สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญอันตน มารีย์ ซักกาเรีย พระสงฆ์

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2018  ระลึกถึงนักบุญอันตน มารีย์ ซักกาเรีย พระสงฆ์

🍒 พระองค์จะทรงทำให้ความมืดมิด
แห่งความทุกข์ลำบากหมดไป
แต่จะทรงประทานความแข็งแกร่ง
และสันติสุขมาทดแทนให้....
แก่บรรดาคนเหล่านั้นที่เชื่อและไว้วางใจ

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2018 
ระลึกถึงนักบุญอันตน มารีย์ ซักกาเรีย พระสงฆ์
https://www.youtube.com/watch?v=mxpJ9Tjm9Q4

🍒 พักพิงในพระเจ้า
http://youtu.be/tHutA18EZjI

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2018 
ระลึกถึงนักบุญอันตน มารีย์ ซักกาเรีย พระสงฆ์
อ่าน
อมส 7:10-17
มธ 9:1-8

ความคิดร้าย ที่ฝังอยู่ในความคิดและจิตใจ
ของธรรมาจารย์บางคน ทำให้พวกเขามองไม่เห็น
ความดี ที่พระเยซูเจ้าได้ทำ

เพราะความคิดร้ายต่ออาโมส 
ประกาศกของพระเจ้า ทำให้อามาซิยาห์
ผู้เป็นสมณะต้องถูกพระเจ้ากล่าวโทษ 
และไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต

ด้วยความคิดที่ดีต่อเพื่อนพี่น้อง
ของท่านนักบุญอันตน มารีย์ ซักกาเรีย 
แสดงออกในกิจการงานต่าง ๆที่ท่านได้ทำ
เป็นต้น ในการนำผู้คน ให้สนใจ รักกันและกัน
แม้จะต้องพบความยากลำบาก ท่านก็ไม่ย่อท้อ

หมายเหตุ..
ความคิดร้าย..ที่แสดงออกมาในคำพูดเพียงไม่กี่วินาที
อาจต้องสูญเสีย ความรู้สึกดี ๆ 
จากคนรอบข้างไปตลอดชีวิต

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ทำใจดีๆ ไว้เถิด ลูกเอ๋ย...” (มธ 9:1-8)

ด้วยความไม่สามารถของเรา

ทำใจดีๆ ไว้เถิด ลูกเอ๋ย

ลองเข้าไปพึ่งพระเจ้า

ยอมให้พระองค์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของตน

ลุกขึ้น และแบกแคร่กลับบ้านเถิด...

นี่คือการฟังพระเจ้า และมั่นใจให้พระองค์เข้ามามีบทบาท

สิ่งที่ดูว่าไม่อาจจะเป็นไปได้

มันก็ขึ้นอยู่ที่การฟังพระองค์ 

และกล้าที่จะทำสิ่งที่พระองค์บอก...

ลุกขึ้น... และแบกแคร่กลับบ้านเถิด... 

และชีวิตของฉันก็เปลี่ยนแปลงไป

เพราะพลังและความสามารถของพระเจ้า

ที่พระองค์ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของฉัน.

________________

พระวาจาของพระเจ้าเมื่อวานนี้ทำให้เราเห็นภาพของการไม่ยอมให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตของลูกๆ ของพระองค์ อิสราแอลไม่ต้อนรับข่าวสาสน์ของพระเจ้าที่ประกาศกอาโมสได้ประกาศ และไม่ต้องการฟังพระองค์ เหมือนกับปีศาจ ที่มันรู้ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า แต่มันไม่ยอมให้พระองค์เข้ามายุ่งวุ่นวายกับงานของมัน แม้ความเป็นจริง นั่นก็คือ เมื่อพระเจ้าเข้ามามีบทบาทจริงๆ แล้ว เมื่อพระองค์เข้ามายุ่งจริงๆ แล้ว ชีวิตของพวกเขากลับดีขึ้น...

วันนี้เป็นอีกครั้งที่เราพบสิ่งนี้ในหนังสือประกาศกอาโมส เมื่อพวกเขาอยากจะยึดเอาแนวทางความคิดหรือวิถีชีวิตของพวกเขาทางที่พวกเขาจะเดินไป แม้จะเป็นสิ่งที่อยุติธรรมก็ตามที และพวกเขาไม่ต้องการฟังเสียงของความจริง พวกเขากำลังมีพระเจ้าใหม่ในชีวิตของพวกเขา จนพวกเขาวางแผนกำจัดประกาศกของพระเจ้า และไม่อยากฟังพระวาจาของพระเจ้าอีก เหมือนสิ่งที่ขัดหูเสียจริง เพราะพระวาจาของพระเจ้าเรียกร้องให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขาเสียใหม่

ความเชื่อของคนที่เป็นอัมพาตและบรรดาคนที่อยู่รอบๆ เขา ในเวลาที่พวกเขาทำอะไรไม่ได้แล้ว พระวรสารบันทึกว่า พวกเขาหามคนอัมพาตนั้นมาหาพระเยซูเจ้า และเมื่อพระองค์ทรงเห็นการแสดงออกเช่นนี้ พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หาย... 

“บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” บาปที่เป็นเครื่องพันธนาการที่เขาถูกผูกมัดไว้ได้หลุดออกไปจากเขาแล้ว... บาป คือสิ่งที่ทำให้เราถูกพันธนาการโดยความคิด ความเข้าใจที่สวนทางกับพระเจ้า เหมือนการมีพระเจ้าอื่น ที่อาจจะทำให้หัวใจของเราเบนไปจากพระเจ้าผู้ทรงชีวิตของเรา เพราะทางนั้นอาจจะทำให้เราดูดีกว่า ร่ำรวยกว่า มีเกียรติ มีชื่อเสียง และแม้ว่ามันจะไม่จีรังยั่งยืนอะไร แต่เราก็มักหลงไปในทางนั้นมากมาย... และที่สุดมันก็เป็นเครื่องพันธนาการที่ทำให้เราขยับไปไหนไม่ได้ เราติดกับสิ่งเหล่านั้น ทีละเล็กทีละน้อย พระเจ้าก็เราก็ถูกทอดทิ้ง และเราไม่ใยดีกับพระองค์อีก เหมือนพระองค์ไม่ได้ให้อะไรกับเรากระนั้นแล พระองค์เหมือนไม่ได้ทำอะไรให้เราดีขึ้นมากระนั้นแล

เมื่อจนมุมเข้าจริงๆ เขาก็พบว่า พระเจ้าที่เขาละทิ้งมานั่นแหละ คือหนทางที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากพันธนาการ การเข้าหาพระองค์ด้วยความเชื่อ กลับกลายเป็นสิ่งที่ประกาศตรงกันข้ามกับบทอ่านที่หนึ่งคือ พระเจ้าข้า เชิญพระองค์เสด็จมาเถิด ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด

บาปกับพระเจ้าอยู่กันไม่ได้เลย เมื่อมีพระเจ้า บาปย่อมไม่อาจเข้ามาได้... มันไม่อาจพันธนาการลูกของพระเจ้าได้... แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราเอง เราปรารถนาที่จะให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากน้อยเพียงใด หรือเราคิดว่าเราแน่กว่า หนทางของฉันนั้นถูกต้องเที่ยงธรรม ขอพระองค์อย่าเข้ามายุ่งกับฉันเลย ฉันอยู่ของฉันแบบนี้น่ะดีแล้ว...

คนที่เข้ามาพึ่งพระเจ้า คนที่เข้าหาพระองค์ เขาสามารถลุกขึ้นอีกครั้ง และเดินกลับบ้านได้ คือการลุกขึ้นจากสภาพชีวิตเก่าที่พันธนาการด้วยบาปและความอยุติธรรม ลุกขึ้นด้วยอำนาจของพระเจ้าคือการลุกขึ้นและไม่ยอมเป็นทาสของความอยุติธรรมอีก คำทูนวอนของเขาก็ได้รับการตอบสนองจากพระเจ้า... 

การเข้าพึ่งพระเจ้า จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นจากชีวิตเก่าๆ ยอมฟังพระวาจาของพระเจ้า ที่หลายๆ ครั้ง เราก็ไม่ชอบฟังพระวาจาของพระเจ้า เหมือนกับสิ่งที่แสลงหู เราไม่อยากฟัง เพราะเมื่อพระวาจาของพระเจ้าทรงพลัง และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต และเพราะเราไม่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เราก็ไม่อยากฟังเสียงของพระเจ้า... คุณพ่อ!!! อย่ามายุ่งกับฉันเลย สงฆ์ส่วนสงฆ์ สัตบุรุษก็ส่วนสัตบุรุษ คุณพ่อไม่เข้าใจความยากลำบากของฉันหรอก ฉันจำเป็นต้องทำงาน ต้องเลี้ยงลูก ฉันไปวัด แก้บาปรับศีล ฉันทำบุญ ฉันทำส่วนของฉันแล้ว... นี่คืออาชีพของฉัน ไม่ทำฉันก็เอาตัวรอดไม่ได้... ใครๆ เขาก็เอากัน ใครๆ เขาก็โกงกัน ฉันไม่เอา เขาก็เอา... คุณพ่อกลับไปวัดเถอะ...

เมื่อคนหนึ่งไม่ยอมลุกขึ้นจริงๆ จากชีวิตเดิมๆ ของตน ความอัมพาตนั้นก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่อาจจะบังคับให้ใครได้รับการรักษาจากพระองค์ เพราะการเข้าพึ่งพระองค์ เหมือนการเข้าไปหาหมอ เราต้องฟังคำแนะนำของหมอ มิฉะนั้น โรคร้ายที่เป็นอยู่ก็ไม่อาจได้รับการรักษาได้เลย... การเข้าไปรับการรักษาจากพระเยซูเจ้า จึงมีพื้นฐานที่การฟังพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเรียกร้องให้เราลุกขึ้น เราก็ต้องพยายามลุกขึ้น แม้ว่ามีคำถามคาใจว่า มันจะเป็นไปได้หรือ... แต่ลองดูซิ เมื่อเข้าหาพระเจ้า เราก็ต้องฟังเสียงของพระองค์ เพราะนั่นคือพลังของพระเจ้าที่ช่วยเหลือเรา ร่วมกับความพร้อมในชีวิตเราที่ต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการของบาปและความอยุติธรรม ความไม่ถูกต้องต่างๆ... ลองดูซิ ลองให้พระองค์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราจริงๆ ซิ แล้วเราจะพบความสุขสงบและสันติ

ข้าแต่พระเจ้า ในความไม่สามารถของข้าพเจ้า... สิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพระทัยดีและพระเมตตาของพระองค์เท่านั้นเอง ขอพระองค์ทรงเปิดหัวใจของลูกให้ฟังพระวาจาของพระองค์เถิด ขอพระองค์ทรงเป็นพละกำลังและความเชื่อมั่นของลูก เพื่อให้ลูกสามารถลุกขึ้นและแบกแคร่กลับบ้านด้วยความเข้มแข็งในการเป็นลูกของพระองค์เถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 5 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อมส 7:10:17 / มธ 9:1-8
มีความเข้าใจว่า ประกาศกคือบุคคลที่สามารถทำนายเหตุการณ์ในอนาคต ตัวอย่าง หนังสือพระธรรมเก่า ได้ทำนายเกี่ยวกับการบังเกิดของพระเยซูเจ้า เราอาจจะคิดว่า ประกาศกคือบุคคลที่เจริญชีวิตในทะเลทราย ประกาศพระวาจาของพระเป็นเจ้า ด้วยอารมณ์และอำนาจ แต่ดูเหมือนว่าคำอธิบายนี้ ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจบทบาทของประกาศกเท่าไรนัก แต่ในกรณีของอาโมส ท่านเป็นเพียงคนธรรมดา เป็นผู้เลี้ยงแกะ ที่สามารถพูดภาษาการพยากรณ์ที่ชัดเจน กับกษัตริย์และบรรดาขุนนางของประชากรอิสราเอล ทำไม่ท่านจึงสามารถทำได้อย่างนั้น?
เป็นที่แน่นอนว่า อาโมสไม่ได้ตื่นขึ้นมา ตัดสินใจเป็นประกาศก และเดินออกไปพูดต่อต้านกษัตริย์ กระแสเรียกของท่านค่อยๆพัฒนาเป็นขั้นตอน โดยได้สวดภาวนา เพื่อขอให้มีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของท่าน ในเรื่องพระสัญญาของพระเป็นเจ้า ต่อประชากรอิสราเอล และเช่นเดียวกันกับพวกเรา ที่อาโมสได้ตอบรับกระแสเรียกของพระเป็นเจ้า ตามสถานภาพของการเจริญชีวิตของท่าน ก่อนที่ท่านจะสามารถสอนให้คนอื่นทำตามแบบอย่างของท่าน
พวกเราบางคน อาจจะได้รับกระแสเรียก ให้เผชิญหน้ากับบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ และเราอาจจะไม่เห็นภาพหรือไม่ได้ยินเสียงในใจของเรา และสามารถเปลี่ยนใจเรา และนี่คือ ส่วนที่สำคัญที่สุดในการเจริญชีวิตเป็นประกาศก เมื่อเราได้รับความรักจากพระเป็นเจ้า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในใจเรา เราจะต้องมองเห็นความเอาใจใส่ของพระองค์ ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนร่วมงานของเรา และเราไม่สามารถเลือกอะไรอื่น นอกจากจะพูดตามที่เราเห็น ยิ่งเราเป็นทุกข์ถึงบาปในชีวิตเรามากแค่ไหน เราก็ต้องมีเสรีภาพที่จะกลับใจมากแค่นั้น และเรายิ่งต้องเชิญให้คนอื่น เข้ามาแบ่งปันประสบการณ์กับเรามากแค่นั้นด้วย และนี่คือ ความหมายที่แท้จริงของการทำหน้าที่ของประกาศก

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view