สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

🍄พระเจ้าจะนำเราไป
แม้ทางจะยากเพียงใด …
ความรักและความดีงาม
จะติดตามเราทุกคืนวันเสมอ
ให้เราอยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2018
https://youtu.be/jv4QQGag2Z0

☘พระเจ้าทรงเลี้ยงดู
https://youtu.be/SqVyXmLe-A0

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2018
อ่าน
1 พกษ 19:19-21
มธ 5:33-37

ท่าทีของการตรงไปตรงมา เป็นสิ่งสำคัญที่พระเยซูเจ้าสอน
บรรดาศิษย์และผู้ติดตาม อะไรที่ใช่ ก็บอกใช่
ที่ไม่ใช่ ก็บอกไม่ใช่ พึงระวังการพูดมาก หากไม่ตรงความจริง
จะเป็นสิ่งที่ยากแก่การควบคุม
ท่าทีที่ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ

ทำตามคำที่พูดของเอลียาห์ ทำให้ท่านได้รับความไว้วางใจ
ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า เพื่อทำหน้าที่ประกาศกของพระองค์

หมายเหตุ..
ข้อดีของการพูดตรง พูดความจริง
คือ ไม่ต้องจำ ว่าพูดอะไรไว้บ้าง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เพียงว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ ที่เกินไปนั้นมาจากปีศาจ...” (มธ 5:33-37)

ความจริงก็คือความจริง...

เพราะความจริงเป็นพยานให้ตนเอง
ความจริงเป็นจริง แม้ในที่ที่ไม่มีใครเห็นก็ตาม
ดังนั้น เมื่อ ใช่ ก็บอกว่าใช่ ไม่ใช่ ก็บอกว่าไม่ใช่
การพลาดจากความจริงนั้น คือการหลงเข้าไปในทางของปิศาจ
เพราะพระเจ้าคือองค์ความจริง
ทางของพระองค์คือความสัจจริง...

________________

ไตร่ตรองพระวรสารของนักบุญมัทธิว พร้อมกับประสบการณ์ของการเป็นผู้อภิบาล ทำให้ผมมองเห็นกระแสเรียกของการเป็นคริสตชนในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือการเป็นคนดีบริบูรณ์ดังพระบิดาเจ้าสวรรค์ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่มีทางเลือก เพราะเราเป็นลูกพ่อ ภาพลักษณ์ของพ่อในชีวิตเราต้องชัดเจนครับ ชีวิตของเราต้องทำให้คนอื่นรู้จักพ่อของเราในสวรรค์ ยิ่งไตร่ตรอง ผมยิ่งรู้สึกว่าตนเองนี่แหละ มีการบ้านมากกว่าพี่น้องสัตบุรุษจริงๆ ครับ หากชีวิตของผมทำให้ภาพลักษณ์ของพระเจ้าต้องเลือนลางและสูญเสียไป ด้วยการเมินเฉยต่อเพื่อนพี่น้อง... การเป็นคนที่ไม่ทำผิด แต่ไม่กระตือรือร้น เอาจริงเอาจังในการทำความดี นี่ไม่ใช่ท่าทีของลูกของพระเจ้า... เพราะนี่คือกระแสเรียกพิเศษจริงๆ ของเราคริสตชน

ใช่ก็ว่าใช่ ไม่ใช่ก็ว่าไม่ใช่... เอาเท่านั้น ไม่ต้องมากกว่านั้น... ไม่ต้องสาบานอะไรทั้งสิ้น เอาแค่ความจริงเท่านั้น และนี่เองที่คือลูกของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเป็นความจริง และไม่มีความเท็จในพระองค์เลย พระองค์ไม่ต้องการอะไรมาพิสูจน์ แต่ความจริงคือความจริง ที่ไม่ต้องการแม้การทำประชาวิจารณ์ หรือการถามความเห็น แต่ความจริงเป็นความจริงในตัวเอง โดยไม่ต้องการประชามติ หรือประชาวิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ลูกของพระเจ้า คริสตชนนั้นคงต้องไวในความจริงมากกว่าการเป็นพยานของกล้องหน้ารถกระมัง เพราะเรารู้ว่าอะไรคือความจริง มันคือสิ่งที่หัวใจของเรายอมรับ และไม่จำเป็นต้องให้อะไรมาเป็นพยานสำหรับเราเอง เพราะเราเป็นพยานให้ตนเองในความเป็นจริง...

การเอาพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความจริงมาอ้าง สาบาน คือการเอาพระองค์มาเป็นพยานในความเท็จของเรา จึงเป็นการลบหลู่ต่อพระเกียรติของพระเจ้า และทำลายภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของเราคริสตชนอย่างร้ายแรง

ชีวิตคริสตชนต้องดำรงอยู่ในความสัตย์จริงเสมอ และไม่มีอะไรมาแลกกับความจริงได้เลย ด้วยว่าพระเจ้าเป็นองค์ความจริง อะไรที่ขัดแย้งกับความจริง ย่อมไม่คู่ควรกับพระเจ้าเลย

มองโลกในแง่ดี จนมองพลาดไปจากความจริงอาจจะไม่ใช่หนทางของคริสตชน แต่คริสตชน ต้องมองโลกตามความเป็นจริง ใช่ก็บอกว่าใช่ ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่... การยอมรับความจริงเท่านั้นที่จะทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจปัญหาที่แท้จริง และสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีค่ากว่าการมองโลกในแง่ดี จนมองไม่เห็นปัญหา และสิ่งต่างๆ ก็กลับกลายเป็นปัญหาที่ไม่ทีทางออก และไม่ได้รับการแก้ไขเสียที

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ความจริงเป็นแสงสว่างนำทางของลูก ให้เข้าใจพระประสงค์ของพระองค์เสมอเถิด เพราะสิ่งดีงามล้วนมาจากพระองค์ โปรดทรงดลใจลูกให้คอดแต่สิ่งที่ถูกต้อง และทรงแนะนำให้ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีด้วยเถิด (เทียบบทภาวนาของประธาน สัปดาห์ที่ 10)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 10 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1พกษ 19:19-21 / มธ 5:33-37
เอลียาห์ได้รับพระบัญชาจากพระเป็นเจ้า ให้แต่งตั้งผู้สีบตำแหน่งต่อจากท่าน เพื่อจะเป็นผู้นำประชากรอิสราเอล ให้หวลกลับมามานมัสการพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้อีกครั้งหนึ่ง และปฏิบัติตามพระบัญญัติในพันธสัญญา เพราะฉะนั้นในบทอ่านวันนี้ เราจะเห็นการเลือกผู้สืบตำแหน่งต่อจากเอลียาห์ และการตอบสนองกระแสเรียกของเอลีชา
เราจะเห็นว่าเอลีชาเป็นชาวนาที่ร่ำรวย และทำงานหนัก อุทิศตนทำงานที่พระเป็นเจ้าทรงมอบให้ เพื่อทำให้แผ่นดินผลิตผล เพื่อตนเองและเพื่อคนอื่นด้วย ท่านได้ทำนาด้วยการเทียมวัวด้วยแอกสิบสองอันด้วยกัน ที่เปรียบกับปัจจุบัน คือ การใช้รถไถนาหรือรถตักดินนั่นเอง ที่มีแรงม้ามาก
เมื่อเอลียาห์มาพบเอลีชาแล้ว ท่านได้ใช้เสื้อคลุมไปคลุมร่างของเอลีชาชาวนา ลักษณะท่าทางนี้ เป็นลักษณะของการแต่งตั้ง เป็นการมอบอำนาจให้ เอลีชาได้ตอบสนองอย่างไร? ในพระคัมภีร์มีข้อความที่กล่าวว่า “เอลีชาก็กลับไปบ้าน ฆ่าโคคู่หนึ่ง ใช้แอกและคันไถเป็นฟืนปรุงเนื้อโคเป็นอาหาร แจกเนื้อให้ประชาชนกิน แล้วจึงออกเดินทาง ติดตามไปรับใช้เอลียาห์
เอลีชาได้ยอมสละละชีวิตที่มีความสะดวกสบาย เพี่อติดตามทำตามกระแสเรียกที่ได้รับ ชีวิตของท่าน จึงเปรียบเสมือนกับชีวิต ของบรรดาสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้าในอนาคต ที่ได้รับการแสเรียกจากพระเยซูเจ้า พวกท่านได้ละเรือ แหอวน และบิดาของตัวเอง เพื่อติดตามพระเยซูเจ้าไป
“จงเทศน์สอนทุกเวลา และถ้าจำเป็น จงใช้คำพูด” (นักบุญฟรังซิส อัสซีซี)...”ถ้าท่านต้องการจะมอบหัวใจทั้งหมดแก่พระเป็นเจ้า ท่านต้องรักทุกคน ที่พระองค์ทรงรัก ที่หมายถึงทุกคนนั่นเอง” (ซิสเตอร์ ยอห์น โทมัน อาร์มูร์)...”ถ้ามีใครบางคนกำลังแสวงหาพระเป็นเจ้า จงรู้ไว้เถิดว่า พระองค์ที่เรารักนั้นกำลังแสวงหารเรามากกว่า” (นักบุญยอห์น แห่งไม้กางเขน)

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/zQeuYNTTE0Q

view