สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

💟 ถ้ามีความรัก ก็มีความอดทน...
แม้เมื่อเขาทำให้เราผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า
เราก็ยังมองที่ส่วนดีของเขาเสมอ
หวังเสมอ เชื่อเสมอ อธิษฐานเผื่อเสมอ

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/HeZbdybOWH8

💦How Great Thou Art
https://youtu.be/Cc0QVWzCv9k

🌴🌴🌴🌴🌴🌴🌴🌴🌴🌴

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2018
อ่าน
1 พกษ 19:9ก, 11-16
มธ 5:27-32

พระเยซูเจ้าทรงย้ำกับศิษย์ของพระองค์
ในการติดตามพระคริสตเจ้า สิ่งที่เป็นสาเหตุ
เป็นอุปสรรค ให้หลงทาง จำเป็นต้อง ... “ตัด”
เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย

เมื่อเอลียาห์ ตัดความกลัวออกจากจิตใจ
รับฟังคำแนะนำของพระเจ้า
แล้วกลับมาเดินในวิถีทางของพระเจ้า
ท่านสามารถ กลับไปทำหน้าที่ของตน

หมายเหตุ..
ตัด ที่ต้องใช้ความพยายาม
คือ ตัดใจ..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เป็นเหตุให้ท่านทำบาป...” (มธ 5:28-32)

ลูกของพระเจ้าต้องดีจากภายใน
ลูกของพระเจ้าต้องดีในธรรมชาติของการเป็นลูกพระเจ้า
ไม่ใช่เพราะต้องการสวรรค์เป็นรางวัล
แต่เพราะความเป็นลูกของพระเจ้า
ที่ฉันต้องพยายามเป็นคนดีจริงๆ จากส่วนลึกของจิตใจ...

________________

พระวรสารของนักบุญมัทธิวบทที่ห้านี้ คือมาตรฐานใหม่ของชีวิตคริสตชน คือสิ่งที่บอกว่า คริสตชนมีอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น ที่หากไม่ใช่ดังนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลับใจ รับศีลล้างบาป และเป็นคริสตชนก็ได้

นี่คือมาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานใดๆ และมากกว่านั้น นี่คือกระแสเรียกของเราคริสตชน กระแสเรียกที่เรียกร้องให้เราเป็นคนดีจริงๆ ด้วยศักดิ์ศรีแห่งการเป็นลูกของพระเจ้า นั่นหมายถึงวลีที่ผมได้แบ่งปันเมื่อวานนี้คือ “หากฉันไม่ทำดี ฉันทำบาป” คือชีวิตของเราต้องดีจริงๆ ทุกลมหายใจ ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ ตลอดเวลาของการมีชีวิตนั่นเอง

เราภาวนาบทข้าพเจ้าขอสารภาพบาปเกือบทุกครั้งในบูชาขอบพระคุณ หากพระสงฆ์ได้เลือกแบบแรก เราเรียนคำสอนมา ว่าเราทำบาปได้ 4 ทางด้วยกัน คือ “ข้าพเจ้าได้ทำบาปมากมาย... ด้วย กาย วาจา ใจ และด้วยการละเลย...” ด้วยกาย วาจา ใจ นั้น อาจจะไม่ต้องอธิบาย แต่ดูเหมือนส่วนสุดท้ายนี้เอง ที่น่าสนใจ ว่านี่คือการตกในบาปด้วยหรือ และนี่แหละคือบาปของคริสตชน “การเมินเฉย” ครับ นั่นคือการมีโอกาสทำความดีและไม่อยากทำ ไม่ต้องการทำ การละเลยที่จะเป็นคนดีนั่นคือบาป

เราภาวนาในบทอธิษฐานขอชดเชยบาป มีตอนหนึ่งที่ผมเก็บเอามาไตร่ตรองเสมอ คือ “บาปแห่งการเมินเฉยต่อพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท” นั่นคือการเมินเฉยต่อการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท หมายความว่า เราเมินเฉยต่อพระองค์ไม่ได้เลย... ซึ่งในความเป็นจริง พี่น้องครับ เราคริสตชน เคารพศีลมหาสนิทเสมอ เมื่อวันสมโภชพระคริสตกายาที่ผ่านมา เราคุกเข่าลง เมื่อพระสงฆ์ยกศีลมหาสนิทอวยพร เราคุกเข่าลงในพิธีบูชาขอบพระคุณในภาคเสกศีล มากกว่านั้น มีบางคนย่อเข่าลงเวลามารับศีลมหาสนิทด้วย เราเคารพศีลมหาสนิทมาก แต่พี่น้องครับ สิ่งที่น่าตกในอย่างหนึ่งก็คือ... เป็นไปได้ไหม ที่หลายครั้ง เราย่อเข่าลงนมัสการศีลมหาสนิทด้วยหัวใจที่รักพระเยซูเจ้ามากจริงๆ แต่ในเวลาเดียวกัน เรากลับเอาเท้าของเราถีบพระองค์ออกไปจากเรา เมื่อเราผลักไสเพื่อนพี่น้องของเรา เราย่อเข่าให้พระองค์ผู้ประทับในศีลมหาสนิท แต่เรากลับไม่เคยย่อเข่าให้ใครๆ เลย และหลายครั้งที่เราเมินเฉย เรามีเครื่องบูชาล้ำค่าที่พระแท่นบูชา กาลิกส์สวยๆ พระแท่นที่ประดับประดางดงาม ของถวายมากมาย แต่ แต่ แต่... พระเยซูเจ้ากำลังจะตายด้วยความหิวที่หน้าประตูวัดของเรา... พี่น้องครับ จำเป็นจริงๆ ที่เราจะต้องบรรเทาความหิวของพระองค์ก่อน แล้วค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชาก็เป็นได้กระมัง

เรารักพระเยซูเจ้าครับ บอกรักพระองค์ในศีลมหาสนิทที่วัดนั้นคงไม่ยาก แต่สิ่งที่ยาก คือ การรักพระองค์ผู้ประทับอยู่ในตู้ศีลที่มีชีวิตของบรรดาพี่น้องของเรา และนี่คือการละเลย นี่คือการเมินต่อพระเยซูเจ้า ที่เราบอกว่าเรารักพระองค์สุดดวงใจ... เราบอกรักพระองค์ด้วยวาจาไม่ได้ แต่เราต้องรักพระองค์จากหัวใจ จากส่วนลึกของเรา ฉันใดก็ฉันนั้น เราปฏิบัติตามธรรมบัญญัติเพียงไม่ทำผิดเท่านั้นไม่พอ แต่เราต้องทำความดีด้วย และชีวิตที่ตกในบาปทุกวันด้วยการละเลยที่จะทำความดีนั้น นั่นคือสถานการณ์ที่พระเยซูเจ้าพูดถึงวันนี้ครับ หากเรามีตา แล้วตาของเราปิดต่อความยากลำบากของเพื่อนพี่น้อง นั่นอาจจะคือนาทีที่เราต้องควักมันทิ้งเสีย หากเรามีมือ แล้วทำมือลีบ ไม่มีแรงที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เพื่อนพี่น้องที่กำลังต้องการความช่วยเหลือนั้น นั่นแหละ คือนาทีที่เราต้องตัดมันทิ้งเสีย กล่าวรวมๆ คือ หากชีวิตของเราเมินเฉย ไม่ทำความดีกับเพื่อนพี่น้อง นั่นคือชีวิตคริสตชนที่ตายแล้วครับ นั่นคือชีวิตคริสตชนที่ไร้ความหมาย ไร้คุณค่า

โอ้ หากวันนี้ ผมต้องตัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นลูกของพระเจ้าออกไปนั้น ผมไม่แน่ใจจริง ว่า จากสามสิบสองในร่างกายผมจะเหลือสักกี่ชิ้น... แต่พี่น้องที่รักครับ พระเยซูเจ้าอาจจะกล่าวแบบที่นักพระคัมภีร์บอกว่าเป็น “การกล่าวเกินความจริงไปหน่อย” แต่นั่นแหละ พระองค์ต้องการเน้นว่า เราต้องทำทุกทาง ทำทุกอย่างครับ เพื่อหลีกหนีบาป เราต้องตัดทุกอย่างที่ทำให้เราตกในบาปออกไปจากชีวิต และสิ่งที่ผมยังค้างคาอยู่ในใจผมในการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าตั้งแต่เทศกาลมหาพรตที่ผ่านไป คำตักเตือน คำขวัญมหาพรตที่พระสันตะปาปาฟรันซิสได้มอบให้เราครับ... “เมื่อความไม่เสมอภาคมีมากขึ้น ความรักก็เริ่มเย็นชา” ... ความเย็นชาครับ นี่คือบาป เราเย็นชากับพี่น้องไม่ได้จริงๆ หากเราทำทุกอย่างเพื่อพระเจ้าได้ เราย่อเข่านมัสการพระองค์ได้ในศีลมหาสนิท เราโปรยดอกไม้ให้พระองค์เสด็จผ่าน แต่ในชีวิตจริงของเรา เราต้องไม่เอากระเบื้อง หนามมาโรยทางของเพื่อนพี่น้องซิครับ เราต้องไม่เป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องของเราต้องสะดุดล้มซิครับ นี่คือความร้อนรนในรักพระเจ้า แบบไฟที่ลุกร้อนในดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าฉันใด ในใจของลูกของพระเจ้าก็ต้องฉันนั้นด้วย หากการเย็นชาต่อพระเยซูเจ้า หากการเมินเฉยต่อพระองค์เป็นบาปแล้ว พี่น้องครับ การเย็นเฉยต่อเพื่อนพี่น้องก็คงเป็นความผิดบาปไม่แพ้กัน เราเย็นเฉย เย็นชาต่อกันและกันบ้างไหม...

ความเย็นเฉย ความเย็นชาต่อกันและกัน นั่นคือการละเลยที่จะเป็นคนดี และเมื่อเราไม่ทำดี เราก็ทำบาป... เราหลีกเลี่ยงความคิดนี้ไม่ได้จริงๆ เพราะนี่คือกระแสเรียกของเราคริสตชน ที่พระวรสารของนักบุญมัทธิวจบลงในบทที่ห้านี้ด้วยคำว่า... “ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่าน ทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด” เราปฏิเสธไม่ได้ เราไม่มีทางเลือกครับ เราเป็นลูกพระ เราไม่มีตัวเลือกอื่นจริงๆ เราพยายามเป็นดังนี้ครับ...

ข้าแต่พระเจ้า นี่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย หากปราศจากความช่วยเหลือของพระองค์ ขอพระองค์ช่วยลูกด้วยเถิดพระเจ้าข้า ให้ลูกมองเห็นพระพักตร์พระองค์เสมอๆ ไม่ใช่ในศีลมหาสนิทเท่านั้น แต่ในตู้ศีลที่มีชีวิตของเพื่อนพี่น้องด้วย ที่ลูกจะนมัสการพระองค์ ปรนนิบัติดูแล และเอาใจใส่พระองค์ ลูกจะไม่เมินเฉยต่อพระองค์...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 10 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1พกษ 19:9ก,11-16 / มธ 5:27-32
ในบทอ่านจากหนังสือพงษ์กษัตริย์ฉบับที่1 เราจะพบว่าประกาศกเอลียาห์ คือ ตัวอย่างของบุคคลที่หมดกำลังใจ เมื่อประสบกับควาผิดหวัง นับตั้งแต่เริ่มต้นทำพันธกิจที่พระเป็นเจ้ามอบให้ ท่านเต็มไปด้วยพลังของความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และอำนาจ ต่อพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ประกอบกับความดื้อรั้นของประชากรของพระเป็นเจ้า และความเป็นศัตรูของราชสำนัก ทำให้ท่านหมดแรงที่จะต่อสู้ต่อไป ต้องการจะหนีจากโลกนี้ และต้องการให้พระเป็นเจ้ามีพระเมตตา ในการสิ้นชีวิตของท่าน แต่พระเป็นเจ้าได้มาทักทายท่านในทะเลทราย และขอให้พบพระองค์บนภูเขาซีนัย ได้เตือนสติท่านอย่างนิ่มนวล และให้คำมั่นสัญญากับท่านว่า เมื่อท่านกลับไปยังประเทศของตน พระองค์จะประทานความช่วยเหลือที่ถาวรให้ท่าน เหมือนกับที่โมเสสได้เคยรับ แต่ไม่ใช่ในรูปของแผ่นดินไหว ลมพายุ และเปลวไฟ แต่ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เพราะพระองค์สามารถที่จะประทับอยู่ในทั้งสองกรณี
ส่วนในบทอ่านที่ 2 จากพระวรสารของนักบุญมัทธิว พระเยซูเจ้าได้ตำหนิความพยายาม ที่จะทำให้ความหมายของการแต่งงานนั้นเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะอำนาจที่พระองค์มี แต่เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าตั้งแต่สร้างโลก เมื่อพระองค์มีพระประสงค์ให้ชายและหญิง มีเลือดเนื้อเดียวกัน และไม่มีมนุษย์ใดที่จะทำให้เขาทั้งสองแยกออกจากกัน เพราะฉะนั้น การหย่าร้างจึงเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมแตกแยก และพระเป็นเจ้า จะจัดการกับคนที่ทำลายความมั่นคงของการแต่งงาน
เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งดีงาม ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำให้สังคมมีความเข้มแข็ง โดยสร้างเอกภาพ ของบรรดาครอบครัวทั้งหลาย และเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัว เราต้องไม่ยอมให้ความดื้อรั้นในอดีต มาทำลายครอบครัว หรือทำให้เรายอมแพ้ต่อปัญหาดังกล่าว ...สิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ คือ ครอบครัวและความรัก...ความสำเร็จไม่มีวันจบสิ้น ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ความกล้าหาญ...การได้รับความรักอย่างจริงใจ ทำให้มีพลัง ขณะที่มอบความรักด้วยความจริงใจ ทำให้มีความกล้าหาญ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view