สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2018 สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2018  สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

🍊 อย่าให้ความกลัวในสิ่งใดๆ...ทำให้ใจเธอหวั่น
อย่าให้อุปสรรคใดๆทำให้เธอขาดความเชื่อ
เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า..
"ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า"

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2018
https://www.youtube.com/watch?v=2m7pyA0Tl4E

🌹 เมื่อลูกได้เชื่อ
http://youtu.be/T1jREr72LsU

🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2018
อ่าน
2 พกษ 25:1-12
มธ 8:1-4

ความสุภาพ ถ่อมตนในความเชื่อ ของคนโรคเรื้อน
แสดงออก ด้วยการไม่เรียกร้อง
ขอให้พระเยซู ทำในสิ่งที่ตนต้องการ
เพื่อหายจากโรค เขากล่างอย่างซื่อ ๆ เพียงว่า
“ถ้าพระองค์พอพระทัย ก็ทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้”

หมายเหตุ..
ความอ่อนน้อม ถ่อมตน
ทำให้คนงดงาม

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2018

สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา...” (มธ 8:1-4)

ศิษย์แท้ของพระเยซู

ไม่กลัวที่จะเปลืองตัว

ในการยื่นมือไปสัมผัสเพื่อนพี่น้อง

และนำเขากลับมาสู่อ้อมกอดของเราอีกครั้ง...

วันนี้ ในทางตรงกันข้าม

มากกว่าการกล้าที่จะเปลืองตัวสัมผัสเพื่อนพี่น้องของฉัน

ฉันกลับผลักไสเพื่อนพี่น้องออกไปหรือเปล่า

ท่าทีของศิษย์แท้พระเยซูควรเป็นเช่นใด...

________________

เมื่อวานในการแบ่งปันกับมาเซอร์ เราค้างไว้ที่ชีวิตของคริสตชนที่มีพระเจ้าประทับอยู่ในตน ที่เราเรียนรู้จากชีวิตของพระนางมารีย์ ที่เป็นแบบอย่างชีวิตที่กล้าให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาท ซึ่งทำให้ชีวิตของพระแม่กล้าวางความทุกข์ ความวุ่นวายใจไว้ก่อน และก้าวเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องที่ต้องการความช่วยเหลือ จากนั้น เราก็พบว่า เมื่อพระเจ้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตของใครสักคน พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเขาเลย

เช้าวันนี้ ผมพบภาพเดียวกันที่ทำให้ผมได้ไตร่ตรอง แต่อาจจะเป็นสองภาพที่สอนใจตนเองบนหนทางของการติดตามพระคริสตเจ้านี้ ในวันเหล่านี้ ผมอาจจะไตร่ตรองเรื่องชีวิตศิษย์พระเยซูมากนิดหน่อย เพราะผมกำลังแบ่งปันกับมาเซอร์เรื่อง “ศิษย์แท้พระเยซู... ศิษย์พระคริสต์ เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” พระวาจาของพระเจ้าวันนี้คือรูปแบบของศิษย์พระคริสตเจ้าที่สามารถมองเห็นได้ทั้งจากชายคนที่เป็นโรคเรื้อน และจากพระเยซูเจ้าเอง ผู้เป็นรูปแบบชีวิตคริสตชนของเรา

ชายคนที่เป็นโรคเรื้อน หมายถึงชีวิตของใครบางคนที่ถูกตัดออกจากหมู่คณะ ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นที่รังเกียจ แต่ที่สุดเขาก็มอบความไว้วางใจไว้ในพระเจ้าผู้ไม่ทรงทอดทิ้งเขาเลย... ตาของข้าพเจ้าเพ่งไปหาพระเป็นเจ้าตลอดกาล... (เพลงสร้อยที่เราขับร้องในมิสซาวันนี้) ด้วยความเชื่อที่สุด ขอเพียงพระองค์ทรงพอพระทัย พระองค์ก็สามารถรักษาเขาให้หายได้ และเขาก็กระโจนเข้าไปหาพระเยซู ภาพนี้คือภาพที่เขาอาจจะถูกเอาผิดจากสังคมได้ เพราะการที่เขากระโจนเข้าไปหาพระเยซูเจ้า เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้ เพราะธรรมชาติของเขา เขาต้องอยู่ในสภาพที่รู้ตัวตนว่า ตนไม่เหมาะที่จะอยู่ในสังคม โอ้ หากวันนั้น พระเยซูเจ้าไม่เห็นด้วย บรรดาศิษย์ของพระองค์ กลุ่มชนที่นั่น... พี่น้องครับ ชายโรคเรื้อนคนนี้อาจถูกโทษหนักจากสังคมเลยทีเดียว แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อ...

พระเยซูทรงพอพระทัยยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา และทรงรักษาเขาให้หาย... พี่น้องที่รัก นี่คือการยอมเปลืองตัวเกินไปหรือเปล่า แต่นี่คือท่าทีของพระบุตรของพระเจ้า นี่คือท่าทีของต้นแบบคริสตชน... ทำไมผมใช้คำว่า พระองค์ยอมเปลืองตัวมากไปหรือเปล่า... เพราะจากนั้น ชายคนนั้นหายจากโรค เมื่อเขาไปรายงานตัวกับสมณะ เขาก็จะกลับเข้าไปในสังคมได้อีก แต่คนที่ต้องถูกตัดออกจากสังคมกลับเป็นพระเยซู เพราะพระองค์ทรงทำผิดกฎ พระองค์สัมผัสคนโรคเรื้อนนั้น... แต่นี่คือท่าทีของบุตรของพระเจ้าครับ นี่คือท่าทีที่เป็นต้นแบบชีวิตคริสตชน...

พี่น้องที่รักครับ ไม่เพียงแต่พระเยซูเจ้าเท่านั้น เราด้วยหรือเปล่า ที่เราสามารถก้าวออกไป ยื่นมือของเราออกไป เพื่อรักษาพี่น้องของเรา ผู้ที่เราอาจจะผลักไสเขาออกจากสังคม ออกจากครอบครัว ออกจากหมู่คณะ และออกจากหัวใจของเรา และหลายครั้ง บุคคลเหล่านั้นกลับไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับเป็นสมาชิกในครอบครัวของเรา สมาชิกในหมู่คณะนักบวชของเรานี่เอง

ผลจากบาป ผลจากความผิดบกพร่องทำให้พี่น้องของเราหลุดออกไปจากความสัมพันธ์จากหัวใจของเรา และเราจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือ... มันจะเปลืองตัวเกินไปหรือเปล่า ที่เราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนเช่นนั้นในสังคม... ไม่กี่วันก่อน ผมยกบางตอนของบทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิสมาเล่าให้พี่น้องฟัง เมื่อพูดถึงคนที่อยู่ในคุก หลายคนจะพูดทันทีว่า “ไม่ล่ะ คนประเภทนี้ ผมไม่อยากสุงสิงด้วย เขาอยู่ในคุกนะ” ... พระสันตะปาปาตรัสต่อ... “เอาล่ะ ถ้าท่านไม่ติดคุก มันก็เป็นเพราะพระเจ้าทรงช่วยท่านไม่ให้ทำบาป พวกท่านมีที่ว่างในหัวใจให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำบ้างไหม พวกท่านสวดภาวนาเพื่อพวกเขา เพื่อพระเจ้าจะช่วยพวกเขาให้เปลี่ยนชีวิตตัวเองบ้างหรือเปล่า” ก็แล้วพระสันตะปาปา พระองค์เปลืองตัวมากไปหรือเปล่า... แต่นี่แหละ ชีวิตของบุคคลที่มีพระเจ้าประทับอยู่ ควรเป็นเช่นใด...

พี่น้องที่รักครับ พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ พระองค์สะท้อนภาพของเรื่องราวฆาตรกรรมครั้งนั้น เมื่อพระองค์ตรัสถามฆาตกรว่า... “อาแบล... (ทรงเสริมว่า) น้องชายของเจ้า... อยู่ที่ไหน” พระองค์ตรัสถามถึงอาแบล ผู้ที่พระองค์ย้ำว่า “น้องชายของเจ้า” อยู่ที่ไหน... พี่น้องครับ และวันนี้ พี่น้องของเรา มีใครบ้างไหมที่หายไปจากหัวใจของเรา และเขาอยู่ที่ไหน มันคงไม่เป็นการเปลืองตัวมากเกินไปใช่ไหม ที่เราจะยื่นมือออกไป สัมผัสเขา และนำเขากลับมา...

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ชีวิตของลูกเป็นเช่นนั้นเถิด โดยความช่วยเหลือของพระองค์ ขอให้ลูกกล้าจัดที่ว่างไว้ในใจบ้าง เพื่อนำพี่น้องของลูก ผู้ที่ลูกเคยผลักไสเขาออกไป ขอให้ลูกได้นำเขากลับมา... เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกของพระองค์ควรเป็น และควรกระทำ...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 18 สัปดาห์ที่ 12 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 2พกษ 25:1-12 / มธ 8:1-4
บทอ่านจากหนังสือพงษ์กษัตริย์ที่ 2 ในวันนี้ ได้บรรยายถึงการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็ม เศเดคียาห์เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ด้วยเหตุผลหลายประการ เนื่องจากเยโออาคินซึ่งเป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย ยังคงอยู่ในดินแดนเนรเทศ กษัตริย์เศเดคียาห์ จึงใช้อิทธิพลของตนเอง ครอบงำประชาชนส่วนใหญ่ของกรุงเยรูซาเล็ม และทำให้พวกรักชาติอ่อนกำลังลง ขณะเดียวกันเศเดคียาห์ได้วางแผนก่อกบฏต่อกรุงบาบิโลน ประกาศกเยเรมีห์เห็นว่า การทำเช่นนั้นจะนำความพินาศมาสู่การเมือง จึงได้ให้คำแนะนำในทางตรงกันข้าม แต่หลังจากได้พิจารณาสิ่งแวดแล้ว กษัตริย์เศเดคียาห์ได้ประกาศอยู่เคียงข้างฝ่ายกบฏ ผลที่ตามมาก็คือ กษัตริย์แห่งกรุงบาบิโลน ได้ยกกองทัพมาล้อมกรุงเยรูซาเล็ม และสามารถยึดครองได้ และนำประชาชนไปยังแดนเนรเทศ การถูกนำไปยังดินแดนเนรเทศนี้ จะให้ผลทางการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการเมืองและจิตใจ สำหรับอาณาจักรยูดาห์ ในด้านการเมืองนั้น อาณาจักรจะสูญเสียทุกอย่างตลอดไป แต่จะมีบทบาทในด้านจิตใจต่อโลกเป็นอย่างมาก
เมื่อมองจากด้านฝ่ายมนุษย์ จะเห็นว่าทุกอย่างมีแต่การสูญเสีย แต่พระเป็นเจ้าหาได้ทอดทิ้งประชากรของพระองค์ไม่ การที่ประกาศกเอเศเคียลและอิสยาห์ (อสย 40-50) ต่างก็ประกาศว่า จะมีการชำระ มีความหวัง และการมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น เหมือนกับพระเยซูเจ้า ที่ได้กรรแสงถึงกรุงเยรูซาเล็ม ที่จะถูกชาวโรมันทำลายเป็นครั้งที่สอง (ลก 19:14) เช่นเดียวกันพระเป็นเจ้าจะกรรเสียงถึงกรุงเยรูซาเล็มเช่นเดียวกัน
เราก็เช่นเดียวกัน เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงมีพระทัยเมตตาสงสารต่อเรา และยินดีให้อภัยโทษแก่เรา ไม่ว่าเราจะได้ทำบาปมากมายเพียงใดก็ตาม ขอให้เรากลับใจอย่างแท้จริงเท่านั้น...ข้าแต่พระเป็นเจ้า พระองค์คือพระเป็นเจ้าที่ทรงพระเมตตาใช่หรือไม่? ลูกมีความหวังในพระองค์แต่ผู้เดียว และลูกรู้ว่า พระองค์จะไม่ทำลายลูกอย่างแน่นอน

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view