สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธท่ี 27 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญซีริล แห่งอเล็กซานเดรีย พระสังฆราชและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

วันพุธท่ี 27 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญซีริล แห่งอเล็กซานเดรีย พระสังฆราชและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

🍂ในความทุกข์ยากทั้งหลาย...
ข้าพเจ้ามั่นใจ...
ในพระหัตถ์ที่พยุงข้าพเจ้าไว้

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 27 มิถุนายน 2018
https://youtu.be/-hdqtLHyyzc

🌼 Keep Me In Your Will
http://youtu.be/Hkc91ZhgIlU

🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁

วันพุธท่ี 27 มิถุนายน 2018
ระลึกถึงนักบุญซีริล แห่งอเล็กซานเดรีย
พระสังฆราชและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
อ่าน
2 พกษ 22:8-13 และ 23:1-8
มธ 7:15-20

พระเยซูเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์
ไม่ให้ดูคนที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ให้ดูที่
ผลงานและการกระทำของเขา
เพราะแท้จริงแล้ว ไม้พันธ์ุดี ย่อมให้ผลดี

การที่อำนาจปกครองของ กษัตริย์โยสิยาห์
ได้รับความเคารพยำเกรง จากประชาชน
และผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน ที่พร้อมจะทำตามทุกสิ่งที่ท่านสั่ง
นั่นก็เพราะ จิตใจของกษัตริย์โยสิยาห์ เปี่ยมด้วยความนอบน้อมเคารพรัก ยำเกรงพระเจ้า

แม้นว่าจะพบอุปสรรคมากมาย ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
แต่ท่านนักบุญซีริล ผู้เปี่ยมด้วยความเชื่อเข้มแข็ง มั่นคง
สามารถนำพระศาสนจักร ที่เผชิญกับความขัดแย้ง
ในเรื่องข้อความเชื่อ กลับมาสู่เอกภาพ ผ่านทางสังคายนาที่เมืองเอเฟซัส

หมายเหตุ..
จะทำอะไร....
อย่าเพิ่งไปคิดว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร..
แต่ให้ใส่ใจที่เราคิด และทำยังไง..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพุธที่ 27 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ท่านรู้จักเขาได้จากผลงานของเขา...” (มธ 7:15-20)

ชีวิตศิษย์พระเยซูต้องดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ดูดี
ทานของเรา คือความยุติธรรมกับทุกคน
ไม่ใช่ดูดีในการทำบุญ แต่ขาดความยุติธรรมกับพี่น้อง
เป็นคริสตชน ผลงานของชีวิตต้องแสดงออกให้เห็นเป็นผลดีจากภายในจริงๆ
ไม่ใช่เป็นสุนัขป่าในคราบของลูกแกะ
แล้วดังนี้ ฉันจะเป็นได้อย่างไรซึ่ง...
ศิษย์พระคริสต เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่
หากฉันเป็นทุกสิ่ง แต่ยังไม่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ศิษย์แท้พระเยซู”

________________

ในวันเหล่านี้ ผมอยู่ในระหว่างการเข้าเงียบประจำปีของมาเซอร์คาร์แมลไลท์ที่สามพราน เราใช้เวลาร่วมกันในการฟื้นฟูชีวิตนักบวชของเรา โดยเริ่มตั้งแต่การฟื้นฟูจากรากเหง้าของชีวิตการเป็นศิษย์พระเยซู นั่นคือการเป็น “คริสตชน” เราไตร่ตรองร่วมกันถึงความหมายของการเป็นศิษย์แท้ของพระเยซู เพื่อเราจะได้ไม่เป็นทุกสิ่ง เป็นหลายๆ อย่าง เป็นสมาชิกหลายองค์ แต่ เราลืมการเป็นศิษย์พระเยซู และเราจะไม่ให้เกิดสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นที่เราเรียกว่า เราเป็นนักบวชในเครื่องแบบ แต่ในส่วนลึกที่สุดของหัวเรา เราอาจจะเป็นนักบวชที่ขาดส่วนที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือการเป็นศิษย์พระเยซู

ในระหว่างการไตร่ตรองเรื่องนี้ เราก็ยังได้พิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเราวันนี้ที่เป็นเหมือนสัญญาณแห่งกาลเวลาที่ทำให้เราต้งฟื้นฟูการเป็นศาสนิกของเรา... เมื่อสมเด็จพระสังฆราชแห่งพระพุทธศาสนาได้ตรัสว่า... การถวายเงินให้พระ เป็นวิบัติอย่างรุนแรง สวดพระอภิธรรมก็ไม่ต้องใส่ซองขาวถวายพระ นิมนต์พระแล้วต้องรับ หากไม่รับ ไม่ไปนั้น ถือเป็นเรื่องที่เรียกว่า อาบัติอย่างรุนแรง... ในขณะที่พระสันตะปาปาฟรันซิสของเราด้วย ได้ตรัสในบทเทศน์ระหว่างเทศกาลมหาพรต เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2015 ว่า พระศาสนจักรไม่ต้องการเงินถวายที่มาจากความอยุติธรรมของเรา หากเราถวายเงินทองแด่พระศาสนจักร แต่เงินนั้นมาจากการเอารัดเอาเปรียบคนงานของเรา ลูกจ้างของเราแล้วล่ะก็ พ่ออยากให้เอาเงินของลูกคืนไป พ่ออยากบอกว่า พระศาสนจักรไม่ต้องการเงินทำบุญแบบนี้... และหากเราทำบุญ เรามาวัดวันอาทิตย์ แต่เมื่อกลับไปบ้าน พระสันตะปาปาถามว่า เรามีความยุติธรรมกับลูกจ้าง กับคนงานของเราหรือเปล่า หรือแม้แต่ในครอบครัวของเราเอง เรามีความเมตตา ต่อพ่อแม่ ลูก ปู่ย่าตายายของเรามากน้อยเพียงใด... พระสันตะปาปาทรงเตือนว่า “ท่านทำบุญเป็นเรื่องดี แต่ที่้บ้านของท่านหรือภายในพระศาสนจักร ท่านมีความเมตตาและเป็นธรรมกับพวกลูกน้องลูกจ้างของท่านหรือเปล่า ท่านมีความเมตตากับลูกๆ ของตนหรือไม่ เมตตาและเป็นธรรมกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และบรรดาลูกจ้างของท่านหรือเปล่า พวกท่านไม่สามารถทำบุญให้พระศาสนจักรในขณะที่ท่านปล่อยให้ลูกน้องของตนต้องแบกรับความไม่เป็นธรรมจากการกระทำของท่านนะ นี่คือบาปร้ายแรงมากๆ มันคือการใช้พระเจ้าเพื่อปกปิดความไม่ยุติธรรม”

พี่น้องที่รัก บางที ผมเอง มาเซอร์ พวกเราที่กำลังเข้าเงียบประจำปี เพื่อฟื้นฟูชีวิตนักบวชของพวกเรา วันนี้ เราเดินกันมาครึ่งทางแล้ว เราเหลืออีกสามวันเท่านั้น สองวันที่ผ่านไป เรายังไม่ได้แตะต้องชีวิตนักบวชพวกเราปฏิญาณเลย เพียงแต่เรากำลังทำสิ่งที่เรียกว่าเป็นพื้นฐานที่สุดในการทบทวน ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ เพื่อฟื้นฟู... สิ่งนั้นคือ เรา... แม้เป็นนักบวช เรากำลังฟื้นฟู “ชีวิตคริสตชน” ครับ เรากำลังถามถามตนเอง และถามกันและกันว่า วันนี้ ฉันเป็นศิษย์แท้ของพระเยซูหรือเปล่า หรือชีวิตของฉันดูดีแต่ภายนอกเท่านั้น... ฉันอาจจะเป็นนักบวช แต่ความเป็นศิษย์แท้ของพระเยซูของฉันอาจจะแย่มากๆ หรือไม่มีเลย... ฉันอาจจะเป็นสมาชิกในหลายๆ องค์กรเหลือเกิน เป็นสภาอภิบาล เป็นพลมารีย์ เป็นวินเซ็น เป็นเซอร์ร่า เป็นทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือ ไม่เป็นคริสตชน ยังไม่ได้เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ศิษย์แท้ของพระเยซู”... หากเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งก็ไร้ค่าจริงครับ เพราะเรายังไม่ได้เป็นอะไรเลยในการเป็นศิษย์ของพระเยซู

พี่น้องที่รัก ชีวิตของเรากับพระ ช่างไม่มีอะไรมั่นคงเลย เราเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจริงๆ เราเอาตามใจ ตามความสุข ความสะดวกสบายของเรา และเราก็กลับไปกลับมาต่อหน้าพระเจ้า แต่ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงนิจนิรันดร์ (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง 2พกษ 25:1-12) พระเจ้ายังคงเดิมเสมอจริงๆ มีแต่มนุษย์ที่เปลี่ยนไป กลับไปกลับมา...

หัวใจของมนุษย์นั้น เรารู้ได้จากผลงานการกระทำของเขา จากการดำเนินชีวิต... พระวรสารวันนี้ตอกย้ำให้เราเป็นประจักษ์พยานการเป็นศิษย์พระเยซู การเป็นลูกของพระเจ้า การเป็นคริสตชนที่มีผลงานของลูกของพระเจ้าจริงๆ เราต้องดีจริงๆ ดีแบบพระบิดาของเรา เป็นอัตลักษณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่มีทางเลือกจริงๆ เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า มาตรฐานของเราจะเหมือนคนอื่นไม่ได้... ดังนั้น พี่น้องครับ วันนี้ เรามีผลงานมากมายในโลกใบนี้ เราดูเป็นคนดี เราเป็นสภาอภิบาล เราเป็นพลมารีย์ เราเป็นสมาชิกหลายๆ กลุ่ม แม้แต่เราเป็นนักบวช เราเป็นพระสงฆ์ แต่เรายังไม่เป็นศิษย์พระเยซู เรายังไม่เป็นคริสตชนที่สมบูรณ์ เราทำทุกอย่างเพื่อให้ดูดี แต่ยังไม่ดี... พี่น้องที่รัก เรายังไม่ได้เป็นอะไรเลยสำหรับพระเจ้า เรายังไม่ได้ทำอะไรเยี่ยงลูกของพระองค์เลยจริงๆ ใช่หรือไม่...

เรารู้จักลูกของพระได้ด้วยชีวิตและการเป็นประจักษ์พยานของเขา ลูกของพระเจ้าย่อมต้องมีกิจการที่เป็นผลดีจากส่วนลึกของหัวใจจริงๆ มิใช่หรือ วันนี้ เราทำวัตร เราภาวนา เราสวดมากมาย แต่เราคุยกันในหมู่คณะรู้เรื่องไหม... วันนี้เราทำบุญให้วัดมากมาย แต่เรากำลังเบียดเบียนสมาชิกในครอบครัว และเราปล่อยให้เขาได้รับความไม่เป็นธรรมจากการกระทำของเราหรือไม่... พี่น้องครับ ระวังให้ดี หากเป็นเช่นนั้น เราอาจจะพลาดไปจริงๆ ที่เราเป็นแต่เพียงสิ่งที่เรียกว่า “ดูดี” ครับ แต่ยังไม่เรียกว่า “ดี” จริงๆ

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกได้ใคร่ครวญและทบทวนชีวิตของลูกที่ผ่านมา ไตร่ตรองและฟื้นฟูเสียใหม่ เพื่อจะเป็นจริงๆ ในการเป็นลูกของพระองค์ ในการเป็นศิษย์ของพระเยซู เพื่อลูกจะได้ดีจริงๆ ไม่ช่แค่ดูดีเท่านั้น

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 27 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 12 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2พกษ 22:8-13;23:1-3 / มธ 7:15-20
“ท่านจะรู้จักเขาได้จากผลงานของเขา” (มธ7:16) เมื่อยอห์น บัปติสต์ส่งคนไปถามพระเยซูเจ้าว่า พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์หรือไม่? พระองค์น่าจะตอบเพียงสั้นว่า “ใช่” ตรงกันข้ามพระองค์ได้เชิญให้เขามาดูด้วยตัวเอง “จงไปบอกยอห์นถึงสิ่งที่ท่านเห็นและได้ยิน คนตาบอดกลับมองเห็น คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายจากโรค คนหูหนวกได้ยิน คนตายลับคืนชีพ คนจนได้ฟังข่าวดี” (ลก7:22) หรือจะพูดว่า ยอห์นได้รับการบอกว่า ท่านจะต้องนำมาตรฐาน ที่พระเยซูเจ้าทรงสอน เพื่อจะนำไปบอกบรรดาประกาศกที่ดี “ท่านจะรู้จักเขาได้จากผลงานของเขา” (มธ7:16)
ผลงานที่ดี คือ การทดสอบว่า มันเป็นความจริงที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว สำหรับเราเช่นเดียวกัน เราทุกคนรู้ว่า เราจะต้องเป็นแสงสว่างส่องโลก และเราก็จะต้องรู้ว่า การใช้เพียงคำพูดอย่างเดียวนั้นไม่พอ คำตอบก็คือ เราต้องให้การกระทำของเรา ช่วยสนับสนุนคำพูดด้วย ในการเป็นประจักษ์พยานในครอบครัว และในโลกนั้น มีความสอดคล้องกันเพียงใด ระหว่างคำพูดและการกระทำของเรา ถ้าเราเป็นพ่อแม่ ซึ่งต้องเลี้ยงดูลูกๆ เราได้ปฏิบัติสิ่งที่เราอบรมลูกๆของเราหรือไม่? ขณะที่เราต้องการให้พวกเขานบนอบเราหรือไม่?
ในเรื่องการสร้างมโนธรรม การคาดหวัง และอุปนิสัยให้พวกลูกๆก็เช่นกัน แบบอย่างของพ่อแม่จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเขาต้องการการอบรมจากบรรดาผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้าอา ผู้อบรม และผู้ใหญ่ ผู้เกี่ยวข้องกับอนุชนรุ่นหลัง ซึ่งจะเป็นผลผลิต จากตัวอย่างที่ดี เราต้องทำให้คำพูดและกิจการที่เราทำสอดคล้องกัน...เราได้สวดภาวนาสำหรับสมาชิกในครอบครัวหรือไม่?ความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนๆเป็นอย่างไร?...ถ้าเราต้องการให้ทุกคนรู้ว่า ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้าเป็นอย่างไร? เราได้แสดงออกมาในการเจริญชีวิตประจำวันหรือไม่? ...อย่างที่นักบุญฟรังซิสเคยกล่าวว่า “จงประกาศพระวรสารตลอดเวลา จงใช้คำพูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view