สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 11 ในเทศกาลธรรมดา

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 11 ในเทศกาลธรรมดา

🍏เพื่อจะได้รับ...คุณจะต้องสูญเสีย
เพื่อจะมีชีวิต...คุณจะต้องสูญเสียชีวิต
เพื่อจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้า...คุณจะต้องทิ้งทุกอย่าง

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2018
https://www.youtube.com/watch?v=Xn_Kp0H8orE

🌴พรุ่งนี้
https://youtu.be/oB0lY-NoJyY

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2018
อ่าน
2 พศด 24:17-25
มธ 6:24-34

ในการติดตามพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์
เมื่อพวกเขาตัดสินใจชัดเจนแล้ว จงหนักแน่นมั่นคง
อย่ากังวล เพราะการกังวลถึงวันพรุ่งนี้
เป็นการหมกหมุ่นครุ่นคิดถึงแต่เพียงตนเอง

เมื่อชาวยูดาห์ลังเล หันเหจิตใจออกห่างจากพระเจ้า
ที่พวกเขาเชื่อ ไปนมัสการ อำนาจเกียรติยศ ทรัพย์สิน เงินทอง
แม้ได้รับการตักเตือน ก็ไม่เชื่อฟัง เมื่อนั้นพวกเขาได้สูญเสีย
ความช่วยเหลือจากพระเจ้า และต้องพ่ายแพ้แก่ศัตรู

หมายเหตุ..
ถ้าเรามองหาความสุข แบบคนอื่น
เราจะทุกข์ใจ แต่ถ้าเรามองหา
ความสุขแบบที่เรามี
เราจะรู้สึกดีขึ้น

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้จะกังวลสำหรับตนเอง แต่ละวันมีทุกข์พออยู่แล้ว...” (มธ 6:24-34)

จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน

แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมทุกสิ่งที่จำเป็นให้

เพราะความร่ำรวย เกียรติยศ และการนับหน้าถือตาของผู้คน

ไม่ใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืนในโลกนี้ที่จะหาความซื่อสัตย์ได้

แต่การเลือกสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาของพระเจ้า

นำมาซึ่งความบริบูรณ์แห่งความสุขของชีวิต

เป็นความสุขแท้จริง ที่ไม่มีวันดับสูญ

ดังนั้น วันนี้ ฉันกังวลถึงสิ่งใด

พระประสงค์ของพระเจ้า หรือน้ำใจของฉัน

________________

บทอ่านที่หนึ่งทำให้เราเห็นผลของชีวิตมนุษย์ที่พระเจ้าทรงประทานให้อย่างดีในแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ และเมื่อมนุษย์ได้ละเมิดต่อพระสัญญาของพระองค์ โดยการนับถือพระเจ้าอื่น... ความร่ำรวย ความยิ่งใหญ่ แม้ความเป็นกษัตริย์ ก็หาได้ทำให้เขามีอายุยืนยาวและเป็นการเลือกที่ถูกต้องของชีวิตไม่ แต่จากความไม่สัตย์ซื่อของมนุษย์ที่หลงไปในพระเจ้าแห่งทรัพย์สินและอำนาจความร่ำรวยมั่งคั่งของโลกนี้ เขาก็พบว่า เขาไม่สามารถพบความจริงใจ ความสัตย์ซื่อ และความสุขเที่ยงแท้ในโลกนี้ด้วยเช่นกัน หากเขาไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าที่เขาควรจะเลือกไว้เป็นที่หนึ่ง และเป็นสมบัติล้ำค่าประเสริฐสุดของชีวิตที่พึงจะยึดครองไว้ในจิตวิญญาณของตน การไม่เลือกพระเจ้า คือการสูญเสียพระองค์ และการสูญเสียพระองค์ก็คือการสูยเสียทุกสิ่ง... (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง 2 พศด 24:17-25)

จากบทสดุดีที่ 89 ที่เราอ่านในวันนี้ เป็นบทสดุดีความสัตย์ซื่อของพระเจ้าต่อพระพันธสัญญาของพระองค์... พันธสัญญา คือสัญญาสัมพันธ์ที่ทำระหว่างสองฝ่าย ในที่นี้คือพระเจ้ากับมนุษย์ แต่ว่า ดูเหมือนมนุษย์ไม่ค่อยจะสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระเจ้าเท่าไรนัก... พันธสัญญาของพระเจ้านั้นแสนสัตย์ซื่อเสมอ แต่มักได้รับการตอบแทนด้วยความเมินเฉย การละเลย และสิ่งที่ตามมาคือ เขาก็ไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้า... แต่กระนั้นก็ดี พระเจ้าไม่เคยทอดถอน ทอดทิ้งความรักมั่นคงของพระองค์จากมนุษย์เลย ไม่ทรงละเมิด ไม่ทรงกลับคำต่อวาจาที่ได้ทรงสัญญาไว้ และพระองค์ไม่ทรงกล่าวเท็จเลย แต่ทรงรักษาพันธสัญญาของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์

พระวรสารสอนและให้คำตอบแก่เราอย่างดีที่สุด เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสอนเราด้วยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์แท้ของพระองค์ ความต้องการ ความอยากได้อย่างไม่สิ้นสุดของมนุษย์ กลับกลายเป็นความกังวล และที่สุดความกังวลนี้ก็หาได้บันดาลความสุขที่แท้จริงใดๆ ไม่ นอกจากทำให้เกิดการปกป้องจนเอง กระหายอยากได้ทุกสิ่งเหมือนดังว่าจะได้ความมั่งคงมั่งคั่งไว้เพื่อชีวิตได้ยึดเป็นสรณะที่พึ่งตลอดกาล และสิ่งนี้ก็ส่งผลถึงความกระหายอย่างไม่สิ้นสุดต่อความมั่งคั่งร่ำรวยในโลกนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ การเอารัดเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด การกอบโกยเอาทุกสิ่งไว้เป็นผลประโยชน์ของตน ลืมทุกสิ่งแม้ความสัมพันธ์ต่อพระเจ้าและต่อกันและกัน และสุดท้าย มนุษย์ก็หาไม่ได้เลยแม้แต่ความสัตย์ซื่อ ความจริงใจต่อกันและกันในโลกนี้ มีแต่การหักหลังกัน และการกอบโกยเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละคนอย่างไม่สิ้นสุด และที่สุด เขาก็ผิดหวังในทุกสิ่ง เมื่อเขาไม่สามารถรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันได้

พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราเชื่อแล้ววางใจในพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงประทานไว้กับบรรดาบุตรของพระองค์ คือพวกเราแต่ละคน... ผมชอบจังเลย ประโยคนี้... “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้จะกังวลสำหรับตนเอง แต่ละวันมีทุกข์พออยู่แล้ว...” (มธ 6:24-34) ... จริงนะ ที่แต่ละวันก็มีเรื่องอะไรมากมายให้ต้องกังวลอยู่เสมออยู่แล้ว เราเองไม่ทราบเลยว่า เราจะมีวันพรุ่งนี้หรือเปล่า นั่นหมายความว่า แต่ละวัน สิ่งที่เราต้องกังวลก็มีมาในแต่ละวันอยู่แล้ว แต่วันนี้... ความกังวลของวันนี้ต่ออายุของเราได้บ้างไหม... หากพระเจ้า พระองค์เองจะเป็นผู้ประทานชีวิตให้เราในวันพรุ่งนี้ เป็นพระองค์เองที่จะทรงดูแลและเอาใจใส่เราในวันแห่งพระเมตตาที่พระองค์ทรงประทานให้... วันนี้ไม่ใช่หรือ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้เราต้องเรียนรู้การมีชีวิตอยู่ด้วยความวางใจในพระเจ้า พรุ่งนี้หรือ... นั่นคือพระเมตตาของพระเจ้าต่อข้าฯ รับใช้ที่ไม่คู่ควร... หากพระองค์จะประทานให้ พระองค์เองก็จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้ด้วย... ดูเหมือนผมปลงตก แต่เปล่าเลย... นี่อาจเป็นหนทางของความวางใจ มั่นใจในทุกสิ่งที่พระเจ้าจะทรงเพิ่มเติมให้ต่างหาก หากว่าเราสามารถเรียนรู้และแสวงหาพระประสงค์ของพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด...

“เป็นคริสตชน ไม่ต้องกลัวอดตาย” ผมย้ำเรื่องเหล่านี้บ่อยๆ ท่ามกลางกระแสที่แสวงหาความมั่นคงมั่งคั่งของชีวิต แต่ทว่า ในโลกนี้... เป็นไปไม่ได้เลย... เพราะหากชีวิตที่เราอยู่ในโลกนี้จะเป็นการเนรเทศเราให้ห่างไกลจากพระเจ้าแล้ว ความตายที่จะมาถึงกลับจะเป็นสิ่งที่นำเรากลับไปสู่พระเจ้า บ่อเกิดของชีวิตที่แท้จริงของเราต่างหากมิใช่หรือ เมื่อเราตายต่อโลกนี้แล้ว เราก็จะมีชีวิตใหม่อีกในพระเจ้าที่เราสัตย์ซื่อและมอบความไว้วางใจ มอบความหวังไว้ในพระองค์... ความตายกลับจะเป็นกระบวนการที่พระเจ้าจะทรงนำลูกของพระองค์กลับสู่พระองค์ไม่ใช่หรือ ดังนี้เอง ความตายจึงเป็นวิธีการที่พระเจ้าทรงแยกเราออกจากโลกนี้ เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ตลอดนิรันดรมิใช่หรือ... ดังนั้น ไม่ว่าจะตายอดตายอิ่มอย่างไร นั่นคือหนทางที่เราจะกลับไปพบพระเจ้า องค์แห่งความสุขที่แท้จริงมิใช่หรือ... 

การอยู่กับสิ่งที่มี และมีความสุขกับสิ่งที่เป็น คือหนทางแห่งความสุขแท้ของผู้ที่เลือกให้พระเจ้าเป็นสรณะที่พึ่ง และมอบความไว้วางใจไว้ในพระองค์ ไม่ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่หรือตายไป เขาก็เป็นคนของพระเจ้า และไม่มีอะไรพรากเขาไปจากพระองค์เลย แต่ความรักและความสัตย์ซื่อของเขาต่อพันธสัญญาของพระองค์ได้รวมเข้าไว้อย่างมั่นคงในความรักนิรันดร์ของพระองค์ตลอดไป...

พี่น้องที่รัก เราหนีความตายไม่พ้น สักวันหนึ่งเราก็ต้องกลับไปหาพระเจ้า สภาพของเราจะเป็นเช่นใด วันนี้ชีวิตของเราสมกับความเป็นบุตรของพระองค์มากน้อยเพียงใด ความดี ความรักและความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ยังคงเป็นอาภรณ์ของเราที่เป็นบุตรของพระเจ้าหรือเปล่า เครื่องทรงงดงามใดของโลกจะงามเท่าอาภรณ์แห่งความรักและความชอบธรรมของพระเจ้าที่สวมเราไว้ในความเป็นบุตรของพระองค์ได้... ดังนั้นจะมีหรือจน คุณค่าของเราก็หาได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรามีไม่ แต่ทว่า “คุณค่าของเราคือ พระเจ้าทรงรักเรา” ค่าของเราคือ เราเป็นลูกของพระเจ้าที่จะรักและสัตย์ซื่อต่อพระองค์ตลอดกาล... จงภูมิใจในสิ่งนี้เถิด... “ท่านเป็นบุตรสุดที่รักของเรา เราให้กำเนิดเจ้าในวันนี้” และบิดาใดเล่าจะทอดทิ้งบุตรได้

ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าลูกจะมีชีวิตอยู่หรือตายไป ขอให้พระองค์ทรงเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของลูกตลอดไป ไม่ว่าความตายจะพรากลูกจากใคร หรือจากสิ่งใด ขอเพียงอย่าได้มีอะไรพรากลูกไปจากพระองค์เลย พระเจ้าข้า.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 11 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2พศด 24:17-25 / มธ 6:24-34
พระสัญญาที่พระเป็นเจ้าทรงมอบให้แก่เรานั้น เป็นสิ่งที่น่าพิศวงอย่างยิ่ง พระองค์ทรงให้ความมั่นใจแก่เราในเรื่องความรักและการจัดเตรียมที่สำคัญ สำหรับการดำเนินชีวิตของเรา จนทำให้เราไม่ต้องวิตกกังวลแต่อย่างใด พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เราวางใจในพระบิดา เหมือนตัวพระองค์เอง และแน่นอนมีความท้าทายในเรื่องนี้ ทั้งความท้าทายในเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก แต่พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดสำคัญมากเท่ากับการเดินพร้อมกับพระบิดา ผู้ทรงรักเรา
เราจะมั่นใจในความรักของพระเป็นเจ้าได้อย่างไร? คำตอบก็คือ เราสามารถมั่นใจเท่ากับการพลีพระชนม์ชีพของพระบุตรของพระองค์ เมื่อประมาณสองพันปีที่ผ่านมา เราสามารถมั่นใจในความซื่อสัตย์ของพระจิตของพระองค์ ที่ให้ความมั่นใจในการให้อาหาร เพื่อดับความหิวของเรา หรือในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของเรา อย่างที่พระองค์ได้ตรัสแก่เราว่า พระองค์จะไม่ละเมิดพันธสัญญา “แต่ถ้าท่านไม่ได้ให้อภัยแก่ผู้ทำความผิด พระบิดาของท่าน จะไม่ประทานอภัยแก่ท่านเช่นเดียวกัน ” (มธ 6:15) แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ไม่มีสิ่งใดที่สำคัญมากกว่าพระราชัยสวรรค์ และความเที่ยงธรรมของพระองค์
ดังนั้น เราต้องหล่อเลี้ยงตัวเราด้วยพระวาจาของพระเป็นเจ้า ต้องห่อหุ้มร่างกายด้วยความรักของพระองค์ ต้องแสวงหาพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด และต้องปล่อยให้พระองค์เป็นผู้นำทางให้เรา สิ่งที่ท้าทายเรามากที่สุด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตบนโลกนี้ แต่เกี่ยวกับความรักของพระเป็นเจ้า และเดินในเส้นทางของพระองค์ ในชีวิตประจำวันของเรา เมื่อพระบิดาเจ้าผุ้ทรงรักเรา ทรงรอเราเพื่ออวยพระพรเราอย่างอุดมสมบูรณ์มาก พระองค์ไม่หยุดที่จะดูแลเรา เราจึงสามารถที่จะวางใจในพระองค์ เพื่อนำเราทุกวัน
จงมอบตัวให้แก่พระบิดาเจ้า และให้พระองค์ดูแลเรา พระองค์ทรงอุ้มเราไว้ในพระหัตถ์ และจะไม่ละทิ้งเรา จงไว้วางใจในพระองค์ ทั้งในเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก และปล่อยวางความวิตกกังวลของเรา จงยื่นมือให้พระองค์เป็นผู้นำทางเรา ในทุกสถานการณ์ เราจะมีพระองค์ทรงยื่นอยู่เคียงข้างเราเสมอ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/a1QOB2dug_8

view