สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา

💧เมื่อคนกระหายสิ่งใด เขาให้เวลากับสิ่งนั้น
คนกระหายหาความรู้ ให้เวลาแก่การศึกษาหาความรู้
คนกระหายหาความรัก ให้เวลากับเรื่องของความรัก
คนกระหายหาทรัพย์สมบัติ ให้เวลากับการทำงานหาเงิน
จิตวิญญาณที่กระหายหาพระเจ้า.....
ย่อมให้เวลากับการ "อธิษฐาน"

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/F4-GO635hJA

🍄 I'D RATHER HAVE JESUS
https://youtu.be/ff1PYaP8FxQ

🎾🎾🎾🎾🎾🎾🎾🎾

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
2 พกษ 11:1-4,9-18,20
มธ 6:19-23

พระเยซูเจ้าเตือนศิษย์ ..เพื่อไม่ให้พวกเขาคิดสะสม
สิ่งที่ไม่ยั่งยืน เพราะทรงทราบธรรมชาติมนุษย์ว่า
ทรัพย์สมบัติอยู่ที่ไหน ใจก็วุ่นวายอยู่ที่นั่น

จิตใจของพระนางอาธาลิยาห์ พระชนนีของกษัตริย์อาคัสยาห์
วุ่นวาย จนต้องทำลายชีวิตคนอื่น เพียงเพราะต้องการความมั่นคง
ในอำนาจ ทรัพย์สมบัติ ฐานะกษัตริย์ แต่ที่สุด สิ่งเหล่านี้
ก็มีวันของการถูกทำลาย แก่งแย่ง ด้วยอำนาจที่เหนือกว่า

หมายเหตุ..
เมื่อสะสม..ด้วยการถือไว้มาก..
ก็ลำบาก..ที่จะยื่นมือรับสิ่งใหม่
แต่เมื่อใด ได้ให้ โดยไม่ยึดติด
การเปิดรับ สิ่งใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องยาก

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์เถิด...” (มธ 6:19-23)

อาณาจักรของโลกนี้คือความโลภ

นำมาซึ่งการกอบโกยและความแล้งน้ำใจต่อเพื่อนพี่น้อง

ทำได้ทุกสิ่งเพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์ทุกอย่าง

แต่อาณาจักรของพระเจ้าคือความเมตตาอารีย์

นำมาซึ่งความอุดมและไม่ขาดแคลนสิ่งใด

เขาแบ่งปันและมอบให้ทุกสิ่ง และเขาก็จะมีมากจนเหลือเฟือ

________________

บทอ่านที่หนึ่งนำให้เราเห็นถึงผลของการนมัสการพระเจ้าอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้ นั่นคือพระแห่งความร่ำรวย พระแก่ชื่อเสียงเกียรติยศ และที่สุด พวกเขาเหล่านั้นก็ตาบอด อาณาจักรก็ไม่มีความสงบสุข มีแต่การกอบโกย การมักได้ เอารัดเอาเปรียบ นำมาซึ่งการประหัตประหารกันและกันอย่างเลือดเย็น เรียกว่า ทำได้ทุกทาง ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เหมือนการทำลายพระอาณาจักรแห่งความสุขสันติของพระเจ้าให้สูญสิ้นไป แต่พระเจ้าทรงปกป้องบุตรแห่งพระอาณาจักรที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องตั้งมั่นคงอยู่... เมื่อพระนางอาธาลิยาห์ถูกปลงพระชนม์ในพระราชวัง... ประโยคที่อบอุ่นที่สุดที่จบลงที่บทอ่านที่หนึ่งนั้นคือ... “บ้านเมืองก็สงบ” ... นั่นให้ความหมายกับเราว่า หากเราสามารถกำจัดความโลภ ความหลงในชื่อเสียงเกียรติยศ เงินทองและความร่ำรวย อันหมายถึงการเป็นผู้รับใช้ของพระบาอัลออกไปได้แล้วนั้น อาณาจักรของพระเจ้าที่หมายถึงความรัก และสันติสุขก็อยู่ท่ามกลางเราและ “บ้านเมืองก็สงบ”... บ้านเมืองสงบจริงๆ หากไม่มีพระบาอัล พระเจ้าแห่งความโลภ พระเจ้าแห่งความหน้ามืดตาบอด หลงทางไปในอบาย

บทสดุดีที่ 132 แสดงให้เราเข้าใจบทอ่านที่หนึ่งว่า พระสัญญาของพระเจ้านั้นจะต้องเป็นความจริง คือความรอดพ้นจะต้องมาจากบัลลังก์ของดาวิด ซึ่งหมายถึงอาณาจักรที่นอบน้อมต่อพันธสัญญาของพระองค์ พันธสัญญาของพระเจ้าทำให้เราเป็นพี่น้องกัน ทำให้เรามีพระเจ้าเดียวกัน พระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดูและเอาใจใส่เรา หากเรายังซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาของพระองค์

พระวรสารเป็นคำตอบของผู้ที่รักษาพันธสัญญาของพระเจ้า คือผู้ที่วางใจในพระองค์... เมื่อพระเยซูเจ้าได้ตรัสกับเราด้วยว่า... ท่านทั้งหลายจงอย่าสะสมทรัพย์สมบัติบนแผ่นดินนี้เลย แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์เถิด... อ่านพระวาจาตอนนี้แล้ว เช้านี้ผมคิดถึงนักบุญลอเรนซ์ นักบุญที่ต้องตายเพราะสมบัติแห่งความยากจน เมื่อท่านได้แบ่งปันทุกอย่างแก่คนยากจน และประกาศว่า บรรดาคนยากจนเหล่านี้แหละ คือทรัพย์สมบัติของพระศาสนจักร พวกเขาคือทรัพย์สมบัติแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า... ดวงตาของเรามองเห็นทรัพย์สมบัติที่แท้จริงคืออะไร หากเราตาบอดไป และมองไม่เห็น แยกแยะอะไรไม่ได้ อยากได้ อยากกอบโกยเอาซะหมด ทั้งชีวิตของเราก็ประสบหายนะในอาณาจักรของพระเจ้า เราก็ตัดสินใจผิดไปถนัด...

พี่น้องที่รักครับ แต่ก่อนผมมองดูสิ่งเหล่านี้ เพื่อจะเชื่อและมั่นใจในพระเจ้า มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ เมื่อเรายังต้องทำมาหากิน เมื่อเรายังต้องใส่ใจต่อสุขภาพ เมื่อเรายังมีหลายอย่างให้ต้องรับผิดชอบดูแล พี่น้องที่มีครอบครัวให้ต้องเอาใจใส่ ลูกหลานที่ต้องเรียน ค่าใช้จ่ายสารพัด... การวางใจในพระเจ้าอย่างที่สุดนั้น บางครั้งกลับกลายเป็นเรื่องสุดโต่งไปสำหรับเราหรือเปล่า... ผมไม่รู้จะแบ่งปันอะไรกับพี่น้อง... แต่วันนี้ ผมเป็นนักบวช มีหลายอย่างที่ทำให้ผมมั่นใจ และทำให้ผมย้ำเตือนเสมอว่า “เป็นคริสตัง ไม่ต้องกลัวอดตาย พระเจ้าจะเลี้ยงดูเรา” ซึ่งบางทีเราก็อาจจะบอกว่า แล้วไหนล่ะ พระเจ้าจะเลี้ยงดู เรายังลำบากอยู่เลย เรายังยากจนอยู่เลย ชีวิตเรายังไม่มีหลักประกันที่มั่นคงเลย... เอาเถอะ ผมไม่รู้จะแบ่งปันพี่น้องอย่างไรได้ นอกจากอยากย้ำสิ่งที่ผมบอกเสมอๆ ว่า การอดตายไม่ใช่สิ่งสิ้นสูญในการเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างเรามา และพระองค์จะทรงรับเราไป หากเราจะตาย ไม่ต้องอดก็ตายได้ อิ่มๆ อยู่ดีๆ จนหลายครั้งอิ่มเกินไปก็ตายได้ หากความตายมาถึง นั่นคือเวลาของเราที่พระเจ้าทรงเรียกเรากลับบ้านมิใช่หรือ ความตายอาจจะมาได้หลายทาง ไม่ใช่แค่ไม่มีกิน แล้วอดตายเท่านั้น แต่มันยังมาได้ทางอื่นๆ อีก... ลองคิดดู หากเราอดตาย ยังมีเหตุผลของความตายที่ยอมรับได้ นั่นเพราะเราไม่มีกิน เราเลยอดตาย... แต่ แต่ แต่ หากเราอิ่มตายนี่ซิ บางทีอิ่มจนเกินไป แล้วเราก็ตายเพราะความโลภต่างหาก นั่นซิ เป็นเรื่องน่าอับอายของคนที่ตายในความโลภ แต่ลูกของพระเจ้า แม้เขาจะตายในความยากจน แม้ความตายของเขา งานศพของเขาจะไม่ยิ่งใหญ่อะไรมากมายนัก แต่เขาจะปิดตาของเขาลงในความสงบ และจะลืมตาขึ้นอีกครั้งในความมั่งคั่งด้วยความรักและความดีของพระเจ้า ที่จะนำให้เขาพบความสุขสันติอย่างแท้จริงในพระองค์...

เอาเถอะครับ... พี่น้องที่รัก อาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนที่นอบน้อมต่อพระสัญญาของพระองค์ บทอัลเลลูยาวันนี้บอกเราว่า “ความสุขแท้แก่ผู้มีใจยากจน เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” ใจยากจนคือใจที่กระหายหาพระเจ้าเสมอ พระองค์เท่านั้นที่เป็นสมบัติล้ำค่าของจิตวิญญาณของเรา และเขาไม่กลัวที่จะขาดแคลนสิ่งใดเลย...

ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าจะขาดแคลนสิ่งใด ไม่ว่าจะสูญเสียมากเท่าใด ไม่ว่าจะขาดแคลนมากเพียงใด สิ่งเดียวที่ลูกวอนขอคือ ขออย่าให้ลูกขาดความสัตย์ซื่อในรักพระองค์เลย ขออย่าให้ลูกต้องสูญเสียพระองค์เลย เพราะแม้ลูกจะได้ทุกสิ่ง แต่สูญเสียพระองค์ไป สิ่งที่มี สิ่งที่เป็น ก็หาค่าอะไรไม่ได้เลย ขอให้ลูกอย่าได้ละเลยพระองค์ ผู้ยากจน ผู้ทรงประทับอยู่ท่ามกลางลูก ขออย่าให้ใจลูกปิด ตาลูกบอด มือลูกลีบ ต่อการให้ความรัก กำลังใจ และความช่วยเหลือพระองค์เลย พระเจ้าข้า เพราะพระองค์ทรงเป็นสมบัติล้ำค่าของลูก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 11 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2พกษ 11:1-4,9-18,20 / มธ 6:19-23
พวกเราคงรู้จักขุมทรัพย์ฝ่ายโลกนี้เป็นอย่างดี เรารู้จักรถยนต์คันหรู ชุดราตรีที่สง่างาม บ้านที่ใหญ่โตรโหฐาน และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เงินสามารถซื้อได้ ถ้าเปรียบเทียบกับขุมทรัพย์ในสวรรค์ที่สัมผัสไม่ได้ ขุมทรัพย์ฝ่ายโลกนี้ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืน และน่าดึงดูดใจมากกว่า เป็นต้น เวลาเห็นเพื่อนบ้านมีขุมทรัพย์เหล่านี้ และเราเองก็อยากจะมีเช่นเดียวกัน
ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงเตือนเรา ให้ระวังทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ที่ดูเหมือนว่าทำให้ประชาชนมีความสุข? คำตอบมีอยู่ 2 ประการ คือ ประการที่ 1 เพราะสมบัติเหล่านี้เป็นสมบัติชั่วคราว ประการที่ 2 เพราะคนที่มีทรัพย์สมบัติเหล่านี้ เป็นคนไม่มองการณ์ไกล ในขณะที่เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ในสมบัตินิรันดรในสวรรค์ แต่สมบัติฝ่ายโลกนี้ไม่ใช่ การที่มีสายตาที่ไม่มองการณ์ไกล ทำให้ใจของเรามุ่งอยู่เฉพาะทรัพย์สมบัติที่จะสูญหายไป พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสว่า สมบัติที่จะคงอยู่ถาวรนั้น คือ สมบัติฝ่ายสวรรค์ ที่เป็นสมบัติที่ควรแก่การแสวงหา เพราะมันสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของเรา และคงอยู่นิรันดร
สมบัติฝ่ายโลกที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสัญญานั้น มีมุมมองสองมุมมองด้วยกัน มุมมองที่ 1 เราจะได้รับบำเหน็จรางวัล ที่คอยเราอยู่ในเวลาสุดท้ายของชีวิต ในการพิพากษาครั้งสุดท้ายนั้น เราจะได้รับการตอบแทนสำหรับกิจการแห่งความรัก เช่น การให้น้ำแก่ผู้ที่หิวกระหาย หรือกิจการที่เราทำตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า เช่น ทุกครั้งที่เรามอบน้ำใจให้แก่พระองค์ พระเยซูเจ้าได้ทรงเตรียมที่งดงามสำหรับเรา ในนครเยรูซาเล็มใหม่ ที่จะไม่มีความมืด การเจ็บป่วย ความทุกข์ พระองค์จะทรงครองพระราชัยอยู่ที่นั่น ในฐานะเป็นพระเป็นเจ้า และเราจะเห็นพระองค์หน้าต่อหน้า มุมมองที่ 2 เรามีประสบการณ์ของสมบัติฝ่ายสวรรค์ตั้งแต่อยู่ในโลกนี้ ถ้าเรายินดีจะมอบตัวให้แก่พระเยซูเจ้า เราจะชิมลางชีวิตในสวรรค์ เช่น การมีอิสรภาพจากความผิด การไม่ตกอยู่ในอำนาจของบาป การมีความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างจักรวาล และการมีความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องชายหญิง เป็นต้น.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view