สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 2 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

วันจันทร์ที่ 2 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

🍉 เพื่อจะได้รับ...คุณจะต้องสูญเสีย
เพื่อจะมีชีวิต...คุณจะต้องสูญเสียชีวิต
เพื่อจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้า ...
คุณจะต้องทิ้งทุกอย่าง

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2018
สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=hEHKNYbev2M

💦Hallelujah
http://youtu.be/YwaIwIURbbw

☘☘☘☘☘☘☘☘

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2018
อ่าน  
อมส 2:6-10,13-16
มธ 8:18-22

เมื่อเห็นว่า พระเยซูเจ้ามีคนนิยม ชมชอบ 
ธรรมาจารย์ อยากที่จะยกตนให้สูงขึ้น 
ด้วยการเป็นศิษย์ ติดตาม 
พระองค์ทรงเตือนให้คิดดี ๆ 
เพราะหนทางนี้ มีความยากลำบากรออยู่

เมื่ออิสราเอล ประชากรที่ได้รับเลือกสรรให้ติดตามพระเจ้า
ดำเนินชีวิต ตามใจชอบ เพื่อความสะดวกสบาย
จนทำลายคำสัญญา ละเมิดธรรมบัญญัติ
ยกตนให้สูงขึ้น ด้วยการกดคนอื่นให้ต่ำลง
พระเจ้าทรงลงโทษ ด้วยการปล่อยให้พวกเขา
พบกับความตกต่ำ 

หมายเหตุ...
คนที่มองโลกในแง่ร้าย..
มักเห็นแต่ความยากลำบากในทุกโอกาส
แต่คนที่มองโลกในแง่ดี
กลับเห็นโอกาส ในทุกความยากลำบาก

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ  พรหมภักดี)


“พลังแห่งพระวาจา” 

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2018

สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“จงตามเรามา และปล่อยให้คนตายฝังคนตายของตนเถิด” (มธ 8:18-22)

กระแสเรียกของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า

ถูกเรียกร้องให้ดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเจ้า

บนพื้นฐานของความรักและเมตตาธรรม

ความกังวลทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น

จงวางไว้ในที่ที่ควรจะเป็น

เมื่อได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว

สิ่งที่สำคัญคือ...

จงตามเรามา.

________________

เช้าตรู่วันนี้ หลังจากทำวัตรแรก และอ่านพระวาจาของพระเจ้าที่จะใช้ในมิสซาแล้ว ผมเดินรอบบ้าน ดูแลความเรียบร้อย และกำลังจะออกไปเดิน วิ่ง ออกกำลังกายตอนเช้าที่ชายทะเลตามปกติ โดยอาศัยเวลาเงียบสงบในเวลาเช้านั้น เพื่อไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าก่อนที่จะกลับมาและพิมพ์ส่งมาแบ่งปันให้พี่น้อง... ผมเดินไปที่ประตูครับ และพบเยาวชนคนหนึ่งนั่งอยู่ที่หน้าประตูวัด โอ้ ผมรีบเข้าไปหา เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่า เขามีบาดแผลหลายจุด จึงได้รีบเปิดประตูและนำเขาเข้ามาในวัด เปิดห้องให้เข้าอาบน้ำอาบท่าก่อน เพราะดูเขาสกปรกมาก ระหว่างนั้น ผมก็ไปหาเสื้อผ้ามาให้เขาเปลี่ยน และทำแผลให้เขาทีหลัง ก่อนที่จะคุยกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น... โอ้ เขาเป็นคนประจวบฯ นี่แหละครับ บ้านอยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าไรนัก เป็นนักศึกษาในกรุงเทพครับ และกำลังจะเดินทางกลับไปเรียน ด้วยรถเที่ยวเดียวกับที่ผมเข้ากรุงเทพทุกครั้ง นั่นคือ รถทัวร์เที่ยวตีหนึ่งครับ เขาเดินมาคอยที่วัด เพื่อรอรถ แต่ก็มาถูกทำร้าย ปล้นทุกสิ่งทุกอย่างหมด เงิน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และของในเป้ทั้งหมด เหลือตัวเปล่าบาดเจ็บ เดินไม่ได้อีกด้วย และเขานั่งคอยที่หน้าวัดมาตั้งแต่ตีหนึ่งจนผมมาพบนั่นแหละ... ที่สุด ผมก็ส่งเขาที่บ้านได้ครับ...

ผมเล่าเรื่องราวสดๆ ร้อนๆ นิดหน่อย ทำให้ผมเขียนบทไตร่ตรองส่งมาสายหน่อยวันนี้ เพราะผมเพิ่งขับรถไปส่งเขาที่บ้านเมื่อสักครู่นี้เอง (อยู่ไม่ไกลวัดเท่าไรนัก) สิ่งแรกที่รู้สึกคือ บริเวณวัดของผมมีเรื่องแบบนี้อ่ะ... ผมคงต้องระวังอะไรอีกหลายอย่าง แม้ตัวผมเองด้วย เมื่อจะเข้ากรุงเทพครั้งต่อไป ยืนคอยรถหน้าวัด คงต้องระวังมากขึ้น...

แต่เรื่องที่เขามาในการไตร่ตรองของผมเช้านี้คือ... ผมมั่นใจว่าเยาวชนคนนั้น คงรู้สึกปลอดภัยที่สุด ณ ที่ที่เป็นบ้านของพระเจ้า เขามานั่งคอยหน้าประตูวัดเกือบ สี่ชั่วโมง ยุงรุมกัด หมดแรง หมดสภาพ... ณ จุดที่ผมพบเขานั้น สภาพแบบนั้น คงไม่เป็นประโยชน์อะไรที่จะสงสัยอะไรอีก นอกจากให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นก่อน... พระวาจาของพระเจ้าที่เพิ่งได้อ่าน โดยเฉพาะบทอ่านที่หนึ่งวันนี้พอดี (อมส 2:6-10, 13-16) แม้ผมจะโดนหลอกมาหลายครั้งกับเรื่องพวกนี้ แต่คงไม่มีเหตุผลที่เพียงพอในการปฏิเสธสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ยังไม่ได้จัดวัด ยังไม่ได้เตรียมมิสซา แต่นี่แหละครับ มิสซาแรกของเช้านี้ เมื่อน้องคนนี้บาดเจ็บหนัก ผมต้องแบกต้องหิ้ว ประคองไปในบ้านก่อน และช่วยเหลือเบื้องต้นก่อน ยังไม่ต้องไตร่ตรองพระวาจาหรอก แต่ว่า... มาถึงตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่า นี่คือบทไตร่ตรองที่สำคัญจริงๆ ของผมวันนี้ อาทิตย์ที่แล้วผมไม่อยู่วัดทั้งอาทิตย์ กลับมาก็พบแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ แต่นี่คือกระแสเรียกของคริสตชนใช่ไหม ... รู้เทววิทยาทุกข้อ ท่องจำบัญญัติของพระเจ้าได้หมด แต่หากขาดความรักและเมตตาธรรมต่อเพื่อนพี่น้อง เราคงต้องยอมรับว่า “มันไม่ใช่” นี่ไม่ใช่ชีวิตที่ควรเป็นประจักษ์พยาน นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เป็นข่าวดีเสียแล้ว แต่ผมอาจจะกำลังละเมิดบัญญัติของพระเจ้าในชีวิตจริง (เทียบ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้)

ความกังวลทั้งหมดในการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า คือสิ่งที่ต้องวางไว้ในความวางใจในพระองค์ทั้งหมดจริงๆ “ปล่อยให้คนตายฟังคนตายของตนเองเถิด” คงไม่ได้หมายความว่า คนตายจะลุกขึ้นมาและฝังผู้ล่วงลับ... กลับไปฝังศพบิดาก่อน หมายถึง กลับไปดูแลบิดาจนท่านสิ้นชีวิตก่อน และจะกลับมาติดตามพระองค์...

ปล่อยให้คนตายฝั่งคนตายของตนเองเถิด... นั่นหมายความว่า คงไม่ใช่มือของฉันคนเดียวที่จะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในโลกให้เรียบร้อยไปซะทุกอย่าง สิ่งที่สำคัญการได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว จากนั้น การมีเวลา มีสักส่วนหนึ่งของหัวใจที่มอบถวายพระเจ้าบ้าง การมีเวลาที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า บนพื้นฐานของความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องบ้าง... มีอะไรไม่เสร็จหรือในบ้าน มีอะไรยังไม่พร้อมหรือ... จนตายเราก็ไม่เสร็จครับ จนตายเราก็ไม่พร้อมครับ งานทั้งหลายมากมายที่เราทำมา ก่อนที่เราจะเกิด งานนี้ก็มีมากมายแล้ว เมื่อเราจะตายไป คนที่เหลือก็ยังจะทำงานนี้ต่อไป...

ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของตนเองเถิด... นั่นหมายความว่า ปล่อยให้มนุษย์ผู้รู้ตาย ใครยังมีชีวิต ก็ให้ทำหน้าที่ ทำสิ่งที่ตนควรทำนั้นเถิด... สิ่งที่สำคัญสำหรับชายหนุ่มคนนี้ คือ “จงตามเรามาเถิด”

พี่น้องที่รัก เช้านี้ผมไม่ได้ไปเดินออกกำลังกาย ไม่ได้ไปทะเลอย่างที่ตั้งใจ วัดและมิสซาก็ยังไม่ได้จัด ตั้งใจว่าหลังจากเขียนบทไตร่ตรองส่งให้พี่น้องแล้วค่อยจัด... แต่ก็ต้องมาพบเหตุการณ์ที่ผมต้องวางทุกอย่างที่ตนวางแผนไว้ก่อน... เดินตามพระคริสตเจ้า คือสิ่งนี้ครับ สิ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้แหละ รักและเมตตาธรรมครับ เวลาที่มีอยู่ก็มากพอที่จะดูแลน้องคนที่ถูกรุมทำร้ายนี้ก่อน กลับไปจัดวัด ถวายมิสซา ดูแลเขา หาอาหารให้เขาทาน จนที่สุด ขับรถไปส่งเขาถึงบ้าน... ภาพที่ผมเห็น พ่อแม่ของเขากำลังจะออกไปทำงานครับ ... ทุกอย่างจบลงหมด ทุกอย่างถูกชะงักงันหมด พ่อของน้องจอดรถ ลงมารับลูกด้วยความตกใจ วันนี้คงไปทำงานสายแน่ๆ ... แต่นี่ก็คืองานแรกของเขาวันนี้เช่นกัน เหมือนกับนี่คือบทไตร่ตรองแรก มิสซาแรกของผมวันนี้เช่นกันครับ... สิ่งที่สำคัญคือสิ่งนี้แหละครับ รักและเมตตาธรรมครับ... ฉันพร้อมที่จะวางงานของฉัน ฉันพร้อมที่จะวางความทุกข์กังวลของฉันไว้ก่อนหรือไม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพระเยซูเจ้าผู้ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อพระองค์ทรงเรียกฉัน และขอความช่วยเหลือของฉัน เพื่อร่วมกับพระองค์เป็นข่าวดีวันนี้ แม้มันจะไม่ใช่แผนการชีวิตของฉันในวันนี้ก็ตาม ฉันพร้อมไหม...

บทอ่านที่หนึ่งวันนี้คือกระแสเรียกของคริสตชนจริงๆ ครับ ไม่ใช่กฎ ไม่ใช่บัญญัติใด แต่หัวใจที่เปี่ยมรักและเมตตาธรรมต่างหากครับ... พระวรสารเตือนเราว่า เมื่อต้องเดินตามพระคริสตเจ้าแล้ว ไม่ต้องกังวลอะไร เมื่อพระองค์เรียก ไม่มีใครทราบอะไรล่วงหน้าหรอก เวลานั้น ฉันจะว่าอย่างไร

ขอบคุณบทไตร่ตรองที่มีชีวิตในเช้านี้จริงๆ ครับ ขอให้น้องที่ถูกทำร้าย ได้รับการเยียวยารักษา และหายเจ็บ กลับไปเรียนไวๆ นะครับ ขอบคุณบทสอนใจที่มีค่ายิ่งในเช้านี้ ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณน้องด้วยครับ

ข้าแต่พระเจ้า ลูกอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ทำมากมายในแต่ละวัน ลูกอาจจะมีแผนการมากมายในชีวิตที่ต้องเตรียม ต้องทำให้สำเร็จ... ลูกอาจจะยุ่งมากมายด้วยหลายเรื่องนัก... ไม่มีเวลา เวลาไม่พอ... ข้าแต่พระองค์ ไม่ว่าจะยุ่งสักเพียงใด ไม่ว่าจะเหนื่อยสักแค่ไหน ขออย่าให้ลูกพรากจากพระองค์เลย ขอให้ลูกจัดเวลาเพื่อพระองค์และเพื่อนพี่น้องได้เสมอเถิด พระเจ้าข้า

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 2 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อมส 2:6-10,13-16 / มธ 8:18-22
อาโมสเป็นเพียงผู้เลี้ยงแกะธรรมดาคนหนึ่งจากแคว้นยูดาห์ ที่พระเป็นเจ้าได้ทรงส่งไปประกาศเรื่องการกลับใจในอาณาจักรฝ่ายเหนือ แน่นอน ในสมัยเยโรโบอัมที่ 2 ประชากรอิสราเอลได้เจริญก้าวหน้า และได้หลงไปนมัสการพระเท็จเทียม ในรูปแบบของความเจริญทางด้านวัตถุ ความสะดวกสบาย และละเลยความจริง และแกล้งทำตัวเป็นคนศรัทธา ดังนั้น พระเป็นเจ้าได้สั่งให้ประกาศกอาโมส ให้ไปเตือนพวกเขาให้รู้ว่า พระเป็นเจ้าทรงต้องการให้พวกเขาต้องทำอะไร “แต่จงให้ความยุติธรรมหลังไหลลงอย่างน้ำ และให้ความชอบธรรมเป็นอย่างลำธาร ที่ไหลอยู่เป็นนิตย์ ”(อมส5:24) เมื่อเราพิจารณาจากบทอ่านที่ 1 ในวันนี้ เป็นที่ประจักษ์ว่าประกาศกอาโมส ไม่ต้องการพูดเอาใจประชากร ท่านได้บอกให้พวกเขาทราบว่า พวกเขาไม่ได้นบนอบต่อพระเป็นเจ้า และได้พูดที่สิ่งร้ายที่จะตามมา ถ้าพวกเขาไม่กลับใจ อย่างไรก็ตาม อาโมสได้บอกพวกประชากรว่า พระเป็นเจ้าทรงรักเขา และทรงไม่ต้องการจะลงโทษพวกเขา เขาจึงได้บอกพวกเขาว่า “จงหาแสวงหาความดี อย่าแสวงหาความชั่ว เพื่อเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่ได้ พระเจ้าจอมโยธาจึงทรงสถิตกับเจ้า ดังที่เจ้ากล่าวแล้วนั้น” (อมส 5:14)
เมื่อเราพิจารณาจากข้อความดังกล่าว เราต้องระลึกเสมอว่า กระแสเรียกของการเป็นประกาศกนั้น ไม่ได้หายไปแต่อย่างใด ในทุกวันนี้ ยังมีความต้องการผู้ทำหน้าที่เป็นประกาศก เราจึงต้องเปิดใจของเรา เพื่อให้พระจิตเจ้า โปรดนำเรา ให้เป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์ เราอาจจะอยู่ในสถานการณ์ธรรมดา เช่น การมองเห็นสิ่งที่ผิดต่อจริยธรรมในสถานที่ทำงาน ในโรงเรียน หรือในละแวกบ้าน เป็นต้น จงใช้เวลาฟังพระวาจาของพระองค์ สวดภาวนาถึงพระองค์ และเราจะรู้ว่า เราจะพูดความจริงในความรักเมื่อไรและอย่างไร”แต่ให้เราดำเนินชีวิตในความจริง ด้วยความรักเจริญเติบโตขึ้นจนเจริญเติบโต และเสริมสร้างตนเองอย่างสมบูรณ์ขึ้นด้วยความรัก ”(อฟ 4:15)...ข้าแต่พระเป็นเจ้า ขอทรงโปรดพระจิตของพระองค์ ลงในหัวใจของพวกลูก โปรดให้ลูกมีความกล้าหาญ ความจริง และความรักของพระองค์.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view