สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่18 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่15เทศกาลธรรมดา

วันพุธที่18 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่15เทศกาลธรรมดา


🌺พระองค์จะทรงทำให้ความมืดมิด
แห่งความทุกข์ลำบากหมดไป
แต่จะทรงประทานความแข็งแกร่ง
และสันติสุขมาทดแทนให้....
แก่บรรดาคนเหล่านั้นที่เชื่อและไว้วางใจ

📚บทอ่านประจำวันวันพุธที่ 18 กรกฏาคม 2018
สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=Til1O5RWf5U

💕พระเจ้าดีต่อฉัน
https://youtu.be/7EysH_CresM

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันพุธที่ 18 กรกฏาคม 2018
อ่าน
อสย 10:5-7, 13-16
มธ 11:25-27

ความสุภาพ ถ่อมตนของพระเยซูเจ้า
แสดงออก เมื่อพระองค์ภาวนา สรรเสริญพระเจ้า
ที่ทรงเปิดเผย ประทานปรีชาญาณ ความรอบรู้แก่พระองค์
ซึ่งผู้ที่คิดว่าตนเองเก่ง ไม่ต้องการพระเจ้านั้น
ไม่สามารถมองเห็น และเข้าใจ

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์

ประชากรของพระเจ้า ที่คิดว่าตนเองเก่ง 
มีความรู้ความสามารถ แล้วไม่สนใจฟังเสียงของพระเจ้า
เสียงของผู้ร่วมงานนั้น จะมีวันหนึ่งที่เขาจะต้องอ่อนแอ พ่ายแพ้

หมายเหตุ..
คนดีจริง ไม่เบ่ง..
คนเก่งจริง ก็มักไม่โม้..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)




“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 18 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย...” (มธ 11:20-24)

ผู้ต่ำต้อยเท่านั้น

ที่ได้รับปรีชาญาณและความเข้าใจนี้

เมื่อพระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา

ทรงเป็นยอดความปรารถนาของเขา

และพระเจ้าทรงประทับอยู่กับเขา

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาจึงไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหว

เพราะความเชื่อวางใจดังนี้

นี่จึงเป็นความสุขและความชื่นชมยินดีที่ครบครันของผู้เป็นลูกของพระเจ้า

เพราะการมีพ่ออยู่เคียงข้าง อะไรๆ ก็เทียบไม่ได้กับผู้ที่รักเขาถึงเพียงนี้

เจ้าคนโง่เอ๋ย เมื่อไรจะฉลาด (สดด 94:7-8)

________________

น้องเณรคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เพื่อนๆ ที่โรงเรียนมองว่าพวกเขาโง่ ไร้สาระ เมื่อพวกเขาแบ่งปันชีวิตเณรว่า พวกเขาไม่มีเงินเก็บ พวกเขาไม่สามารถมีโทรศัพท์มือถือ พวกเขาไม่สามารถไปเที่ยวไหนๆ กับเพื่อนๆ ไม่มีเงินซื้อสิ่งที่ต้องการ ไม่มีโอกาสทำสิ่งที่ใจต้องการ... เพื่อนๆ ที่โรงเรียนมองว่าพวกเขาไม่มีอิสรภาพในชีวิต

ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ก็มองว่า สวดภาวนาไปทำไม เมื่อพระเจ้าไม่ได้ช่วยอะไร พระเจ้าเอาเงินทองความร่ำรวยมาให้แกหรือ พระเจ้าช่วยแกหรือ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย พระเจ้าช่วยแกหรือเมื่อแกขัดสน คนที่ช่วยตัวเองเท่านั้นที่จะเอาตัวรอดได้ คนที่รู้จักกอบโกยเท่านั้นจะมีความสุขได้ พระเจ้าจะมามีบทบาทอะไร เมื่อแกตกทุกข์ได้ยาก ฉันนี่ซิจะครองโลก เอาเถอะ หากแกมั่นใจในพระเจ้าของแก ก็ให้เราดูซิว่า เมื่อไรพระเจ้าของแกจะช่วยให้แกรวยและรุ่งเรือง...

“ข้าแต่พระบิดา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ที่ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้แห่บรรดาผู้มีปรีชาและความรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย” เพราะผู้ที่สุภาพ และเข้าพึ่งพระองค์เท่านั้นจะพบความรอดพ้นที่แท้จริง เพราะความสุขที่สมบูรณ์อยู่ในพระองค์เท่านั้น...

อิสระของการเป็นลูกพระเจ้าจึงไม่ได้อยู่ที่การอยากทำอะไรแล้วก็ทำได้สำเร็จ แต่อยู่ที่ความสามารถในการน้อมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และอยู่ได้อย่างมีความสุขในสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิตต่างหาก

อิสระของการเป็นลูกของพระเจ้าไม่ได้อยู่ที่การอยากได้อะไรแล้วก็ได้ แต่อยู่ที่ความสามารถในการเจริญชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในสิ่งที่ตนมีและสิ่งที่ตนเป็นต่างหาก

เพราะความสุขที่แท้จริง อยู่ที่ความสามารถน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้า ในทุกสถานการณ์ของชีวิตต่างหาก จะยากดีมีจน จะเจ็บจะสบาย... ความสุขที่แท้จริงก็อยู่ที่การยอมรับและสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขในสิ่งที่เขามีและในสิ่งที่เขาเป็น

นักศึกษากลุ่มหนึ่งออกไปสัมผัสชีวิตชาวนา ไปอยู่กับชาวบ้านในชนบท... ลุงคนหนึ่งถามพวกเขาว่า “ลูกๆ มาที่นี่ มาอยู่กับพวกลุงอ่ะ ลูกมาทำไม...” นักศึกษาคนหนึ่งตอบว่า “พวกผมอยากมาช่วยให้พวกลุงอยู่ดีกินดี และมีความสุข” แต่ลุงกลับตอบพวกเขาว่า “ทุกวันนี้ ลุงก็มีความสุขอยู่แล้ว” “ทุกวันนี้ ลุงก็ไม่ได้ขัดสนอะไรนี่ลูกเอ๋ย” ลุงตอบด้วยแววตาสดใส หน้าตายิ้มแย้ม และบอกเด็กว่า “มา... เรามาทานข้าวกันเถอะ วันนี้ลุงจะเลี้ยงข้าวพวกหนูเอง” ลุงเอ่ยปากชวนเด็กทานอาหารมื้อใหญ่ที่พวกเขาจัดเลี้ยงต้อนรับเด็ก...

ในการแบ่งปันของเด็ก นักศึกษากลุ่มนั้น พวกเขากลับตั้งคำถามกันและกันว่า “ทำไมชาวนาเขามีความสุขกันจัง เขามีความสุขมากกว่าพวกเราเสียอีก เขาไม่มีอินเตอร์เน็ต เขาไม่มีตู้เกมส์เล่นเหมือนพวกเรา เขาไม่มีภัตตาคาร แต่เขามีอาหารที่อร่อย และนั่งทานด้วยกันอย่างมีความสุขในครอบครัว ไม่เหมือนพวกเราที่ทานอาหารต่อหน้าจอเหลี่ยมๆ และแทบไม่มีโอกาสจะคุยกันเลย

เยาวชนคาทอลิกกลุ่มหนึ่ง ขึ้นไปสัมผัสชีวิตชาวบ้านบนดอย... เขาไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า สโลแกน “นำพระคริสต์สู่ปวงชน” แต่ชาวบ้านที่นั่นกลับบอกพวกเขาว่า “พระคริสตเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางพวกเรามานานแล้วล่ะลูก” บนดอยนั้น ชาวบ้านเขามีความสุข เขามีพระเจ้า และพระองค์ทรงประทับอยู่และอวยพระพรพวกเขาเสมอมา และพวกเขาก็มีความสุขในการประทับอยู่ของพระองค์ ยากดีมีจนอย่างไร กลับไม่ใช่ปัจจัยแห่งความสุขของพวกเขาเลย

อภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่งสุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชายของเขา ซึ่งกำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้... โดยส่วนตัวของเขาเองก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่าลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน เขาจึงพาลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่งและพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา1 วัน 1 คืน เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมามหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน

ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า :

  ลูกขอขอบคุณคุณพ่อเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา และพักแรมที่นั่นซึ่งทำให้เขาได้พบว่าชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่ ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้างแต่ก็ยังน้อยกว่าท้องทำงานของชาวนา

  อาหารที่ชาวนารับประทานสามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆบริเวณบ้าน โดยไม่ต้องซื้อหา ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร

  เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

  ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขาต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

  ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน   แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน

  ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่

  ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

  ลูกขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้ลูกรู้คำตอบว่า..จริง ๆ แล้ว เรายากจนกว่าชาวนามาก

เพราะความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในการได้และมีทุกสิ่ง แต่อยู่ที่ทุกสิ่งที่มีอยู่ คือความสุขในสิ่งที่ตนเป็นและสิ่งที่ตนมี...

นี่คือปรีชาญาณที่แท้จริง นี่คือปรัชญาชีวิตของผู้ที่มีพระเจ้าเป็นสุดยอดความปรารถนาของเขา ความสุขและอิสรภาพ จึงไม่ได้อยู่ในความอุดมสมบูรณ์ฝ่ายโลก แต่อยู่ที่หัวใจที่มีพระเจ้าประทับอยู่ และสิ่งนี้เอง ที่ผู้สุภาพถ่อมตนเท่านั้นจะพบได้ แต่ผู้มักใหญ่ใฝ่สูง กลับไม่มีวันพบปรีชาญาณแห่งความสุขนี้เลย...

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงประทานหัวใจที่สุภาพถ่อมตนแก่ลูก เพื่อลูกจะรู้ว่า การมีพระองค์ประทับอยู่เคียงข้างเสมอนั้น คือความสุขที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว และมันมีค่ามากกว่าการมีทุกสิ่งที่ปรารถนา แต่หากไม่มีพระองค์ ลูกก็คงไม่รู้ว่า ลูกจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม... เพราะพระองค์เท่านั้น คือสุดยอดความปรารถนาของลูก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)




วันพุธที่18 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่15เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสย10:5-7,13-16 / มธ11:25-27
พระวรสารได้กล่าวว่าพระเยซูเจ้าทรงสรรเสริญพระบิดาเจ้าสวรรค์ ผู้ทรงเผยรหัสธรรมแห่งความรอดแก่เด็กๆ โดยอาศัยพระบุตรของพระองค์ … “พระองค์ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้กับผู้ฉลาด … และได้เปิดเผยเรื่องเหล่านั้นกับบรรดาผู้รู้น้อย”
คำอ้างอิงนี้เป็นทั้งความอุ่นใจและความลึกลับสำหรับเรา เมื่อเรารู้สึกสบายใจที่พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาให้เราเข้าหาพระองค์ ด้วยจิตใจที่เป็นเหมือนเด็กน้อย อย่างไรก็ตาม พวกเราส่วนใหญ่ที่บรรลุ“นิติภาวะ” แล้วอาจแปลกใจว่า ถ้าเราระลึกได้ว่า การเป็นเด็กนั้นหมายความว่าอย่างไร? เราจะกลับเป็นเหมือนเด็กน้อยซื่อๆ และมีความวางใจแบบเด็กๆได้อย่างไร? เรารู้สึกมัวหมองด้วยปรัชญาของโลก จนทำให้เราสงสัยว่า รถใหม่หรือการเงินมากขึ้น จะทำให้เราปลอดภัยมากกว่า การที่เรารู้ว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงรักและทรงโปรดปรานเรามากที่สุด ให้เรามองข้อความข้างบนจากอีกแง่มุมหนึ่ง ที่เป็นความจริง เด็กๆเป็นผู้ไร้เดียงสาโดยธรรมชาติ ทำให้เราคิดถึงพ่อแม่ ซึ่งต้องเรียนรู้ว่าจะจัดการกับลูกที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว หรือมีนิสัยขี่เล่นได้อย่างไร? มีบางเวลา ที่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ไว้ใจพ่อแม่ แน่นอนนี่ไม่ใช่ “เด็กน้อย” แบบที่พระเยซูเจ้าตรัสถึงอย่างแน่นอน
พ่อแม่หลายคนอยากเห็นลูกๆเลียนแบบพวกเขา เช่น เด็กหญิงตัวน้อยพยายาม “ช่วยแม่ล้างจาน” และทำบางอย่างผิดพลาด ในขณะที่ล้างจานอยู่ การทำเช่นนั้นทำให้พ่อแม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกันพระเยซูเจ้าทรงพอพระทัย เมื่อเราพยายามเลียนแบบพระองค์อย่างดีที่สุด … แม้ว่าเราอาจจะทำผิดพลาด เพราะเราเลียนแบบพระองค์แบบเด็ก พระเป็นเจ้าทรงรักเรา เมื่อเราเดินออกไปจาก เราสามารถฟื้นฟูความไว้วางใจและความตั้งใจ ในการลองทำสิ่งใหม่ ๆ ได้ ด้วยหัวใจที่อ่อนน้อมถ่อมตนและการเปิดกว้าง... พระเยซูเจ้าข้า โปรดช่วยให้เราเป็นเด็กที่เดินไปกับพระองค์และพูดคุยกับพระองค์และติดตามพระองค์ทุกที่ที่พระองค์ทรงดำเนินไป.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)


view