามากมายเกิดขึ้น... ดีกว่าไหม ที่เราจะหันหน้าหากันและกัน... ดีกว่าไหม แทนที่จะถามว่า “มันเป็นความผิดของใคร” เราลองหันมาถามว่า “เราจะช่วยอะไรกันได้บ้าง” แล้วลงมือ ทำ ทำอะไรบางอย่าง เพื่อแบ่งเบา เสริมสร้างกำลังใจแก่กันและกัน เราจะได้รับพระพรจากพระเจ้าผู้ทรงพร้อมที่จะเข้ามามีบทบาทและช่วยเหลือให้ชีวิตเราดีขึ้น... วิญญาณข้าฯ เอ๋ย เปิดหัวใจ และน้อมรับพระเจ้าเถิด ให้พระองค์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของฉันจริงๆ เถิด แล้วชีวิตของฉันจะดีขึ้นแน่ๆ

ข้าแต่พระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีงามล้วนมาจากพระองค์ โปรดทรงดลใจให้ลูกคิดแต่สิ่งที่ถูกต้อง  และเลือกทำแต่สิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์เสมอเถิด (เทียบ บทภาวนาของประธาน)

สุขสันต์วันพระเจ้า...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 10 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ปฐก 3:9-15 / 2คร 4:13-5:1 / มก 3:20-35
พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุคคลที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง พระองค์ทรงค่อยๆเปิดเผยชีวิตของพระองค์เป็นขั้นๆ และเป็นต้นในเวลาที่พระองค์ต้องเผชิญกับความตาย ในทุกวันนี้ โลกกำลังแสวงหาอิสรภาพเช่นเดียวกัน มีคนจำนวนมากกำลังต้องการทำให้ตัวเอง พ้นจากการถูกกดขี่ จากการกระทำของรัฐบาลหรือจากคนที่มีอำนาจ บรรดาเยาวชนต้องการเป็นอิสระจากพ่อแม่ เพื่อทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ รูปแบบของ”อำนาจนิยม” กลายเป็นภาพที่เลวร้ายของสังคม คำขวัญที่เรียกร้องเสรีภาพ กลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนทุกชั้น และทุกอุดมการณ์ ออกมาเดินเรียกร้อง ให้มีการปกป้อยความศักดิ์สิทธิ์ของเสรีภาพ
อย่างไรก็ตาม การที่จะมีเสรีภาพอย่างแท้จริงนั้น ยังเป็นเหมือนการผจญภัยที่ยากลำบากและเสี่ยงชีวิต มันหมายความว่า ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิต และยังหมายถึงการไม่โยนความผิดพลาด ไปให้แก่คนอื่น เป็นเรื่องที่ลำบาก และต้องยอมลงทุน บทอ่านที่ 1 ในวันนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ไม่มีใครที่เกิดมาพร้อมด้วยเสรีภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะมีเสรีภาพ อาศัยความอุตสาหะ อาดัมและเอวาไม่ได้รู้ว่า ตัวเองต้องรับชอบต่อการกระทำของตนเอง สิ่งหนึ่งที่พวกเขามี คือ การโยนความผิดไปให้คนอื่น พวกเขาได้โยนความผิดให้งู เพราะไม่มีคนอื่นที่จะโยนความผิดให้ได้ ในทางตรงกันข้าม พระวรสารในวันนี้ได้เผยแสดงให้เห็นอิสรภาพที่แท้จริงของพระเยซูเจ้า เพื่อที่จะปกป้องมุมมองของพระองค์ พระองค์ไม่มีความหวาดกลัวต่อสังคมแต่อย่างใด แต่ต่อครอบครัวของพระองค์ด้วย พระองค์รู้สึกเป็นอิสระจากข้อผูกมัดทางสังคมและครอบครัว จนพระองค์สามารถประกาศว่า ครอบครัวของพระองค์ไม่ใช่เกิดจากการมีสายเลือดเดียวกัน แต่เกิดจากการนบนอบต่อพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า และพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า ไม่มีอะไรอื่น นอกจากความรอดและเสรีภาพของเรา เพราะ “เป็นพระเป็นเจ้า ที่ทรงช่วยเราให้เป็นอิสระ” (กท 5:1) และเสรีภาพนี้เอง ที่ได้นำพระเยซูเจ้าให้เผชิญหน้ากับสังคมในสมัยของพระองค์ จนนำไปสู่ความตาย โดยที่พระองค์ไม่ปฏิเสธเพื่อสงวนชีวิต พวกเขาเอาชีวิตของพระองค์ไปได้ แต่เอาเสรีภาพไปไม่ได้.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view