สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญอีเรเนโอ พระสังฆราชและมรณสักขี

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018 ระลึกถึงนักบุญอีเรเนโอ  พระสังฆราชและมรณสักขี

🍏 พระวาจาของพระเจ้า
เริ่มมีชีวิตและเจริญเติบโต
ก็ต่อเมื่อเราฟังแล้ว
นำเอาไปปฏิบัติ
นำเอาไปเป็นชีวิตของเรา

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=r5mJ-zex4o4

🍎พระเจ้าดีต่อฉัน
https://youtu.be/7EysH_CresM

🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018
ระลึกถึงนักบุญอีเรเนโอ
พระสังฆราชและมรณสักขี
อ่าน
2 พกษ 24:8-17
มธ 7:21-29

พระเยซูเจ้าทรงใช้อำนาจสอน และทำ
ให้บรรดาศิษย์ได้เข้าใจชัดว่า
คนที่จะประสบความสำเร็จ
มิใช่คนที่เอาแต่ พูดจาดี มีคำสรรเสริญเยินยอเจ้านาย
แต่เป็นคนท่ีรับฟัง คำสั่งสอน แล้วนำไปปฎิบัติ
ด้วยความซื่อสัตย์

อำนาจปกครองของกษัตริย์ เยโฮยาคีน อยู่ได้ไม่นาน
ต้องมีการเปลี่ยนมือ ตกเป็นของคนอื่น
เพราะการประพฤติ ปฎิบัติในทางที่ชั่วร้าย
ใช้อำนาจในทางที่ผิดของตัวท่านเอง และคนใกล้ชิด

แม้นว่าจะถูกพูดจาดูถูก ต่อต้าน ประสบความยากลำบาก
ในการทำหน้าที่ แต่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน
ทำให้ท่านนักบุญอีเรเนโอ สามารถประสบความสำเร็จ
ในการรักษา และถ่ายทอดความเชื่อคริสตชน

หมายเหตุ..
คนฉลาด...
ไม่ใช่แค่ฉลาดพูด แต่เข้าเรียนรู้จัก
นิ่งอย่างมีสติ รู้ในส่ิงที่ไม่ควรพูด
และเลือกทำ สิ่งที่ต้องทำ ตามลำดับ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018
สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา
ระลึกถึงนักบุญอีเรเนโอ พระสังฆราช และมรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เราไม่เคยรู้จักท่านทั้งหลายเลย...” (มธ 7:21-29)

ชีวิตศิษย์พระเยซู
คือชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวในชีวิตของพระองค์
ลมหายใจของเราเป็นหนึ่งเดียวในพระหรรษทานของพระองค์

ศิษย์พระเยซูจึงไม่ทำงานยิ่งใหญ่ใดๆ เพื่อพระองค์
เพราะบางทีมันคืองานของฉัน ไม่ใช่งานของพระองค์

แต่ศิษย์พระเยซู ทำสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์

ข้าแต่พระเจ้า
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด (น. ฟรันซิส แห่งอัสซีซี)

________________

ศีลล้างบาปทำให้เราเป็นคริสตชน แต่บรรทัดฐานที่จะวัดว่าเราจะสามารถเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้านั้นอยู่ที่บทเทศน์บนภูเขาของพระเยซูเจ้านี้เอง... และวันนี้เรามาถึงที่ตอนท้ายของบทเทศน์ของพระองค์แล้ว... ไม่ใช่ผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า จะสามารถเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้ แต่ผู้ที่จะเข้าอาณาจักรของพระเจ้า คือผู้ที่ปฎิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าเท่านั้น

เป็นไปได้อย่างไร ที่ฉันประกาศพระวาจาของพระเจ้า ฉันถวายบูชาขอบพระคุณทุกวัน ฉันอภิบาลศีลศักดิ์สิทธิ์แก่ประชากรของพระเจ้า หรือ ฉันเป็นสภาอภิบาล ฉันเป็นพลมารี ฉันเป็นวินเซ็นฯ ฉันเป็นสมาชิกในหลายองค์กรที่ทำงานเพื่อพระเจ้า... คือว่า... ฉันทำมากมายเพื่อพระองค์นะ... แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าจะตรัสกับฉันว่า “เราไม่เคยรู้จักท่านทั้งหลายเลย...”

คำถามที่สำคัญก็คือ... วันนี้ ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อใคร เพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตนเอง... วันนี้ฉันทำงานมากมาย ฉันอาจจะถวายพระเจ้าทั้งหมด แต่... ฉันทำเพื่อใคร ฉันทำเพื่อตนเองหรือทำเพื่อพระเจ้า... ก็คงต้องถามต่อไปว่า สิ่งต่างๆ มากมายที่ฉันทำนั้น ฉันทำมากมายหนักหนาถวายพระเจ้า ก็คงอาจจะจริง... แต่ แต่ แต่ ฉันทำงานของฉันเพื่อพระเจ้า หรือฉันทำงานของพระเจ้า... ฉันทำตามน้ำใจของฉันถวายพระเจ้า หรือฉันทำสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า แม้ฉันจะไม่เข้าใจก็ตาม...

โห้... ผมว่าแรงนะครับ หากวันที่เราต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้า แล้วพระองค์จะตรัสกับเราว่า เราไม่รู้จักเจ้า... พี่น้องที่รัก งานที่เราทำมากมาย แม้ว่าจะเป็นงานยิ่งใหญ่เพียงใด ที่สุดท้ายเราบอกว่าฉันทุ่มเทเพื่อพระเจ้า... บางที เราอาจจะต้องถามตนเองมากกว่านั้น... ก็แล้วทำไม ฉันถวายมิสซาทุกวัน ฉันออกเยี่ยมอภิบาลเสมอๆ ฉันไปทำงานขององค์กรคาทอลิกต่างๆ มากมาย แต่พระเจ้าตรัสกับฉันว่า “เราไม่รู้จักท่าน”... ที่ฉันทำไปนั้นก็ไร้ค่า ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะพระเจ้าไม่ได้ต้องการอะไรจากเราเลยจริงๆ...

“เราไม่รู้จักเจ้า”... คำนี้แรงครับ แรงจริงๆ พระองค์ตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว” เราอาจจะถามว่า ชั่วอย่างไร ฉันทำเพื่อพระองค์นะ... แต่แท้จริงแล้ว พี่น้องครับ เราอาจจะต้องทบทวนและถามตนเองใหม่ว่า แท้จริงแล้ว เราทำเพื่อใครกันแน่ เราทำเพื่อพระเจ้า หรือทำเพื่อตนเอง...

พระเจ้าข้า พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด... นักบุญฟรัสซิส แห่งอัสซีซี กำลังจะสมัครเพื่อไปเป็นนักรบเพื่อพระศาสนจักร ท่านกำลังจะเป็นอัศวิน แต่ทว่า ทุกอย่างต้องจบลง เมื่อพระเจ้าทำให้ท่านล้มลง... ท่านจึงถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด” ... น่าทึ่งมาก ที่คำตอบของพระเจ้าตรัสตอบกับท่านว่า... “จงกลับไปที่อัสซีซี แล้วเราจะบอกท่าน”... พี่น้องที่รักครับ... นั่นคือการกลับบ้านครับ กลับไป ณ ที่ที่เราเกิดมา กลับไปที่พระแท่นบูชาครับ กลับไป ณ ที่เรากลับกลายเป็นคริสตชน กลับไป และเริ่มตนเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าใหม่ ที่ผ่านไป เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย หากจุดเริ่มต้นของเรา ไม่ใช่ความปรารถนาในการเป็นศิษย์แท้ของพระเยซู เราต้องกลับไปครับ และทำสิ่งที่เรียกว่า “ให้เราเริ่มต้นใหม่ เพราะที่ผ่านไป เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย”

ฉันทำงานมามากมายเพื่อพระเจ้านะ... แต่แท้จริงแล้ว จริงหรือ ที่วันนี้ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย... เพราะฉันเป็นคริสตังเพื่อตนเองมาโดยตลอด ฉันอยากได้สวรรค์ ฉันทำดีเพื่อจะได้สวรรค์เป็นรางวัล ฉันทำเพื่อตนเองล้วนๆ เลยจริงๆ... เพราะฉันไม่ได้ทำความดีเพราะรักพระเจ้า ฉันทำสิ่งที่เรียกว่าเป็นความประสงค์ของฉัน แล้วฉันก็อ้างว่าทำเพื่อพระเจ้า แต่ทว่า ฉันไม่เคยทำตามพระประสงค์ของพระองค์เลย... นี่กระมัง ที่พระเจ้าจะตรัสกับเราว่า “เราไม่รู้จักเจ้า”... และทุกอย่างที่ฉันทำนั้นก็ไร้ค่าทั้งหมด เพราะฉันทำเพื่อตนเองทั้งนั้นเลย ไม่ได้มีอะไรที่ฉันทำเพื่อพระเจ้าเลย...

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 28 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 12 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2พกษ 24:8-17 / มธ 7:21-29
กษัตริย์ซึ่งทรงเยาว์วัยแห่งยูดาห์ เยโฮอาคิน ทรงต้องจ่ายค่าเสียหายแทนพระบิดาของพระองค์ ที่ได้ต่อสู้กับชาวบาบิโลน ที่เป็นมหาอำนาจในเวลานั้น กรุงเยรูซาเล็มได้ยอมจำนนต่อชาวบาบิโลในวันที่ 16 มีนาคม ก.ค.ศ.597 กษัตริย์และบรรดาชนชั้นนำของแผ่นดิน ได้ถูกนำไปยังกรุงบาบิโลน และได้มีการสถาปนากษัตริย์หุ่นเชิดขึ้นแทน คือ พระปิตุลา (ลุง) ของกษัตริย์เยโฮอาคิน ซึ่งได้รับพระนามว่า พระเจ้าเศเดคียาห์ ผู้แต่งหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ ได้บันทึกว่า มหัตภัยที่เกิดขึ้น เพราะบาปที่บรรดากษัตริย์แห่งแคว้นยูดาห์ได้กระทำ เช่น กษัตริย์มนัสเสห์ (2พกษ 24:3-4,9) ประกาศกเอลียาห์ได้ทำนายเกี่ยวกับกษัตริย์เฮเซคียาห์ (2พกษ 20:17) ซึ่งได้ทำการปล้นพระวิหาร และคำทำนายนั้นก็เป็นความจริง
อย่างไรก็ตามประชากรอิสราเอล แม้ดูเหมือนว่าไม่มีความหวังใดๆ จะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ได้ถูกทำลายนาน 60 ปี ประวัติศาสตร์ได้รับการบันทึกไว้ว่า อาณาจักรคัลเดียน อาณาจักรอัสสิเรีย และอาณาจักรฮิตไทต์ จะสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ช่วยให้เราวิเคราะห์ว่า ความผิดที่บุคคลได้กระทำขึ้น ตามอำเภอใจของตนเองขณะที่มีชีวิตอยู่ เริ่มต้นด้วยการกระทำโดยพลการ โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น เราจะต้องพิจารณาถึงการชำระล้าง และการเสริมพลังจากพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า ทำให้มีผลตามมาที่เจ็บปวดเพราะการทำความผิดและข้อผิดพลาด พระเป็นเจ้าทรงมีวิธีการ ที่จะช่วยเรา ให้เปลี่ยนผลความผิดพลาดที่เลวร้าย เพราะความโง่เขลาหรือความผิดหลงของเรา ให้กลับมามีสภาพที่ดีขึ้น ...ถ้าท่านยอมรับว่า ทุกคนเคยทำความผิดพลาด ดังนั้นจงอย่าคิดถึงมันอีก เราต้องเสียใจที่เคยทำผิดพลาด และต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น และอย่าทำมันอีกในอนาคต เพราะเพราะเป็นเจ้าทรงต้องการให้เราเรียนรู้ว่า เมื่อเราผิดพลาด เราต้องพร้อมจะกลับมาหาพระองค์ เพราะความผิดพลาดเป็นเรื่องมนุษย์ แต่การอภัยเป็นเรื่องของพระเป็นเจ้า.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view