สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฏาคม 2018 สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฏาคม 2018 สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

🍭ขอความรักมั่นคงอย่างไม่ยั้งหยุดของพระองค์
ที่ทรงมีต่อลูก .. ในทุกๆ เวลาเช้าวันใหม่
ได้ปลุกเร้าดวงใจลูกให้แสดงความรักต่อผู้อื่น
เพื่อทุกคนจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์
ผ่านทางชีวิตของลูกด้วยเทอญ ..

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฏาคม 2018
สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=dkHGW-I74lY

❤ความรักมั่นคง
https://youtu.be/8NU6ClgZU_E

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฏาคม 2018
สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
ฮชย 11:1,3-4,8 ค-9
มธ 10:7-14

พระเยซูเจ้าทรงสอนศิษย์ของพระองค์..
เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์นั้น
จงอุทิศตน ทำหน้าที่ ด้วยความรัก
ความไว้วางใจในพระเจ้า เป็นมิตรที่ดี
กับเพื่อนพี่น้อง

เสียงของพระเจ้าผ่านทาง ประกาศกโฮเชยา 
ตอกย้ำ สายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของพระเจ้า 
กับประชากรของพระองค์
พระองค์ทรงดูแล เอาใจใส่ 
ประชากรของพระองค์ด้วยความรัก
พระองค์ไม่ทรงทำสิ่งใดด้วยการใช้อารมณ์

หมายเหตุ..
มิตรภาพ กับ ความรักที่จริงใจ
ไม่มีคำว่า “กำไร” หรือ “ขาดทุน”

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“เพราะคนงานย่อมมีสิทธิ์ได้รับอาหาร...” (มธ 10:7-15)

ท่านได้รับมาโดยไม่เสียค่าตอบแทน

ก็จงให้เขาโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วย

เพราะคนงานย่อมมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว

แล้วมากกว่านั้นสักเพียงใด

สำหรับผู้ที่เป็นมากกว่าคนงาน

คนที่เป็นลูกของพระเจ้า

ค่าตอบแทนของเราอยู่กับพระเจ้า

________________

ประกาศกโฮเชยา วันนี้ทำให้เราคิดถึงอดีตที่ผ่านมาในชีวิตเราจริงๆ พระพรของพระเจ้าที่ก่อเกิดชีวิตเราจนเติบใหญ่วันนี้... คือประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงอุ้มชูอิสราแอลประชากรของพระองค์ ทรงรักเขา ทรงเรียกและเลือกเขา... พี่น้องครับ หากพระเจ้าไม่ได้ทรงต้องการอะไรจากเราแล้ว การเรียกและการเลือกนี้ จึงหมายถึงการแบ่งปันชีวิตของพระเจ้ามาสู่เรามิใช่หรือ...

ภาพในบทอ่านที่หนึ่ง หนังสือประกาศกโฮเชยาวันนี้ (อชย 11;1, 3-4, 8ค-9) คือภาพของมารดาที่ฝ้าฟูมฟักบุตของตนจนเจริญเติบโต ประคับประคองคอยช่วยเหลือ ก้มลงป้อนอาหาร ประคองให้เดิน และโอบอุ้มไว้ในอ้อมอก ป้องกันอันตรายต่างๆ 

“เราจะไม่ลงอาชญาตามที่เรากริ้วจัด เราจะไม่ทำลายเขา เพราะเราเป็นพระเจ้า มิใช่มนุษย์ เราคือผู้ศักดิ์สิทธิ์ในหมู่ท่าน เราจะไม่มาด้วยความโกรธ”... นี่คือความเป็นพระเจ้า ที่ทรงรักและเมตตามากมายเหลือเกินต่อลูกของพระองค์ และคงเป็นต้นแบบความรักที่สมบูรณ์ที่สุดของการเป็นมารดาด้วย หากพูดเช่นนั้นคงไม่ผิด

มาถึงวันนี้ ผมชอบประโยคนี้จริงๆ ครับ “เพราะคนงานมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว” แต่เราเป็นมากกว่าคนงานมิใช่หรือ เราเป็นลูกของพระเจ้ามิใช่หรือ... ท่านได้รับมาเปล่าๆ โดยไม่เสียค่าตอบแทน ก็จงให้เขาไปเปล่าๆ โดยมีรับค่าตอบแทนด้วย... ผมคิดถึงศัพท์ทางคริสตศาสนาของเราคำหนึ่งครับ... “พระหรรษทาน” ครับ สิ่งที่เราเรียนคำสอนมาตั้งแต่เล็ก ได้ยินมาบ่อยๆ หรรษาแปลว่าความยินดี ทานแปลว่าการให้ พระหรรษทาน จึงแปลว่า พระเจ้าทรงประทานให้ด้วยความยินดี พระองค์ทรงให้ด้วยความรัก แบบไม่ได้หวังอะไรตอบแทนจากเราเลย

มันเป็นเรื่องที่ จริงๆ ก็ต้องยอมรับว่ายากนะ ที่จะบอกว่าพระเจ้าทรงเป็นบิดาที่ยุติธรรม พระองค์ทรงรักเราทุกคน และพระองค์ทรงดูแลเราทุกคนเสมอ... พี่น้องคงมองว่า สิ่งนี้ง่ายที่พระสงฆ์นักบวชจะพูด เพราะดูเหมือนไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัว พระศาสนจักรเลี้ยงดูเอาใจใส่ เป็นพระสงฆ์เป็นนักบวชอ่ะ สบาย ไม่ต้องมากังวลอะไรของโลก... ก็แล้วทำไมวันนี้ กระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์และเป็นนักบวชจึงลดลงเหลือเกินล่ะครับ

ผมคิดถึงภาพของพ่อแม่ที่กำเนิดลูกมาหลายคน แต่ดูเหมือนว่าลูกบางคนก็ต่อว่าพ่อแม่ว่า รักลูกไม่เท่ากัน... และแท้จริงแล้ว พ่อแม่ก็สามารถเลี้ยงลูกได้เหมือนกันด้วย ลูกแต่ละคน ให้แฝดอย่างไรก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด

ในช่วงท้ายๆ ของการเป็นผู้อภิบาลในฐานะพ่อเจ้าวัดของผมในวันเหล่านี้ ผมยังคงเยี่ยมอภิบาลสัตบุรุษอยู่เป็นระยะๆ... สัตบุรุษหลายคนถามผมว่า ถ้าคุณพ่อไปแล้ว ใครจะมาเยี่ยมพวกเรา ใครจะมาส่งศีลให้พวกเราอีก... ดูจะเป็นความกังวลของสัตบุรุษที่น่ารักนะครับ แต่แท้จริงแล้ว ผมก็ต้องยอมรับว่า ความรอดพ้นของพระเจ้าไม่ได้มาทางผมเท่านั้น ผมเป็นเพียงเครื่องมือของพระเจ้าในเวลาสั้นๆ ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ พระเจ้าก็ทรงทอดพระเนตรดูแลลูกของพระองค์แล้ว แม้เมื่อผมจะไป พระองค์ก็ไม่ได้ทอดทิ้งลูกของพระองค์แน่ๆ พี่น้องเสกศีล ถวายมิสซาเองไม่ได้นี่ หากพี่น้องทำได้ พระสงฆ์อย่างผมคงไม่จำเป็น และพี่น้องคงถวายมิสซา เสกศีลและรับศีลเองทุกวันคงเป็นได้ แต่เพราะพี่น้องทำไม่ได้... การขาดพระสงฆ์ในกรณีดังกล่าว จึงไม่ใช่ความผิดของลูกของพระเจ้าใช่ไหม ที่พี่น้องจะไม่มีโอกาสรับศีล หรือไม่มีโอกาสร่วมมิสซา...ใครจะเอาผิดพี่น้องได้ เมื่อพี่น้องของผม ลูกๆ ของผมหลายคนอายุมากแล้ว ติดเตียง ติดบ้านแล้ว ไปไหนก็ไม่ได้ นี่คงไม่ใช่ความผิดของสัตบุรุษนี่ครับ... แต่สิ่งที่ผมมั่นใจก็คือ พระเจ้าทรงมีวิธีการที่จะดูแลลูกๆ ของพระองค์ด้วยวิธีการของพระองค์ครับ และไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า... แต่หลังจากนั้น สิ่งที่น่าคิดคือ... สัตบุรุษใกล้วัดครับ... ความรู้สึกในหัวใจเราเป็นอย่างไรต่อพระเจ้า ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าเป็นอย่างไร... มาตรฐานคงต่างกันใช่ไหม หากสัตบุรุษสองคน ไม่ได้ร่วมมิสซา แก้บาปรับศีล คนหนึ่งอยู่ใกล้วัด คนหนึ่งอยู่ไกลวัด คนหนึ่งสุขภาพดี คนหนึ่งเดินไม่ได้แล้ว... พี่น้องที่รักครับ พระเจ้ายุติธรรมครับ พระองค์ทรงรู้จักลูกของพระองค์ดีครับ ใครจะทราบได้ว่า ลูกคนไหนรักพระเจ้ามาก คนมาวัดทุกวัน กับคนไม่สามารถมาวัดได้... พระเจ้าเท่านั้นครับ ที่รู้ว่าลูกคนใดรักพระองค์จริงๆ

พี่น้องที่รักครับ เช้านี้ ผมไม่อาจจะแบ่งปันอะไรมากมายนักเกี่ยวกับชีวิตฆราวาส เพราะพี่น้องส่วนใหญ่ก็มองว่า พระสงฆ์นักบวชไม่ได้แต่งงาน คงไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว... สำหรับผมเหมือนมันคงจะจริง... เหมือนคงจะจริง แต่คงไม่จริงทั้งหมด... ชีวิตที่มานะบากบั่นมากว่าสิบปีในการทำงานในฐานะฆราวาส ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ลมลุกคลุกคลานมาไม่น้อย แต่พระเจ้าก็เฝ้าประคับประคองช่วยเหลือเสมอมา... วันนี้ สิ่งแรกที่แบ่งปันได้คือ บทไตร่ตรองถึงชีวิตของตนเองนี่แหละ คงจะใช่ ที่สัตบุรุษคิดว่า พระสงฆ์นักบวช พวกเราได้รับมากมายเหลือเกิน พระพรมากมายที่พระเจ้าประทานให้ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ทำงานนิดเดียวก็มีค่าตอบแทนมากมาย มีคนถวายโน่นถวายนี่เสมอๆ... โอ้ พระเจ้าทรงประทานมากมายจริงๆ เรามีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น ผมเอง บางวันไม่มีเงินพอ ก็มีอัศจรรย์เกิดขึ้นเสมอ มีคนเอาอาหารมาให้ มีตำลึง มีผักบางอย่างที่ไม่ได้ปลูกเอง มันขึ้นข้างๆ วัด ให้ผมได้แสวงหา เก็บเอามาทาน และไม่มีวันใดที่ผมอดเลย วันที่อด ก็ตั้งใจจะอดและอยู่กับสถานการณ์ มันคงไม่ถึงตายหรอก และหากจะถึงตาย ก็ไม่เป็นไร มันเป็นเวลาที่ผมจะกลับไปเฝ้าพระเจ้าไม่ใช่หรือ... วันนี้สัตบุรุษเขามีลูกสองสามคน เขาบอกว่ายากจน พ่อเจ้าวัดอย่างผมที่สัตบุรุษบอกว่าได้รับมากมายเหลือเกิน แต่ผมมีลูกหลายๆ คน... สิ่งที่ผมพิจารณาในเช้านี้คือ... พระพรที่ผมได้รับมามากมายนั้น ผมรักลูกของผมจริงๆ ดูแลจริงๆ กี่คน หากผมดูแลสัตบุรุษเพียงสองคน นั่นแหละครับ ผมคงเห็นแก่ตัวที่สุดกับพระพรมากมายที่พระประทานมาเพียงพอกับลูกๆ ทั้งหมด แต่นี่แหละครับ ผมคงกำลังคอรัปชั่นพระพรของพระองค์ ส่วนที่เหลือนั้น ผมคงกำลังกอบโกยเพื่อความสุขของตนเอง นั่นแหละสิ่งที่น่าพิจารณา เมื่อสัตบุรุษบอกว่า พระเจ้าอวยพระพรคุณพ่อมากกว่าฉัน ในอัตราส่วนของพระพรและหน้าที่การงาน มันคงไม่จริง แต่ในปริมาณของพระพรที่ได้รับ ผมก็ต้องยอมรับว่าจริงครับ ทุกวันนี้ ผมเอง ได้รับมากมายเหลือเกิน แต่การบ้านคือ... ผมต้องแบ่งปัน ผมต้องดูแลลูกๆ ให้ทั่วถึงทุกคน... มิฉะนั้น ผมเป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช ก็ไม่ต่างอะไรกับเขียนและเสนอโครงการชีวิตแด่พระเจ้า เพื่อรับงบประมาณ และกินงบประมาณนั้นเสียเอง รับมา 100 แบ่งให้ลูกสองคนคนละ 5 บาท ตนเองรับมา 90 บาท คงไม่ถูกแน่ๆ (ขอเทียบเคียงแนวคิดของผู้ว่าเชียงรายหน่อยครับ) แต่สิ่งที่ได้รับ สิ่งที่มี... มากกว่านั้น แบบอย่างของโค้ชเอกน่าจะสอนผมหรือเปล่า ให้น้องๆ หมดเลย ให้น้องก่อน... สำหรับผมคือให้ลูกๆ ก่อน... คำถามสำคัญวันนี้ของผมคือ 100 ที่ผมรับมาจากพระเจ้า ผมมอบให้ลูกๆ ของผมเท่าไร...

สำหรับพี่น้อง... พี่น้องที่รักครับ พระเจ้ายุติธรรม อัตราส่วนของพระพรนั้น พระองค์ประทานมาเท่ากันเมื่อเทียบกับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคน ว่าแต่ว่า เราใช้พระพรนั้นเพื่อตนเองเท่านั้นหรือเปล่า พระพรหลายประการที่พระเจ้าทรงประทานมาเพื่อให้เราได้แบ่งปันช่วยเหลือกัน หากเราไม่แบ่งปันแล้วนั้น นั่นแหละครับ บางคนอาจจะเจริญชีวิตผิดต่อความรักของพระเจ้า เพราะกินงบประมาณของพระองค์นะครับ...

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกระลึกถึงพระคุณที่ทรงเลี้ยงดูลูกเสมอมา ขอให้ลูกระลึกไว้เสมอว่า ลูกได้รับมากมายเหลือเกิน แต่นั่นคืองบประมาณของพระองค์ ไม่ใช่เพื่อลูกเอง แต่เพื่อลูกของลูกที่พระองค์ทรงประทานให้... ข้าแต่พระเจ้า ขอช่วยลูกให้ตระหนักมากๆ และไม่คอรัปชั่นพระพรและงบประมาณชีวิตที่ทรงพระเมตตาประทานให้ลูก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 12 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่14เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮชย 11:1-4,,8ค-9 / มธ 10:7-15
พระเยซูเจ้าได้ทรงส่งอัครสาวกทั้ง 12 ที่พระองค์ได้ทรงเลือก ให้ออกไปประกาศการมาถึงของพระราชัยของพระเป็นเจ้า เช่นเดียวกันกับพระเยซูเจ้า พระราชัยของพระเป็นเจ้าได้ปรากฏออกมา ผ่านทางการบำบัดรักษาคนเจ็บป่วย การปลุกคนตายให้กลับคืนชีพ และการขับไล่ปิศาจ อัครสาวกทั้ง 12 ได้รับพระพรพิเศษมาจากพระเยซูเจ้าเปล่าๆ เพราะฉะนั้นพวกเขาจะต้องแบ่งปันกับผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกัน และเข่นเดียวกับบรรดาอัครสาวกที่ได้ออกไป โดยมีความไว้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระเป็นเจ้า พวกเขาจะนำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นติดตัวไป และเจริญชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะได้รับจากคนอื่น ใครที่รับพระวรสาร จะได้รับการอวยพร และถ้าที่ใดปฏิเสธพระวรสารของพระคริสตเจ้า พระพรนั้นจะหวลกลับมายังพวกเขา บรรดาอัครสาวกจะปลีกตัวออกห่างจากผู้ที่ไม่มีความเชื่อเหล่านี้ และปล่อยให้พระเป็นเจ้า เป็นผู้ตัดสินลงโทษพวกเขา...ท่านได้แบ่งปันพระพรพิเศษที่ได้รับมา กับคนอื่นด้วยความใจกว้างหรือไม่?...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดให้ลูกประกาศพระวรสารด้วยความกล้าหาญ เช่นเดียวกับพระองค์
อำนาจต่างๆที่พระเยซูเจ้าทรงมีนั้น ได้รับการมอบให้แก่บรรดาอัครสาวก ส่วนคนที่เกิดในสมัยอาดัมนั้น ก็ได้รับพระฉายาลักษณ์ในองค์พระเยซูเจ้า พวกเขาได้รับมอบอำนาจไม่แตกต่างไปจากบรรดาอัครสาวก พวกคนที่ครั้งหนึ่งได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ บัดนี้พวกเขาก็เหมือนกับมีชีวิตอยู่ในสวรรค์ พวกเขาจะประกาศว่า บัดนี้พระราชัยสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว พระฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้าอยู่พร้อมกับความจริง เพื่อว่าบรรดาผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ จะได้รับพระราชัยสวรรค์เป็นมรดก และได้อยู่กับพระเป็นเจ้า ขอให้พวกเขาเอาใจใส่ดูแลคนเจ็บป่วย ปลุกคนตายให้กลับคืนชีพ ทำความสะอาดบาดแผลให้แก่คนโรคเรื้อน และขับไล่ปิศาจ...อย่าคิดว่าคุณรุ้ทุกอย่าง จงวอนขอและแสวงหาความช่วยเหลือ ผู้คนส่วนใหญ่จะมาช่วยเหลือ และแบ่งปันความชำนาญต่างๆกับคุณ...ไม่มีใครจะแบ่งปันความสนใจของเราทั้งหมด และนำไปใช้ในทุกสถานการณ์ของชีวิตพร้อมกับเรา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view