สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 6 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 6 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

🍇 อย่าลืมที่จะทำความดี
และแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น
เพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาเช่นนี้

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 6 กรกฏาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญมารีย์ กอเรตตี พรหมจารี มรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=HfvPEfCZBPQ

🍒You Raise Me Up
https://youtu.be/HqtwZWvXux8

🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏🍏

วันศุกร์ที่ 6 กรกฏาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญมารีย์ กอเรตตี พรหมจารี มรณสักขี
อ่าน
อมส 8:4-6, 9-12
มธ 9:9-13

เมื่อพระเยซูเจ้าเรียกมัทธิว 
ที่ถูกคนอื่นตราหน้าว่าเป็นคนบาป
พระองค์ทรงย้ำให้บรรดาศิษย์ 
และผู้ที่ติดตาม ได้เข้าใจชัดว่า
พระองค์ทรงพอใจความเมตตากรุณา
มิใช่ เครื่องบูชา

ประกาศกอาโมส ย้ำเตือน ใครที่เหยียบย่ำ 
เอาเปรียบคนยากจน ที่ทนทุกข์ 
ดูถูก เหยียดหยาม เพื่อนพี่น้อง
ก็ย่อมถูกพระเจ้าลงโทษ เช่นเดียวกัน

ความเมตตาของ มารีย์ กอเรตตี
แสดงออกในการให้อภัยต่อ อเล็กซานโดร
แม้ว่าเธอจะถูกทำร้าย จนต้องทนทุกข์ทรมาน
และเสียชีวิต แต่เธอก็ยินดีที่จะให้อภัยด้วยใจที่เป็นสุข

หมายเหตุ..
เมื่อใช้อำนาจ..ก็จะได้รับความเกรงกลัว
แต่เมื่อใช้ความเมตตา ก็จะได้ทั้งหมดของหัวใจ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 6 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา...” (มธ 9:9-13)

น้ำพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงเรียกเราให้เป็นศิษย์ของพระองค์

คือการก้าวเดินตามพระองค์แบบไม่เหลียวหลังกลับไปทำสิ่งเดิม

คือการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในพระองค์

การติดตามพระคริสตเจ้า

คือการเดินตามพระองค์ด้วยหัวใจที่ทุ่มเท แบบหมดสิ้นจิตใจ

ไม่ใช่สักแต่เดินตามให้เสร็จๆ เพื่อจะได้สมใจปรารถนา

แล้วก็กลับไปที่ด่านภาษี กลับไปทำอยุติธรรมดังเดิม

นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้ฉันทำ

และนี่หรือ สิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย...

แต่เดินตามพระองค์

ต้อง... แบบว่า “หมดสิ้นจิตใจ ข้าฯ มอบถวายแด่พระ”

ไม่กั๊กอะไรไว้ในความเห็นแก่ตัว กอบโกย เอารัดเอาเปรียบอีกเลย...

________________

หลังจากเข้าเงียบกับมาเซอร์คาร์แมลไลท์ ผมตั้งใจว่าจะอยู่วัดเต็มที่สักเดือน เพื่อเก็บของ สะสางงานที่ยังไม่เสร็จหลายๆ อย่าง ไม่ได้บอกว่าจะหยุดงานอภิบาล แต่จะให้เวลากับวัดมากขึ้นสักนิดหน่อย หลังจากที่ผ่านงานหลายอย่างมาแบบไม่สู้จะมีเวลาอยู่บ้านอยู่วัดเท่าไรนัก ขับรถออกนอกบ้านทุกวันเลย แม้เมื่อวานนี้ ผมตั้งใจจะไปหาซื้อดอกไม้เพื่อจัดในวัดก่อน เพราะรู้ว่า วันนี้เป็นวันศุกร์ต้นเดือน ผมต้องใช้เวลาทั้งวันในการส่งศีลผู้ป่วยและผู้อาวุโส แม้ว่าจะมีวันเสาร์อีกวันหนึ่ง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านไป ผมไม่อาจมั่นใจว่า วันเสาร์ที่จะมาถึง ผมจะได้ทำสิ่งที่ตั้งใจและวางแผนไว้... แต่ยังไม่ทันจะต่อไปซื้อดอกไม้ ที่บันไดโรงพยาบาลแรก โทรศัพท์จากสัตบุรุษที่ผมอภิบาลอยู่ ทำให้ผมต้องรีบต่อไปที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง เพื่อเยี่ยมอภิบาลและมอบศีลเจิมคนไข้สำหรับคุณแม่ของเขา... ขับรถไป ทำให้คิดและมั่นใจมากกว่าเดิมอีกว่า เมื่อเป็นพระสงฆ์แล้ว เวลาทุกนาที ผมไม่อาจยึดเอาไว้เป็นของตนเองได้เลยแม้แต่นาทีเดียว อาจจะมีความตั้งใจ วางแผนได้บ้าง แต่ไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า จะได้เวลานั้นเพื่อทำสิ่งที่ต้องการ... ไม่มีแล้วครับ ทุกนาที เพื่อสัตบุรุษหมด... ขับรถไป ก็รู้สึกอย่างนั้น ทำให้แต่ละวันต้องทำทุกอย่างเต็มที่ ไม่อาจรอช้าได้เลย เพราะผมไม่มีเวลาที่อาจจะวางแผนอะไรได้ แต่ทุกนาที ต้องเปี่ยมล้นด้วยความกระตือรือร้นทั้งหมด... แล้วจะทำยังไง... คำตอบของผมคือ ทำทุกอย่างเต็มที่ ทำอย่างดีที่สุด และเมื่อต้องวางบางอย่างเพื่ออีกบางอย่าง นี่คือการยอมให้พระเจ้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตครับ เหนื่อยหรือ ขับรถแทบไม่ไหวแล้ว หิว... เมื่อพระเจ้าเข้ามามีบทบาท บางทีสิ่งเหล่านี้กลับไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาสให้เรียนรู้มากขึ้นอีกเพื่อรู้จักและรักพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง... จะประเมินอย่างไรดี... หากเมื่อวานนี้ ไม่มีอะไรเลยที่ผมทำได้สำเร็จตามแผนที่ได้วางไว้ แต่ได้ทิ้งทั้งหมด เพื่อทำสิ่งใหม่... โอ้ ผมคงเป็นนักวางแผนที่แย่มากเลยน่ะ ไม่มีอะไรสำเร็จดังใจหวังสักอย่าง... แต่ แต่ แต่ เมื่อวานทั้งวัน นั่นคือการทำสิ่งใหม่!!! สิ่งที่ไม่ได้คิด ไม่ได้วางแผน แต่มันช่างเรียกร้องความกล้าหาญในการก้าวออกจากที่คุมขังหัวใจของตนเอง

จากพระวรสารวันนี้ ในวันศุกร์ต้นเดือน วันที่พระศาสนจักรระลึกถึงความรักแห่งดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้านี้ คือรักที่อ่อนหวานและอ่อนโยน เมื่อพระองค์ทรงเรียกมัทธิว... การเรียกของพระองค์คือการต้องตอบสนองด้วยการทิ้งทุกอย่าง วางทุกอย่างไว้แบบไม่ต้องกังวลอะไร และเริ่มงานใหม่กับพระองค์ ให้ใจเต็มกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ด้วยความรักและเมตตา แบบไม่ต้องมีกั๊กเก็บอะไรไว้ ไม่ต้องเร่งวันเร่งคืน เพื่อคืนตนเองกลับไปสู่จุดเดิมอีก แต่การตอบรับเสียงเรียกของพระเจ้านั้น เราไม่มีโอกาสเหลียวหลังกลับไปทำสิ่งเดิมอีก แต่เป็นการทิ้งทุกอย่างและเริ่มต้นใหม่กับพระองค์จริง... ชีวิตของเรา ที่พระเจ้าเข้ามามีบทบาท ต้องเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วยความวางใจในพระองค์ เดินตามพระองค์คือเรียนรู้จากพระองค์ แล้วเราจะได้พักผ่อน... เมื่อเราได้ทำทุกอย่างสุดดวงใจ ไม่ใช่ “สักแต่ทำให้เสร็จๆ และผ่านๆ ไป” ไร้คุณค่า ไร้ความหมาย...

บทอ่านที่หนึ่ง (อมส 8:4-6, 9-12) จากหนังสือประกาศกอาโมส วันนี้ช่างเจ็บสะท้านไปถึงส่วนลึกของหัวใจจริงๆ เมื่อไตร่ตรองถึงความจริงใจในการรักและถือกฎของพระเจ้าที่เรียกว่า “สักแต่ทำให้เสร็จๆ และผ่านๆ ไป” เป็นเครื่องบูชาแห้งแล้ง ไร้ชีวิต ไร้ค่า ไร้จิตใจ... และหาใช่เครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงพอพระทัยไม่... และมากกว่านั้น แท้จริงแล้ว เราพบว่า พระเจ้าไม่ต้องการอะไรจากเราเลย เราจะทำดี ทำไม่ดี พระเจ้ายังคงเดิมเสมอ แต่เราต่างหาก หากเราเดินถูกทาง เราเลือกเดินตามทางของพระองค์ นั่นคือทางแห่งความรอดพ้น...

การสักแต่ทำให้เสร็จๆ ผ่านๆ ไป แบบไร้ค่า ไร้ความหมายนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย... ในวันหยุดงาน ในวันพระเจ้า เราอาจจะพูดว่า เมื่อไรวันอาทิตย์จะผ่านไปซะที ฉันจะได้กลับไปทำสิ่งที่เคยทำ เพราะวันสะบาโต วันพระเจ้านั้นห้ามทำงาน เมื่อไรมันจะผ่านไปเสียที เบื่อเต็มทีแล้ว ฉันอยากกลับไปทำมาหากินเหมือนเดิม เมื่อไรเทศกาลถือศีลอดอาหารจะผ่านพ้นไปเสียที ฉันจะไม่ต้องทำพลีกรรม ไม่ต้องทำบุญให้ทาน ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องภาวนามากๆ จะได้ไปเก็บออมกอบโกยเหมือนเดิม ฉันล่ะเบื่อกฎของพระเจ้าเต็มที่แล้ว ทำเพราะต้องทำเท่านั้น ไม่งั้นเดี๋ยวบาป... ฉันไปวัด... สักแต่ไปให้เสร็จภาระกิจวันพระเจ้า เมื่อไรคุณพ่อจะไม่ต้องเทศน์ ตัดบทภาวนาออกบ้าง ไม่ต้องร้องเพลงมากมาย ทำมิสซาเร็วๆ ลวกๆ  รีบๆ สวด อวยพร แล้วเราจะได้กลับไปทำมาหากินกันต่อ ทำไมเวลามิสซา เวลาภาวนานั้นมันช่างยาวนานเหลือเกิน... หรือฉันอาจจะคิดมากกว่านั้น ฉันอยากรีบทำ อยากให้มันเสร็จๆ ไปในภาระกิจของฉันต่อพระเจ้า ในการสวดภาวนา ในการทำกิจศรัทธา กิจเมตตา เพื่อฉันจะได้กลับไปโกงกันต่อ เอาเปรียบกันต่อ ทำผิดอยุติธรรมกันต่อ กินเลือดกินเนื้อกันต่อ... แล้วนี่หรือ การถือบัญญัติที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เมื่อฉันอาจจะทำให้เสร็จๆ ไป สักแต่ทำ แต่มันช่างไร้คุณค่าไร้ความหมายสิ้นดี

เวลาของเราในครอบครัวของเรา ในหมู่คณะนักบวชของเรา เวลาที่เราทานอาหารร่วมกัน ภาวนาร่วมกัน... เมื่อไรจะผ่านๆ ไปสักที หนูจะได้ไปเล่นเฟส เล่นไลน์ต่อ พ่อแม่อ่ะ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ... พี่น้องในคณะนักบวชของฉันเป็นอย่างไร นั่นมันเรื่องของเขา ฉันยังไม่เสร็จกิจของฉัน เมื่อไรหนอ จะลุกได้เสียที จากโต๊ะอาหาร จากที่ที่ครอบครัวหรือหมู่คณะภาวนาร่วมกัน ทานอาหารร่วมกัน พอแล้ว เหนื่อยแล้ว อิ่มแล้ว ฉันอยากไปแล้วอ่ะ คุยอะไรกันนักกันหนา ไปเหอะ เบื่อจังแล้ว...

ข้าพเจ้าพร้อมแล้วพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ายินดีทำตามน้ำพระทัย... เราขับร้องบทเพลงสร้อยวันนี้... แล้วเราเคยไตร่ตรองจริงๆ หรือเปล่า ฉันทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าจริงๆ ไหม หรือทำแต่สิ่งที่เรียกว่าทำให้ดูดี ได้ทำแล้ว ทำเสร็จแล้ว จากนั้นชีวิตฉันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน...

การเรียกของพระเจ้า เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบไม่หวนกลับไปทำสิ่งเดิมที่ผิดยุติธรรม เอารัดเอาเปรียบที่ด่านภาษี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดและไม่กลับไปทำสิ่งเดิมนั้นอีกเลย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายให้เรามอบความไว้วางใจในพระเจ้าอย่างที่สุด

และนี่แหละ พระประสงค์ของพระเจ้า จงเรียนรู้ความหมายของพระวาจาที่ว่า “เราพอใจความเมตตากรุณา ไม่ใช่พอใจเครื่องบูชา”

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ชีวิตของลูก เมื่อตอบสนองการเรียกของพระองค์แล้วนั้น เปลี่ยนเป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตาอ่อนหวาน ก้าวเดินตามพระองค์ด้วยความวางใจเสมอไป ให้ลูกทำทุกอย่างด้วยหมดสิ้นจิตใจในสิ่งที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ ไม่ใช่ทำเพียงให้ดูดี ได้ชื่อว่าได้ทำแล้ว และก็เร่งๆ ทำให้ผ่านๆ ไป เพื่อกลับไปทำตามใจตนเองอีก.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 6 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อมส 8:4-6,9-12 / มธ 9:9-13
เมื่อพระเจ้าได้ประทานกฏบัญญัติให้แก่ชาวอิสราเอล ได้บอกให้พวกเขาให้ดูแลแม่หม้ายและเด็กกำพร้า (ฉธบ 27:19) พระองค์ยังทรงต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า พวกเขาจะต้องไปปฏิบัติจริงในชีวิต พวกเขาจะต้องปล่อยให้ในทุ่งนา มีฟ่อนข้าวหลงเหลืออยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนยากจนได้นำไปทำอาหารรับประทาน (อพย 23:11)
เนื่องจากพระเป็นเจ้าทรงรักคนที่ขัดสน ประกาศกอาโมสจึงได้เตือนประชากรอิสราเอล ให้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี เป็นต้นเมื่อเรามีสิ่งที่เราต้องการอยู่พร้อมสรรพแล้ว พระเยซูเจ้าในฐานะเป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า ได้แสดงให้พวกเราเห็นว่า พระองค์ทรงรักคนที่อยู่ชายขอบสังคม เมื่อพระองค์ได้บอกให้ชายหนุ่มที่มีถามพระองค์ว่า เขาจะต้องทำอะไรเพื่อได้ชีวิตนิรันดร และเขาได้ตอบพระองค์ว่าเขาได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเป็นอย่างดี ตามที่พระองค์ได้บอกเขา พระองค์จึงได้บอกเขาว่า มีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องทำ คือ ไปขายทุกสิ่งที่มีและมอบให้แก่คนยากจน และเขาจะได้ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ (มก10:21))
ในวันนี้ พระศาสนจักรได้กำหนดให้เราระลึกถึงนักบุญมารีอา กอแรตตี เธอเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน ไม่มีโอกาสไปเรียนหนังสือ ได้รับศีลมหาสนิทเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะเสียชีวิตขณะที่มีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น ในตอนบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เธออยู่บ้านคนเดียว หนุ่มเพื่อนบ้านที่ชื่ออเล็กซานโดร ได้บุกรุกเข้าไป หมายจะทำการละเมิดทางเพศ เธอได้พยายามขัดขืน เพราะรู้ว่าสิ่งเขากำลังบาป เขาจึงได้ใช้มีดที่เตรียมมา ทำร้ายร่างกายเธออย่างสาหัส เธอได้ถูกนำส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ก่อนเสียชีวิตเธอได้ยกโทษให้แก่ฆาตรากร เธอได้รับการประกาศเป็นนักบุญโดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 โดยมีสัตบุรุษประมาณสองแสนห้าหมื่อนคนมาร่วมพิธี พร้อมกับมารดา น้องสาวสองคน และน้องชาย โดยมี อเล็กซานโดรอยู่ร่วมพิธี ขณะมีอายุได้ 66 ปี และได้ถูกติดคุกก่อนหน้านี้ นักบุญมารีอา กอแรตตี ยังเป็นตัวอย่างของเยาวชนชายหญิง ในเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view