สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่13 กรกฎาคม18 สัปดาห์ที่14 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่13 กรกฎาคม18 สัปดาห์ที่14 เทศกาลธรรมดา

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 13 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้าย ก็จะรอดพ้น...” (มธ 10:7-15)

ยืนหยัดมั่นคงจนถึงวาระสุดท้าย

คือมั่นคงอยู่เสมอบนหนทางของผู้ชอบธรรม

ใช่ว่าจะไม่ถูกเบียดเบียน 

ใช่ว่าจะไม่ถูกข่มเหงรังแก

ใช่ว่ามันจะราบรื่นนัก

แต่...

คือความมั่นคง นิ่ง สงบ อยู่ในความจริง

และไม่ยอมเดินตามทางอบาย

แม้จะต้องยืนนิ่งๆ หรือต้องหลบไปที่อื่น

แต่... ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้าย ก็จะรอดพ้น.

________________

กระแสเรียกของคริสตชน แท้จริงแล้วหาใช่สิ่งใดอื่นไม่ นอกจากกระแสเรียกแห่งการกลับใจอย่างจริงใจ และเข้าพึ่งพระเจ้า การทิ้งจากอดีตที่ขมขื่น แม้เราจะพลาดพลั้งมามากมาย แต่พระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ใช่พระหัตถ์ที่คอยตัดสินลงโทษ แต่เป็นพระหัตถ์ที่ประทานพระพรเท่านั้น... พี่น้องอาจจะบอกว่า ทำไมในพระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้ บางครั้งก็พูดถึงการลงโทษ แต่จริงๆ แล้ว พระเจ้าไม่ใช่การลงโทษ แต่พระองค์เป็นพระพรเท่านั้น... ชีวิตของเราที่เป็นอยู่วันนี้ ชีวิตของเราที่ยังหายใจอยู่วันนี้ คือพระพรของพระเจ้าทั้งสิ้น แล้วอะไรคือการลงโทษในความหมายดังกล่าว... การลงโทษดังกล่าวนี้ แท้จริงคือ ชีวิตที่ปราศจากพระเจ้า เมื่อไม่มีพระเจ้าก็ไม่มีพระพร เมื่อไม่มีพระพรของพระองค์ สิ่งนั้นคือความพินาศเท่านั้นเอง... สำหรับเรา พี่น้องครับ พระเจ้าไม่ต้องลงโทษเราหรอกครับ หากวันหนึ่งพระองค์ไม่อวยพรเรา เราก็ไม่เหลืออะไรแล้วล่ะครับ นั่นก็หมายความว่า ชีวิตของเรา คือพระพรจากพระเจ้าทั้งสิ้น วันนี้ที่เรายังหายใจอยู่ คือพระเมตตาของพระองค์ล้วนๆ เลยจริงๆ 

บทอ่านที่หนึ่งสะท้อนภาพของความรักความเมตตาของพระเจ้า (ฮชย 14:2-10) ที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อเราเสมอ แม้บางครั้งชีวิตของเราจะแปรเปลี่ยนเหมือนหญิงชู้ที่โฮเชยาให้ภาพการทรยศหักหลังนี้ เป็นดังผู้ที่แสวงหาความต้องการส่วนตัว ประโยชน์ส่วนตน เห็นอะไรที่พอใจก็ติดสอยห้อยตามเขาไป ไม่มีความสัตย์ซื่อจริงใจ ที่แสวงหาผลประโยชน์จากทุกที่ทุกทาง ไม่เคยซื่อสัตย์จริงใจกับใคร... แต่พระเจ้าเป็นดังเจ้าบ่าวที่แสนสัตย์ซื่อ แสนเมตตา แสนดีที่สุด พระองค์ไม่เคยนอกใจผู้ที่พระองค์ทรงรัก เรียกและเลือกมาเป็นของพระองค์... ผมใช้คำว่าเรียกและเลือกมาเป็นของพระองค์ เพราะที่เราเป็นคริสตชน เป็นคนของพระองค์นั้น ไม่ใช่เราที่เลือกพระองค์ แต่เป็นพระองค์ที่เลือกเรา และทรงทำให้เราเกิดผล และนี่คือชีวิต นี่คือกระแสเรียกของการเป็นคริสตชน เป็นศิษย์พระเยซู

พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกและเลือกเราให้เดินบนหนทางที่ปูด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่หนทางนี้ หลายครั้ง เราก็ถูกส่งออกไป เหมือนลูกแกะท่ามกลางฝูงสุนัขป่า ที่พระเยซูเจ้าทรงเตือนให้เรารอบคอบเหมือนงู และสัตย์ซื่อเหมือนนกพิราบ เพราะบนหนทางสายนี้ เราจะได้รับการเบียดเบียน เราจะต้องยืนหยัดมั่นคงอยู่ให้ได้ และจะได้อย่างไรด้วยกำลังของเรา คงไม่มีทางเลย นอกจากการเข้าพึ่งพระหรรษทานของพระเจ้าเท่านั้นเอง

พี่จะฟ้องน้อง น้องจะฟ้องพี่ให้ถึงตาย พ่อจะฟ้องลูก ลูกจะลุกขึ้นกล่าวโทษพ่อแม่ให้ถึงตาย นั่นหมายถึงความแตกแยก แต่นี่คือความแตกแยกที่เป็นเหมือนการถูกแยกออกจากกัน แม้แต่พ่อแม่ลูก หากบางครั้งที่ฝ่ายหนึ่งจะต้องเลือกเอาความจริง ความดีแล้วล่ะก็ หากอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นญาติพี่น้องกันก็ตาม หากเขาไม่เลือก นั่นคือการคัดแยก นั่นคือการแยกออกจากกันครับ... ชีวิตคริสตชน คือชีวิตที่เลือกพระเจ้าไว้เป็นที่หนึ่ง แล้วเราจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร เป็นคริสตชนแล้ว เราแตกหักกับพ่อแม่หรือ เราแตกหักกับพี่น้องหรือ... เปล่าเลย เราไม่ได้แตกหักกัน แต่หนทางของความดีนั้น บางที เราต้องเลือกเดินตามเสียงของพระเจ้า แม้ว่าใครจะไม่เดินตามเราก็ตาม แตกหัก ไม่ได้หมายถึงเราทะเลาะกันหรือทอดทิ้งกัน แต่นั่นคือหนทางที่เราแต่ละคนเลือกเดิน หากเราเลือกต่างกัน นั่นคือการแยกทางกัน แต่หากเราเลือกเดินไปด้วยกัน นั่นคือเราจะประคับประคอง เป็นกำลังใจ และช่วยเหลือ ปลอบใจเตือนความเชื่อของกันและกันต่อไปบนหนทางที่เราเดินมาด้วยกัน

ประจักษ์พยานของหมู่คณะนักบวช ประจักษ์พยานของครอบครัวแห่งสวรรค์... ประจักษ์พยานของชีวิตครอบครัว ในความสัมพันธ์ที่ไม่อาจทอดทิ้งกันนั้น คือภาพลางๆ ที่เราเห็นภาพอาณาจักรสวรรค์ได้ ณ แผ่นดินนี้... แม้บางครั้งเราจะไม่เห็นด้วยกับความคิดของกันและกัน แต่สิ่งที่เหลืออยู่ในก้นบึ้งของหัวใจคือเราเป็นพี่น้องกัน เราจะไม่ทอดทิ้งกัน แต่อย่างไรก็ตาม แม้เราจะห่างกัน เพราะหนทางที่เราเลือกนั้นต่างกันก็เถอะ นั่นคือความจำเป็นที่เราต้องเลือกเอาหนทางแห่งความดี และความจริง

“จฟังเถิด เราส่งท่านไปเหมือนแกะในฝูงสุนัขป่า ท่านจงฉลาดประดุจงู และซื่อประดุจนกพิราบ...” ชีวิตศิษย์พระเยซู เดินไปท่ามกลางฝูงสุนัขป่า ที่ซึ่งไม่ใช่เราต้องเปลี่ยนแปลงปรับตนเองให้เป็นสุนัขป่าด้วย แต่ชีวิตของเราต้องรอบคอบเหมือนงู และซื่อเหมือนนกพิราบ หมายความว่า ชีวิตคริสตชนนั้น เราไม่เดินไปตามกระแสของโลก และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องปรับตัวไปตามกระแสโลกบนทางอธรรม แต่เราต้องเจริญชีวิตแบบผู้ชอบธรรม เจริญชีวิตอย่างชาญฉลาด รอบคอบ เฝ้าระวังอยู่เสมอ ไม่ให้พลาดพลั้งไปในทางอบาย

เมื่อเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองหนึ่ง จงหลบหนีไปอีกเมืองหนึ่ง... น่าสังเกตว่า นี่เป็นคำสอนแสนสุภาพ คือเราจะไม่คล้อยตามหนทางของโลก แม้ว่าเราจะต้องหลีกหนีไปตลอดชีวิตซึ่งการถูกเบียดเบียน แต่นี่คือภาพของความสุภาพถ่อมตน ที่เราไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง แต่เรา... “ปฏิเสธ” ที่จะเจริญชีวิตสวนทางกับความจริงและความดี แม้เราจะต้องเป็นฝ่ายหลบทางไปเสมอ แต่เราจะไม่ก้าวเข้าไปบนหนทางอบาย หนทางอธรรม

พี่น้องครับ ชีวิตนี้ คงไม่จำเป็นต้องร่ำรวยล้นฟ้า แต่พออยู่พอกิน ก็นำให้เราพบทางแห่งความรอดพ้น และนำให้เรารอดพ้นได้ครับ มันคงไม่จำเป็นที่เราต้องคล้อยตามหนทางและกระแสของโลกและสังคมที่เราบอกว่า สังคมวันนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน... คงต้องเป็นความรอบคอบประดุจงูนี่แหละครับ ที่เราจะไม่ยอมให้ใครล่อลวงเราให้หลงทาง แต่อาวุธของเราคือ เราก็ยังต้องสุภาพ อ่อนโยน และสัตย์ซื่อเหมือนนกพิราบ ที่รักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ ยืนหยัดมั่นคงจนถึงที่สุด แล้วเราก็จะรอดได้... ชีวิตคริสตชนไม่ใช่หญิงชู้ ที่แสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองตลอดเวลา ได้ประโยชน์ก็เดินตามไป หาได้จริงใจสัตย์ซื่อกับใครๆ ไม่... พระไหนดีก็ไป เข้าพึ่งเหมือนจงรักภักดี แต่เปล่าเลย นั่นก็เพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น พอหมดผลประโยชน์ก็ทิ้งไปกลายเป็นความหลงงมงาย และแสวงหาพระอื่นที่พอจะเป็นประโยชน์กับตนเอง... รักพระเจ้าหรือรักผลประโยชน์แน่ล่ะ รักแบบนี้ คือรักแบบหญิงชู้ ไม่ใช่รักของพระองค์มิใช่หรือ หากเป็นรักที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ร่ำไป... รักพระเจ้าเมื่อพระองค์จะทรงอวยพระพร เป็นคริสตังเมื่อมีผลประโยชน์... โถ โถ โถ... ผลประโยชน์ของคริสตังไม่มีอะไร นอกจาก... จงภูมิใจในกางเขนคริสตัง ชีวิตและจิตพลังย่อมไหลหลั่งมาจากกางเขน... นั่นคือการซื่อสัตย์ต่อไม้กางเขนของพระคริสตเจ้าเสมอไป นั่นคือความรอดพ้นนิรันดร มิฉะนั้นแล้ว เป็นคริสตังมาทั้งชีวิต แต่เดินตามพระเยซูเจ้าได้ไม่ถึงไหนเลย

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงเป็นพละกำลังของลูก เพื่อให้ลูกมั่นคงอยู่ในความจริงและความดี ให้ลูกมั่นคงบนทางของพระองค์อย่างสุภาพอ่อนโยน และเจริญชีวิตอย่างรอบคอบตลอดไป เพื่อจะไม่หลงไปจากทางของพระองค์เลย

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่13 กรกฎาคม18 สัปดาห์ที่14 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮชย14:2-10 / มธ10:16-23
ประกาศกโฮเชยาได้สรุปการทำนาย เรื่องการฟื้นฟูความรุ่งเรืองของอิสราเอล ในดินแดนแห่งพันธสัญญา ขอให้เราไตร่ตรองและทำความเข้าใจกับพระวาจาในหนังสือเล่มนี้
แม้ว่าอิสราเอลไม่ซื่อสัตย์ ได้ทำบาป และหันไปนมัสการพระเท็จเทียม พระเป็นเจ้ายังทรงรักพวกเขา และทรงเรียกพวกเขาอย่างต่อเนื่อง “จงกลับมาหาพระเป็นเจ้าของเจ้าเถิด … เจ้าได้สะดุดเพรผิดของเจ้า”(ฮชย14:1)พระองค์ทรงต้องการให้ชาวอิสราเอล ได้เดินในหนทางของพระองค์ ไม่ใช่เพราะทรงต้องการที่จะบีบบังคับพวกเขา แต่เนื่องจากว่าหนทางของพวกเขานำไปสู่การทำลาย พระองค์ทรงทราบว่า ประชากรของพระองค์ไม่สามารถทำ ตามพระบัญญัติของพระองค์ได้โดยลำพัง พวกเขาจึงต้องมอบหัวใจแก่พระองค์ และวางใจในพระองค์ เพื่อให้พระองค์ทรงแนะนำและให้พลังแก่พวกเขา
พระเจ้าทรงปรารถนาให้ประชากรเปลี่ยนแปลงจิตใจ ไม่ใช่แต่เพียงเปลี่ยนในคำพูดและการกระทำเท่านั้น พระเป็นเจ้าทรงมองหาจิตใจ ของชาวอิสราเอล(และในตัวเราในปัจจุบันนี้) เพื่อให้พวกเขาหันกลับมาหาพระองค์ และพูดว่า “โปรดยกความผิดของเราออกไป … เราจะไม่กล่าวถึงสิ่งที่เราได้ทำอีกต่อไป “(ฮชย14:2-3) พระองค์ทรงต้องการให้พวกเขาเป็นทุกข์อย่างจริงใจ และวางใจในพระองค์ เพื่อให้พระองค์เป็นผู้นำ ในการตอบสนองตอบทุกความต้องการของพวกเขา
ที่จริงการเป็นทุกข์เพื่อร้องขอความเมตตาและการชำระล้าง คนที่อุทิศตนให้กับพระเจ้า ในเวลาเดียวกัน ด้วยความรักต่อพระเป็นเจ้าในหัวใจเรา สามารถนำเราไปอยู่ต่อหน้าพระบัลลังก์อย่างมั่นใจ เพื่อวอนขอการอภัยและการฟื้นฟูจิตใจขึ้นใหม่
“ขอทรงคืนความชื่นบานของความรอดแก่ข้าพระองค์” (สดด51:12) พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงสัญญากับเราว่า เมื่อเราไปหาพระองค์ด้วยความทุกข์อย่างแท้จริง พระองค์ก็จะทรงรักษาเรา และยิ่งกว่านั้นทรงรักเราต่อไป พระองค์จะหันความโกรธของพระองค์ออกไปจากเรา (ฮชย14:4)

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view