สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฏาคม 2018 สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฏาคม 2018  สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

☘จงใช้พลังสุดความสามารถ
เพื่อการแสวงหาพระเจ้า
และมากกว่านั้น
จงเป็นดวงดาวนำทาง
ให้ทุกคนที่พบเราได้มั่นใจว่า
เขาได้พบพระคริสตเจ้า...

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฏาคม 2018 
สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=ldUUOZ2mZm8

🍓ทุกครั้งที่ฉันเฝ้าภาวนา
http://youtu.be/bYeWeyX1Mo0

🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฏาคม 2018 
สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อสค 2:2-5
2 คร 12:7-10
มก 6:1-6

น่าเสียดายที่ของดี แต่กลับไม่มีที่โชว์ในบ้านเกิดของตนเอง
เพียงเพราะ อคติ ความคิดที่ว่า รู้จักเขาดี
พระเยซูเจ้าทรงเข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ และชี้ให้เห็นว่า
ประกาศก ย่อมไม่ถูกเหยียดหยาม นอกจากในถิ่นกำเนิด
ท่ามกลางญาติ และในบ้านเกิดของตัวเอง

ประกาศกเอเเคียล ย้ำเตือน
เพื่อให้พันธกิจของพระเจ้าเกิดผล..
จำเป็นที่คนที่ถูกส่งไป
ต้องทำหน้าที่ แม้คนที่ได้ยินจะไม่ใส่ใจ

นักบุญเปาโล ย้ำเตือน และให้กำลังใจ
ใครก็ตามที่ทำทุกสิ่ง เพราะความรักต่อพระคริสตเจ้า
แม้จะถูกข่มเหง สบประมาท ทำให้คับแค้นใจ 
พระหรรษทานของพระเจ้ามีเพียงพอต่อพวกเขา

หมายเหตุ..
ชีวิตของคนทำงาน..จะมีคุณค่า
เมื่อมีหน้าที่ ..มีแล้ว ก็จำเป็นต้องทำให้ดี
เพราะหน้าที่ ไม่ใช่ การอยู่ไปวัน ๆ โดยปราศจากการกระทำ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“เขาเอาเรื่องทั้งหมดนี้มาจากไหน ปรีชาญาณที่เขาได้รับมานี้คืออะไร...” (มก 6:1-6)

ท่ามกลางความมืดมนสิ้นหนทางมืดแปดด้าน

พระเจ้าตรัสอะไรกับฉัน...

ปรีชาญาณของพระเจ้าคืออะไร

ฉันสงสัย... พระเจ้าต้องการให้ฉันเดินไปอย่างไร...

เสียงของพระเจ้าตรัสเสมอในเวลาที่เหมาะสมอ

ประกาศกของพระเจ้าอยู่ในหมู่เราแล้ว...

เสียงพระวาจาของพระเจ้า

การสอนพระวาจาของพระเจ้าโดยทางบรรดาผู้อภิบาลทั้งหลาย

นั่นคือการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางฉัน

แต่คำถามอยู่ที่ว่า...

ฉันต้องการแสวงหาความจริงมากน้อยแค่ไหน

ฉันอยากเดินตามเสียงแห่งพระประสงค์ของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด ???

________________

อาทิตย์นี้ วันเหล่านี้ เราคงผ่านเหตุการณ์หลายๆ อย่าง ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่บางครั้ง ท่ามกลางเหตุการณ์เหล่านั้นที่เกิดขึ้น หลายครั้งหากเรามองด้วยสายตาแห่งความเชื่อ เราก็คงจะต้องถามว่า “พระเจ้าต้องการตรัสอะไรกับฉันในเหตุการณ์เหล่านี้” โดยเฉพาะอย่าง เมื่อบางครั้งเราจนมุม เราไม่มีทางออก หรือแม้กระทั่งในเวลาที่เรามีความสุขที่สุดก็ตาม

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราพบคำตักเตือนจากประกาศกอาโมส ที่ตำหนิหัวใจที่หน้าไหว้หลังหลอก สักแต่ทำ ปฏิบัติพระบัญญัติของพระเจ้าแบบสักแต่ทำให้เสร็จๆ ไป แต่ขาดหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา นั่นจึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัย แต่สุดท้าย เมื่อวานนี้ เราก็พบความอบอุ่นและความหวังในตอนท้าย ที่จบลงที่การกลับใจเปลี่ยนแปลงตนเอง แล้วพระเจ้าจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเขา

มาถึงวันอาทิตย์นี้ เราพบพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงประทานประกาศกของพระองค์ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของเราอย่างเหมาะสมเสมอ เสียงของพระเจ้าดังขึ้นเสมอในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกของพระเจ้าได้พบแสงสว่างแห่งความจริง และสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในเวลานั้นๆ 

วันนี้ พระวาจาของพระเจ้าจากหนังสือประกาศเอเสเคียล เขียนว่าพระจิตของพระเจ้าสถิตอยู่เหนือข้าพเจ้า และทรงทำให้ข้าพเจ้ายืนขึ้น... และเทศน์สอนพระวาจาของพระเจ้า พระวาจาแห่งความจริง และพระเจ้าได้ตรัสบอกประกาศกเอเสเคียลว่า ท่านจะต้องพูดสิ่งที่พระเจ้าตรัส ไม่ว่าเขาจะฟังหรือไม่ฟังท่านก็ตาม อย่างน้อยเขาจะมั่นใจและรู้ว่า มีประกาศกอยู่ท่ามกลางพวกเขา มีเสียงของความจริงอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว (เทียบ บทอ่านที่ 1 วันนี้ อสค 2:2-5)

แบบอย่างแห่งเสียงของประกาศกที่พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้สอนเรา จากชีวิตของประกาศกเอเสเคียล แบบอย่างการเทศน์สอนของนักบุญเปาโล และที่สุด แบบอย่างการเทศน์สอนของพระเยซูเจ้า อย่างน้อยเราก็พบว่า นั่นคือเสียงของพระเจ้าที่ตรัสในเวลาที่เหมาะสมเสมอ ในทุกสถานการณ์เคียงข้างบรรดาบุตรของพระองค์ที่พระองค์ไม่ได้ปล่อยให้เดินไปตามลำพัง และเสียงแห่งความจริงนี้ยังสะท้อนอยู่ในชีวิตของบรรดาพระสงฆ์ ผู้อภิบาลของเรา... เมื่อวานเรามีพิธีอภิเษกพระสังฆราช เราเห็นมีการนำพระคัมภีร์ปกศีรษะของผู้รับศีลบวช นั่นหมายถึงหน้าที่ของการเทศน์สอนโดยมีพระวาจาของพระเจ้าเป็นดังปรีชาญาณของท่าน ปลายหมวกแหลมทั้งสอง คือปรีชาญาณแห่งพันธสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหม่ ที่คาดไว้ศีรษะของท่าน... การเทศน์สอนเหล่านี้จึงมีพื้นฐานที่พระวาจาของพระเจ้า เป็นเครื่องหมายถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเราในสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิตของเรา

บรรดาพระสงฆ์ บรรดาผู้อภิบาลเหล่านั้น ก็ทำหน้าที่สืบต่อมาจากประกาศกของพระเจ้า อำนาจในการสอนเหล่านั้นมาจากหน้าที่การเป็นประกาศกของศีลบวช (สัตบุรุษก็มีหน้าที่เป็นประกาศกโดยศีลล้างบาปด้วยนะครับ ดังนั้น สัตบุรุษก็มีหน้าที่ต้องสอนด้วยเช่นกันนะครับ) และสิ่งนี้ได้เป็นหน้าที่หลักของบรรดาผู้อภิบาลในการเทศน์สอนและตักเตือนประชากรของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ต้องทำ และต้องเป็นเสมอ...

ชีวิตของประกาศกของพระเจ้าไม่ใช่ชีวิตที่ได้รับการต้อนรับเสมอไป นักบุญเปาโลเองทำหน้าที่นี้ และหลายครั้งท่านก็ท้อถอย และอยากจะเลิกทำอยู่แล้ว มันเหมือนหนามทิ่มแทงชีวิตของท่าน (เทียบบทอ่านที่ 2 วันนี้ 2คร 12:7-10) เมื่อท่านอ่อนล้าในการเทศน์สอนพระวาจาของพระเจ้า ทำให้ท่านวอนขอพระเจ้าสามครั้งให้สิ่งเหล่านี้ผ่านไป แต่พระเจ้าตรัสว่า “พระหรรษทานของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพราะพระอานุภาพแสดงออกเต็มที่ เมื่อมนุษย์มีความอ่อนแอ”... ทำให้นักบุญเปาโลมั่นใจในการทำหน้าที่ของท่าน โดยน้อมรับว่า ความสำเร็จนั้นมาจากอานุภาพของพระเจ้า แม้ท่านจะอ่อนแอ แต่ท่านก็ภูมิใจในความอ่อนแอนั้น เพราะเมื่อพระอานุภาพของพระเจ้าอยู่กับท่าน ท่านก็เข้มแข็งขึ้น และพระพร พระหรรษทานก็เพียงพอในการอดทนต่อความทุกข์ยากทั้งปวง

บรรดาพระสงฆ์ บรรดาผู้อภิบาลทั้งหลายที่เทศน์สอนประชากรของพระเจ้า หลายครั้ง พวกเขาก็อ่อนแอครับ หลายครั้ง พวกเขาก็ท้อแท้เช่นเดียวกันในหน้าที่นี้ เมื่อการเทศน์สอนแต่ละครั้ง คนชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง แต่พระเจ้า พระจิตของพระเจ้าทรงนำให้พวกท่านต้องทำหน้าที่นี้ เพื่อให้ประชากรของพระเจ้าสัมผัสถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าได้เสมอ... พี่น้องที่รัก การเรียนรู้จักพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตคริสตชนนั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเสมอและต่อเนื่อง การเรียนคำสอน การแสวงหาความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์เป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างไม่มีวันสิ้นสุด พระสงฆ์ต้องเทศน์สอนพระวาจาของพระเจ้าเสมอสำหรับประชากรของพระเจ้า โดยเฉพาะพ่อเจ้าวัดทั้งหลาย ที่ทำหน้าที่เหมือนพ่อบ้านปกครองดูแลลูกๆ ของตน สอนความเชื่อ สอนความจริงสำหรับลูกๆ พวกท่านท้อแท้ไม่ได้ครับ พวกท่านต้องสอน แม้ว่าจะมีใครไม่ยอมรับ ไม่อยากฟังก็ตาม แต่เพื่อให้มีประจักษ์พยานว่า เขามีผู้สอนความจริงอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว... นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อหน้าพระเจ้า (พระสงฆ์เอง ก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าพระเจ้าด้วย หากไม่ยอมทำหน้าที่นี้ด้วยความมานะบากบั่น ด้วยความตระหนักและรับผิดชอบ)

พี่น้องที่รักครับ พี่น้องด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพ่อแม่ บรรดาผู้มีหน้าที่ให้การอบรมทั้งหลาย พี่น้องมีหน้าที่ต้องสอนความจริง สอนหนทางแห่งความถูกต้อง สอนศีลธรรมแก่บรรดาลูกหลายครับ... และพี่น้องจะสอนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร แน่นอน พี่น้องก็ต้องเรียนรู้คำสอนสม่ำเสมอ เพื่ออบรมบุตรหลานครับ และพระสงฆ์ โดยเฉพาะพ่อเจ้าวัดของพี่น้องนั่นแหละ คือแหล่งที่มาของปรีชาญาณนั้น พระสงฆ์ได้รับการปกมืออย่างพิเศษในการบวช พวกท่านจึงไม่ได้เทศน์สอนในนามของท่าน แต่ในความช่วยเหลือแห่งพระอานุภาพของพระเจ้า พระจิตของพระเจ้าที่ประทับอยู่เหนือพวกท่าน และผลักดันให้พวกท่านทำหน้าที่นี้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และท้อถอยไม่ได้ ท่านต้องประกาศ เพราะในนาทีที่เราทั้งหลายอยู่ต่อหน้าพระเจ้านั้น เราจะบอกไม่ได้ว่า เราไม่รู้ความจริง เมื่อเรามีประกาศก เสียงของความจริงอยู่ท่ามกลางเราแล้ว

ท้ายที่สุดของบทไตร่ตรองวันนี้ เราพบว่า พระเจ้าเป็นปรีชาญาณที่แท้จริงของเรา พระจิตเจ้าคือผู้นำทางที่แท้จริงของเรา พระองค์ทรงเป็นแสงสว่างแห่งชีวิตเรา ที่ผมอยากใช้คำว่า “การหล่อหลอมมโนธรรม” ของเรา ให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง คือความจริงแห่งความรอดพ้นครับ ความจริงที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงบอกเราให้ทำสิ่งใดในเวลาต่างๆ อะไรที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ต่อเราในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา บรรดาพระสงฆ์ โดยเฉพาะพ่อเจ้าวัด มีหน้าที่เป็นมโนธรรมของสัตบุรุษ พี่น้องสงสัยอะไรในการสอนของพระศาสนจักร พระตรัสอะไร อ่านพระวาจาแล้วยังไม่เข้าใจ พี่น้องครับ อย่าลืมมองพ่อเจ้าวัดของพี่น้องครับ คนแรกเลยที่ทำหน้าที่เป็นประกาศกท่ามกลางพี่น้อง เป็นพ่อวิญญาณโดยตำแหน่งเลยครับ ที่พระเจ้าประทานมาให้พี่น้อง ไปครับ ไปถามท่าน คุยกับท่าน ปรึกษาท่าน พระตรัสอะไรกับฉันในเวลานี้ ในสถานการณ์แบบนี้ พระตรัสอะไรนะคุณพ่อ ฉันไม่เข้าใจ... ไปครับ ไปหาท่านด้วยความวางใจเถอะ พระเจ้าจะตรัสอธิบายและทำให้พี่น้องเข้าใจโดยทางท่านครับ... พี่น้องที่เป็นบิดามารดาด้วย อย่าท้อแท้ในการเป็นแสงสว่างแห่งความจริง แสงแห่งศีลธรรมแก่บรรดาลูกหลานนะครับ เรามีหน้าที่เป็นประกาศกตามบทบาทของแต่ละคน อย่างน้อยก็โดยทางศีลล้างบาป ให้เราสอนและตักเตือนกันและกัน เพื่อเราจะไม่มีใครหลงทางไปจากพระประสงค์ของพระเจ้านะครับ

ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดให้ลูกเรียนรู้พระประสงค์ของพระองค์จากการฟังพระองค์ในพระวาจาของพระองค์ และในการเทศน์สอนของผู้ภิบาลของลูกด้วยเทอญ

สุขสันต์วันพระเจ้าครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฏาคม 18 สัปดาห์ที่ 14 ในเทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสค 2:2-5 / 2คร 12:7-10 / มก 6:1-6
เมื่อพระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมายังนาซาเร็ธ บ้านเกิดของพระองค์ บรรดาเพื่อนบ้านรู้สึกประหลาดใจในคำสั่งสอนของพระองค์ ที่มีปรีชาญาณและอำนาจ พวกเขาได้ถามคำถามมากมาย: พระองค์คิดว่าพระองค์เป็นใคร? พระองค์เป็นเพียงช่างไม้ธรรมดามิใช่หรือ?พระมารดาและครอบครัวของพระองค์ ก็อาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกับพวะเขามิใช่หรือ?พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกผิดหวัง ที่เพื่อนบ้านของพระองค์ได้ต่อต้านพระองค์ โมเสสเองได้สัญญากับพวกประชาชนว่า จะมีประกาศกผู้ยิ่งใหญ่บังเกิดมาในหมู่ประชาชน และพวกเขาควรจะฟังพระวาจาของพระองค์ (ฉธบ 18:15) แต่พระเยซูเจ้ากลับประกาศว่า “บรรดาประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยาม นอกจากในถิ่นกำเนิด ท่ามกลางวงศ์ญาติ และในบ้านของตน”(มก 6:4)พระเยซูเจ้ามิได้รับการต้อนรับจากบรรดาคนที่พระองค์ได้ถูกส่งไปพบ เช่นเดียวกับบรรดาประกาศกทั้งหลาย เพราะพวกเขาไม่มีความเชื่อ พระองค์สามารถทำอัศจรรย์เพียงไม่กี่ครั้ง ในท่ามกลางคนที่พระองค์รู้จัก พระองค์จึงได้เสด็จไปสั่งสอนในหมู่บ้านอื่น...ข้าแต่พระเยซูเจ้าโปรดให้ลูกได้เปิดหูฟังพระวาจาของพระองค์ในท่ามกลางเพื่อนบ้าน และในครอบครัว...ท่านเคยเห็นพระพรพิเศษที่เพื่อนบ้านของท่านมีหรือไม่?
จงลงมือทำกิจการต่างๆ อย่ารอให้มันเกิดขึ้นเอง จงลงมือทำ จงสร้างอนาคตด้วยตัวของท่านเอง จงสร้างความหวังให้ตัวเอง จงสร้างควารักของท่าน ท่านจะมีความเชื่ออะไรไม่สำคัญ จงสรรเสริญพระผู้สร้าง โดยไม่ต้องรอให้มีพระหรรษทานมาจากเบื้องบน แต่จงมือทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยตัวท่านเอง ตั้งแต่บัดนี้ บนแผ่นดินนี้เอง...วิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่จะเจริญชีวิตอย่างมีเกียรติในโลกนี้ คือ จงปฏิบัติในสิ่งที่เราสอนคนอื่น...ไม่มีใครได้รับเกียรติยศ จากการเป็นเพียงผู้รับ เพราะเกียรติยศจะได้รับด้วยการเป็นผู้ให้...คนที่หว่านคุณธรรม จะเก็บเกี่ยวเกียรติยศ..การเป็นผู้นำหมายความถึงหน้าที่ เกียรติยศ และประเทศชาติ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในฐานะเป็นประชาชนของประเทศ

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view