สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

🍊โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ (*โคลงโลกนิติ)

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=1t1CBynnhho

🍒Who Am I
https://m.youtube.com/watch?v=mBcqria2wmg

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
2 พกษ 17:5-8, 13-15 ก, - 18
มธ 7:1-5

พระเยซูเจ้าทรงเตือนศิษย์ของพระองค์
ก่อนที่จะตัดสินใคร ให้มองดูตนเองเสียก่อน
พึงระวังไว้ว่า ท่านตัดสินเพื่อนพี่น้องอย่างไร
พระเจ้าจะทรงตัดสินท่านอย่างนั้น

เมื่อชาวอิสราเอล ตัดสินใจเหินห่างจากพระเจ้า
ไปนมัสการพระอื่น ไม่ยอมเชื่อฟังประกาศก
พระเจ้าทรงเหินห่างจากพวกเขา
และปล่อยให้พวกเขาพ่ายแพ้แก่ศัตรูผู้รุกราน

หมายเหตุ..
อย่า..ตัดสินใคร...
เพียงเพราะ..ไปฟังจากคนอื่นมา

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“แล้วจะได้เห็นชัด...” (มธ 7:1-5)

การตัดสินจำเป็นต้องมีแน่ๆ 

แต่การมองเห็นที่เห็นไม่ชัดต่างหาก ที่เป็นอุปสรรคในการตัดสิน

ความพลาดพลั้งมากมายที่ทำให้เราสะดุดล้ม

หลายครั้งไม่ได้เกิดที่การถูกกีดขวางด้วยสิ่งใดๆ

แต่สายตาที่มองเห็นไม่ชัดต่างหาก

เราก็อาจจะล้มลงได้เสมอ

ไม่ใช่เพราะสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า ซึ่งไม่มีอะไรเลย

แต่เราได้ล้มลง เพราะ...

การสะดุดเท้าตนเอง...

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกมองเห็นชัดเถิด

แล้วลูกจะได้เข้าใจในสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่แบบลูกของพระองค์

ขอทรงขจัดหมอกควันแห่งอคติในจิตวิญญาณของลูกก่อนเถิด

เพราะบ่อยครั้ง ลูกสะดุดล้ม ไม่ใช่เพราะอุปสรรคขวางกั้น

แต่เพราะมองเห็นไม่ชัด เพราะภาพลวงตา 

ลูกก็สะดุดเท้าตนเองเสมอเลย...

________________

แท้จริงแล้ว การตัดสินเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับหลายๆ คน และดูเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... เศษฟางกับท่อนซุง ดูจะเป็นเรื่องที่แตกต่างกันจริงๆ แต่บางครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อะไรเป็นเรื่องที่สะดุดมากกว่ากัน... แต่ทว่า สิ่งที่ขวางกั้นการมองเห็นต่างหากที่ทำให้เรามองอะไรบางอย่างผิดพลาดไป... การมองเพียงด้านเดียว... การมองเพียงแค่เห็น แต่ไม่เข้าใจ... อคติหรือเปล่า ที่กลายเป็นสิ่งขวางกั้น ทำให้เราตัดสินผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม

ใครเล่าจะล่วงรู้ทุกสิ่ง นอกจากพระเจ้าเท่านั้น ที่ไม่อาจจะมีสิ่งใดปิดซ่อนไปจากพระหัตถ์ของพระองค์เลย... ดูการตัดสิน และความเข้าใจของพระเจ้าที่แสนอ่อนโยน ผมไม่เคยลืมท่าทีของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนเลย เมื่อทรงภาวนาวอนขอพระบิดาเจ้า ทรงอภัยให้กับผู้ที่ตรึงพระองค์บนไม้กางเขน

เราอาจจะมองว่าชาวยิวที่ทำเช่นนั้น พวกเขาพลาดไป ที่ตรึงพระผู้ไถ่ของพวกเขาบนไม้กางเขน เราอาจจะมีเหตุผลและความคิดเห็นมากมายต่อการกระทำนี้... แต่ความคิดเห็น และการล่วงรู้ของพระเจ้า ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยเลือกทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินในความอ่อนโยน พระองค์ทรงวอนขอการประทานอภัยจากพระบิดา นี่คือมุมมองที่แตกต่าง...

พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดให้พวกเขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร (ลก 23:34)... พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดให้พวกเขาเถิด... แน่นอน พวกเขากำลังกระทำผิดพลาดไป เพราะพวกเขาไม่รู้ความจริง แต่... พระบิดาเจ้าข้า เพราะพวกเขาไม่รู้ หากเขารู้ว่าผู้ที่พวกเขากำลังตรึงที่กางเขนนี้เป็นใครแล้วนั้น พวกเขาคงไม่กระทำกับพระผู้ไถ่ของพวกเขาถึงเพียงนี้แน่ๆ...

นี่คือสายพระเนตรที่ใสและชัดเจน เมื่อทรงเข้าใจการกระทำที่อาจจะดูเลวร้าย แต่เพราะเขาไม่รู้ เขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร... การตัดสินของพระเจ้าอยู่ในพระเมตตา ไร้อคติจริง มีแต่รักและเมตตา... เราพบเรื่องราวการทรยศของอิสราแอลในพันธสัญญาเดิมที่เราได้อ่าน (เทียบ 2พกษ 17:5-8, 13-15ก, 18) เรายังพบว่า พระเจ้าทรงพระเมตตา และปรารถนานำหัวใจที่ทรยศนั้นกลับคืนมา ให้โอกาสในการกลับใจ... พระวาจาที่ตรัสเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำดีๆ ของพวกเขา ความเข้าใจเพียงเล็กน้อย หรือการหลงผิดของพวกเขาหรือจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักที่ปราศจากสิ่งที่เรียกว่า “อคติ” เพราะพวกเขาคือประชากรที่ได้ทรงเลือกสรร

ที่สะดุดมีมากมายเหลือเกิน... แต่หลายครั้งที่การสะดุดเกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่เพราะสิ่งที่กีดขวางอยู่เบื้องหน้าเรา แต่ทว่า นั่นคือมุมมองของสายตาของเรา... ที่อาจจะมีท่อนซุงใหญ่ที่เรียกว่า “อคติ” วางขวางอยู่ในดวงตา และเป็นไปได้ที่เบื้องหน้าเราในความเป็นจริงอาจจะไม่มีอะไรวางขวางเลย แต่เพียงสายตาที่มองเห็นไม่ชัด เพราะท่อนอคติขวางกัน สิ่งที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่การสะดุดล้มเพราะสิ่งใดวางขวาง แต่ทว่า มันคือการสะดุดเท้าตนเองมากกว่าหรือเปล่า เพราะสายตาที่สับสน พร่าลายไปด้วยหมอกควันแห่งการจับผิด อคติ และการมองกันและกันในแง่ร้ายหรือเปล่า หากเป็นดังนี้แล้ว ยังไม่ทันจะได้เดิน แค่ลุกขึ้นมาก็ล้มลงแล้วกระมัง...

จากพระทัยที่แสนอ่อนโยนของพระเจ้า การตัดสินของพระองค์ ความเข้าใจของพระองค์ สายพระเนตรของพระองค์จึงเปี่ยมล้นด้วยความเมตตาและความรักเต็มเปี่ยม ทอดพระเนตรด้วยความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ การไม่ถือโทษ ปราศจากอคติ สายพระเนตรของพระเจ้าจึงไม่มีอะไรขวางกั้นความจริงที่พระองค์ทรงเห็น

ก่อนการมองเห็นและตัดสินผู้อื่นนั้น สิ่งที่ควรจะพยายามกำจัดออกไปให้หมดจากหัวใจเราคือ “อคติ” ครับ ที่มันเป็นดังท่อนซุงใหญ่ที่ทำให้เรามองไม่ชัด เป็นดังหมอกควันที่รวมตัวกันเป็นภาพลวงตา และทำให้เรามองผู้อื่นผิดไป

สิ่งที่เป็นที่สะดุด ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด หากตาเรามองเห็นชัดเจน เราย่อมไม่ล้มลงเพราะการขวางกั้นของสิ่งนั้นใช่ไหม แต่ทว่า สิ่งนั้นจะได้รับการจัดการให้อยู่ในที่ๆ เหมาะสมไม่ใช่หรือ... ตรงกันข้าม การมองไม่ชัด สายตาที่ลวงหลอกเพราะอคติ แม้ไม่มีอะไรขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า เราก็อาจจะล้มลงแบบสิ้นท่า เพราะการสะดุดเท้าตนเอง...

ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานสายตาเยี่ยงพระองค์ไว้ในจิตวิญญาณของลูก เพื่อลูกจะมองเห็นพี่น้องด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา ลูกจะได้เข้าใจว่า ไม่มีอะไรเป็นที่สะดุดที่เลวร้ายมากกว่าการมองไม่ชัดและสะดุดเท้าตนเองเลย...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 12 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2พกษ 17:5-8,13-15,18 / มธ 7:1-5
ในปี 724 ก.ค.ศ. บรรดาเผ่าทางอาณาจักรเหนือ ที่เรารู้จักในนามของ “อาณาจักรอิสราเอล”ได้ถูกกองทัพอัสสิเรียรุกราน และต้องนำเครื่องบรรณาการ ไปมอบให้อัสสิเรียนานประมาณหนึ่งศตวรรษ จนถึงสมัยกษัตริย์โอเชยา ซึ่งพยายามจะก่อกบฏขึ้น ผลที่ตามมาก็คืออัสสิเรียได้พยายามปิดล้อมอาณาจักรนาน 3 ปี จนกระทั้งในปี 721 ก.ค.ศ. กษัตริย์ซากอนที่ 2 ได้ปิดล้อมกรุงสะมาเรีย และได้นำพวกประชาชนไปเป็นเชลยในกรุงมีเดส ในปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน (2พกษ 17:6) เผ่าทั้งสิบสองเผ่าจะไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีกเลย จากการถูกโจมตีดังกล่าว สถานภาพของพวกเขาได้สูญหายไปทั้งหมด และแคว้นสะมาเรียจะมีแต่ประชากรที่ไม่ใช่ชาวยิว จะมีแต่เผ่ายูดาห์เท่านั้น ที่ยังคงอยู่เป็นอิสระทางอาณาจักรใต้ (2พกษ 17:18)
บรรดาผู้แต่งพระคัมภีร์ได้รับแรงบันดาลใจ ให้รวบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้น ( ในปี 559 ก.ค.ศ.) คำถามที่ตามมา คือ “ทำไมพระเป็นเจ้าจึงอนุญาต ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับประชากรของพระองค์?” พวกท่านได้พิจารณาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีในมือ จนทำให้ความจริงเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้บรรดาประกาศกและผู้ทำนาย มาเตือนชาวอิสราเอลและชาวยูดาห์ว่า ‘จงละทิ้งทางชั่วร้ายของท่าน จงปฏิบัติตามกฎบัญญัติและข้อกำหนด...แต่เขาไม่ยอมเชื่อฟัง มีจิตใจดื้อรั้นเหมือนบรรพบุรุษ ซึ่งไม่ยอมเชื่อพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของตน ดูหมิ่นข้อกำหนดและพันธสัญญา ซึ่งพระองค์ทรงทำกับกับบรรพบุรุษของเขา ดูหมิ่นคำตักเตือนที่ทรงให้ไว้” (2พกษ17:13-14) บรรดาผู้แต่งพระคัมภีร์จึงได้สรุปว่า บรรดาประชากรได้ตัดสินพวกเขาเอง โดยการหันไปนมัสการพระเท็จเทียมแทนพระเจ้าเที่ยงแท้.
พระเป็นเจ้ามิได้ทำอะไรตามใจพระองค์เองโดยพลการ พระองค์มิได้นำความพินาศมาให้ประชากรอิสราเอล ตงกันข้าม “พระเป็นเจ้าทรงพระกรุณา และมีพระคุณ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง” (สดด 103:8) และในความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งได้โปรดให้ประชากรขององค์มีอำเภอใจ ในการที่จะยอมรับหรือปฏิเสธพระองค์ พระองค์ทรงเรียกให้เรากลับมาหาพระองค์ โดยให้เรามีเสรีภาพที่จะทำเช่นนั้น.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view