สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 20 กรกฏาคม 2018 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 20 กรกฏาคม 2018 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

❤ข้าแต่พระเจ้า
ลูกขอบคุณพระองค์
ที่ทรงรักลูกถึงเพียงนี้ …

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 20 กรกฏาคม 2018
สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=_H74OLq8PCI

🌷Crying in the Chapel
https://youtu.be/no67dIvX8Rs

🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁

วันศุกร์ที่ 20 กรกฏาคม 2018
สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
อสย 38:1-6, 21-22, 7-8
มธ 12:1-8

เมื่อถูกพิพากษา ด้วยข้อกำหนด กฎเกณฑ์
พระเยซูเจ้าทรงทำให้ บรรดาศิษย์ และผู้ติดตาม
ได้เข้าใจว่า สิ่งที่พระเจ้าพอใจเหนือสิ่งอื่นใด
คือ ความเมตตา กรุณา มิใช่เครื่องบูชา

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์
เพราะการดำเนินชีวิตที่ซื่อสัตย์ จริงใจต่อพระเจ้า
ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้ท่านไดรับพระเมตตา
จากพระเจ้า 

หมายเหตุ..
จิตที่เมตตา...
พาสู่ความสุข สงบ..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 20 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“สิ่งต้องห้ามในวันสะบาโต...” (มธ 12:1-8)

พระเจ้าทรงเป็นนายเหนือวันสะบาโต

พระเจ้าทรงเป็นองค์ความรักและความเมตตากรุณา

ดังนั้น กฎของวันสะบาโต คือ ความรักและความเมตตากรุณา

สิ่งต้องห้ามในวันของพระเจ้า คือสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเมตตตากรุณา

________________

ในบทอ่านที่หนึ่ง จากหนังสือประกาศกอิสยาห์ (อสย 38:1-6, 21-22, 7-8) เราพบว่า พระเจ้าทรงเป็นความรักและความเมตตากรุณาของผู้วางใจในพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประทานชีวิตแก่บรรดาบุตรของพระองค์ด้วยพระทัยเมตตากรุณา ภาระที่พระองค์ทรงมอบให้กับแต่ละชีวิตที่รักและสัตย์ซื่อต่อพระองค์นั้น ไม่มีสิ่งใดเกินกำลัง แต่เป็นสิ่งที่พอเหมาะพอดีกับแต่ละคน

การถือบัญญัติของพระเจ้าเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่รักและสัตย์ซื่อต่อพระองค์ วันสะบาโตถูกกำหนดไว้ให้เป็นวันของพระเจ้า เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องฉลองและถวายแด่พระเจ้า วันนี้เราพบว่า บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าถูกตำหนิในวันสะบาโต เพราะไปเด็ดรวงข้าวมากิน ซึ่งธรรมเนียมของพวกเขาถือว่า เป็นการทำงานในวันสะบาโต และเป็นสิ่งต้องห้าม และพระเยซูเจ้าทรงตรัสว่า “บุตรแห่งมนุษย์เป็นนายเหนือวันสะบาโต” นั่นหมายความว่า พระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงพอพระทัยความเมตตากรุณา พระองค์ทรงอยู่เหนือวันสะบาโตอย่างไร ความเมตตากรุณาก็เป็นของถวายที่ทรงพอพระทัยในวันสะบาโตอย่างนั้น

คริสตชนจัดวันอาทิตย์ไว้ให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อถวายแด่พระเจ้า การไปวัดร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในวันอาทิตย์เป็นกฎของเราคริสตชนที่ต้องจัดเวลาไว้เพื่อการนี้ แต่การไปวัดวันอาทิตย์ของเราจะมีค่าอะไรเล่า หากหัวใจของเราไม่ได้จัดที่ไว้เพื่อสิ่งที่เรียกว่า “ความรักและความเมตตากรุณา” เลย... หากการไปวัดเป็นเหมือนการถูกเบียดเบียนเวลาที่ฉันมี เพียงหนึ่งชั่วโมงของการไปวัดนั้น มันทรมานฉันเหลือเกิน รถติดฉันก็หงุดหงิด บนถนนที่เดินทางไปวัดนั้น ฉันโมโหหลายๆ ครั้ง และตกในบาปตลอดทางเลย... ถึงวัด ฉันก็ไม่พอใจหลายสิ่งหลายอย่าง ฝนตก อากาศร้อน มันเป็นอุปสรรคไปหมด เพลงในพิธีกรรมไม่ถูกใจ ร้องไม่เป็นบ้าง เก่าบ้าง ใหม่บ้าง พระสงฆ์เทศน์ยาว พัดลมไม่เย็น หนึ่งชั่วโมงในพิธีกรรมนั้นยาวเหลือเกิน และบางที วันอาทิตย์ที่ฉันมาวัดเพียงหนึ่งชั่วโมงนั้น ฉันก็ตกในบาปมากกว่านอนอยู่ที่บ้านหรือเปล่า เพราะหัวใจของฉันขาดไปในสิ่งที่เป็นเครื่องบูชาล้ำค่าที่จะถวายแด่พระเจ้า นั่นคือ “ความรักและความเมตตากรุณา”

บรรดาศิษย์กำลังทำสิ่งต้องห้ามในวันสะบาโตหรือ... บางที ก็คำนี้แหละครับ ที่ผมถามตนเองในเช้าวันนี้ ในการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้า... “สิ่งต้องห้ามในวันสะบาโต” สิ่งต้องห้ามนั้นคืออะไร เมื่อวันสะบาโตเป็นวันที่ฉันถวายเกียรติแด่พระเจ้าเป็นพิเศษ พระองค์ตรัสว่า “เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา” ดังนั้น วันของพระเจ้าจึงต้องเป็นวันแห่งความรัก สิ่งต้องห้ามในวันของพระเจ้าก็ไม่มีอะไรอื่น นอกจากสิ่งที่ขัดแย้งต่อความรักและความเมตตากรุณา บูชาไร้ค่า ศรัทธาไร้ความเป็นจริงครับ หากวันพระเจ้ายังเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ หัวใจของเรายังเต็มไปด้วยความเย็นชาต่อเพื่อนพี่น้อง เครื่องบูชาของเราจะไม่ได้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัยเลย 

“บรรดาสมณะในพระวิหารย่อมละเมิดวันสะบาโตได้โดยไม่มีความผิด”... นี่หมายถึงสิ่งที่บรรดาศาสนบริกรของพระเจ้าในพระวิหารครับ เขาละเมิดวันสะบาโตหมายถึงพวกเขาทำงานครับ แต่งานนั้นไม่มีความผิดต่อกฎนี้ เพราะเป็นงานที่เขาทำเพื่อผู้อื่นก่อนเป็นอันดับแรกครับ... ในแต่ละวัน แต่ละคนอาจจะทำงานเพื่อตนเองเป็นอันดับแรก เพื่อครอบครัวของตนเองเป็นลำดับแรกๆ แต่เพื่อคนอื่น อาจจะเป็นลำดับที่สองรองลงมา แต่วันพระเจ้า งานที่เราทำเพื่อคนอื่นเป็นอันดับเรก ถือเป็นความเสียสละครับ เป็นความเมตตากรุณา ที่วันพระเจ้า เราจะคิดถึงผู้อื่น ทำงานเพื่อผู้อื่นเป็นลำดับแรก ด้วยเหตุนี้ บรรดาสมณะ พระสงฆ์ในพระวิหาร จึงสามารถทำงานในวันสะบาโต วันอาทิตย์วันพระเจ้าได้ แต่นั่นต้องเป็นงานที่เพื่อส่วนรวมครับ คือเพื่อคนอื่นๆ หมายถึงการประกอบศาสนกิจ การทำกิจเมตตาทั้งหลาย จึงเป็นสิ่งที่ยิ่งต้องทำ แม้เป็นวันสะบาโตก็ตาม... วันอาทิตย์ เราจึงเห็นพระสงฆ์ถวายมิสซา และยังคงทำงานอภิบาลอยู่ นั่นไม่ใช่งานต้องห้าม แต่เป็นงานที่เราต้องบอกว่า “งานบังคับให้ต้องทำ” ด้วยครับ พระสงฆ์ไม่ต้องหยุดงานอภิบาลในวันอาทิตย์ครับ ฉันใดก็ฉันนั้น สิ่งนี้ยังรวมไปถึงงานที่เป็นกิจเมตตาทั้งหมดด้วย...

ในวันเหล่านี้ ผมอยู่กับญาติๆ ของผู้ป่วยหลายๆ ครอบครัว บางคนถามว่า หากต้องเฝ้าดูแลผู้ป่วย และไม่สามารถไปวัดวันอาทิตย์ได้ บาปไหม... เฝ้าแม่ไปเถอะพี่น้อง เฝ้าผู้ป่วยนั่นแหละคือมิสซาชีวิต นั่นแหละ คือการ “ทำการนี้เพื่อระลึกถึงเรา” ทำการนั้นเพื่อระลึกถึงพระองค์ คือการอยู่กับพระเยซูเจ้าครับ พี่น้องหลายคนมาเฝ้าผู้ป่วย คงไม่ได้หมายความว่าเฝ้าทุกคนใช่ไหม ใครไปวัดได้ก็ไป คงไม่จำเป็นต้องไปทั้งหมดแล้วทิ้งกิจเมตตาต่อผู้ป่วยหรอก หรือเฝ้าผู้ป่วยทุกคนและไม่ไปวัด ก็คงไม่จำเป็นใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมเอง จะนำพระเยซูเจ้ามาให้ ผมจะมาส่งศีลมหาสนิทให้ผู้ที่เฝ้าผู้ป่วยเองครับ... และในการนี้ ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้แล้ว ขออธิบายกับพี่น้องต่อไปอีกนิดหนึ่งครับ... พี่น้องครับ พ่อเจ้าวัดของพี่น้องแต่ละองค์นั่นแหละครับ ที่สามารถผ่อนผันการถือกฎต่างๆ ได้ครับ พี่น้องครับ “พระศาสนจักรเพื่อช่วยให้รอด ไม่ใช่เพื่อตัดสินลงโทษ” หากมีความจำเป็นและไม่สามารถร่วมมิสซาวันอาทิตย์ได้ แม้ว่าจะพยายามแล้วก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าพี่น้องจะตกในบาปผิดต่อพระบัญญัติประการที่สามเสมอนะครับ พ่อเจ้าวัดของพี่น้องนั่นแหละครับ ท่านจะช่วยพี่น้องได้ ในการผ่อนผันการปฏิบัติตามกฎนี้ พี่น้องเข้าไปหาพ่อเจ้าวัด คุยกับท่าน ปรึกษากับท่าน ท่านอาจผ่อนผันให้เป็นครั้งๆ ไปในเรื่องการปฏิบัติตามกฎนี้ และพี่น้องก็ไม่ตกในบาปเหล่านี้ครับ... ขออีกนิด... พี่น้องครับ ในวันเหล่านี้ มีหลายเรื่องที่คุยกัน จนถึงเถียงกัน ลามไปถึงทะเลาะกันในสื่อออนไลน์ต่างๆ... อย่าทะเลาะกันเลยในเรื่องการถือกฎ หรือเรื่องของวิญญาณอ่ะครับ... จบได้เลยครับพี่น้อง จบได้ไม่ยากที่การเข้าไปปรึกษาพ่อเจ้าวัดนั่นแหละครับ พ่อเจ้าวัดของพี่น้องบอกอะไร ให้เชื่อฟังท่านเถอะครับ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ท่านบอก ท่านสอนอะไร จงเชื่อฟังท่านเถอะ หากจะผิดพลาดเพราะการเชื่อฟังพ่อเจ้าวัด พระเจ้าจะไม่เอาโทษพี่น้องหรอกครับ แต่จะเอาโทษพ่อเจ้าวัดเองครับ เพราะมีกฎหลายอย่างที่หลายครั้งต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ต้องทำความเข้าใจดีๆ และมีข้อยกเว้นอะไรบ้าง บางครั้งสัตบุรุษก็ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด แม้กระทั้งนักบวชด้วยครับ นักบวชในพื้นที่อภิบาลของวัดต่างๆ พ่อเจ้าวัดนั้นๆ ต้องศึกษาวินัยของนักบวชในพื้นที่ของตนอย่างดีด้วย เพื่อสามารถแนะนำผ่อนผันแม้สิ่งที่เป็นวินัยและธรรมนูญของคณะนักบวชครับ นี่แหละ ความห่วงใยของพระศาสนจักรในความเป็นมารดาต่อลูกๆ ของพระศาสนจักร ดังนั้น ขอให้เราไปปรึกษาพ่อเจ้าวัดนั่นแหละครับ คนสุดท้าย และหากมีอะไรผิดพลาดไป ในวันพิพากษา พระเจ้าจะไม่ว่าพี่น้องหรอกครับ แต่พ่อเจ้าวัดของพี่น้องนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบสิ่งนั้นครับ ขอเพียงเราพยายามเต็มที่ก่อน และหลังจากนั้นก็ ไปเถอะ ปรึกษาพ่อเจ้าวัดครับ เพราะไม่ใช่อะไรๆ ก็บาปไปหมด นั่นไม่ใช่พระศาสนจักรของพระเจ้าครับ และพระเจ้าของเราก็ไม่ใช่แบบนั้นด้วยครับ พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความรักเมตตาเสมอ พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าแห่งกฎ แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก

แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เราพยายามศึกษาบัญญัติของพระเจ้า เราพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจ และพยายามปฏิบัติอย่างดีที่สุดแล้ว นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องพยายามทำก่อนครับ แล้วจากนั้น พระศาสนจักรมีทางออกเพื่อลูกๆ เสมอครับ

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้วันของพระองค์เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา ขอให้พระเมตตาของการมีชีวิตอยู่แต่ละวันของลูก ทำให้พระเมตตารักของพระองค์เอ่อล้นไปถึงทุกๆ คนที่ลูกพบด้วยเถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน อสย 38:1-6, 21-22:7-8 / มธ12:1-8
เฮเซคิยาห์เป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดพระองค์หนึ่ง แห่งแคว้นยูดาห์ พระองค์พยายามทำตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า ทรงทำพระกรณียกิจด้วยความขยันหมั่นเพียร (2พกษ18:5-6) พระองค์ทรงเสียพระทัยเมื่อมีพระชนมายุ 39 พรรษา เมื่อประกาศกอิสยาห์ได้บอกกับพรองค์ว่า " จงจัดเตรียมบ้านของเจ้าไว้เพื่อเจ้าจะตาย" (อสย38:1) เมื่อทรงทราบเรื่องแล้ว พระองค์ได้สรุปว่า พระองค์ทรงถูกลงโทษ เพราะทรงขาดความเชื่อ พระองค์ได้เป็นพันธมิตรกับอียิปต์ แทนที่จะเชื่อในอำนาจและความคุ้มครองของพระเป็นเจ้า เมื่อกรุงเยรูซาเล็มกำลังถูกคุกคาม โดยกองทัพอัสซีเรีย พระองค์ทรงตกอยู่ในบาป จากนั้นเฮเซคียาห์ได้ร้องทูลโทษองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระเป็นเจ้าก็ทรงอภัยโทษให้
มีบทเรียนสำหรับเราในเรื่องนี้ มีหลายครั้งที่เราขาดความวางใจในพระเป็นเจ้า แต่เป็นความบรรเทาใจอย่างยิ่ง ที่รู้ว่า เมื่อเฮเซคียาห์ได้ร้องทูลพระเป็นเจ้าด้วยความเศร้าโศก พระเป็นเจ้าทรงให้อภัยเราเช่นเดียวกัน ถ้าเราทูลขออภัยโทษเหมือนเฮเซคียาห์ และร้องทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความไว้วางใจ
พรเจ้าทรงเชิญเราทุกวัน ให้กลับไปหาพระองค์ (ยอล2:21) พระทรงปรารถนาให้เรามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและมีความรักต่อพระองค์ และเมื่อเราทำบาป ความสัมพันธ์นั้นก็ขาดลง ให้เราตระหนักถึงบาปในชีวิตของเรา เช่นเดียวกับเฮเซคียาห์ พระเป็นเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องไห้ของเรา และทรงประทานพระคุณ เพื่อต่อสู้กับบาปทุกอย่างของเรา
อย่ากลัวที่จะเผชิญกับบาปและความอ่อนแอของเรา ไม่ว่าจะหนักหนาเพียงใด จงหาเวลาในแต่ละวัน เพื่อมองให้เห็นสิ่งที่ทำ เพื่อตอบสนองความรักของพระเป็นเจ้า ซี่งยินดีตอบสนองดวงใจที่ต่ำต้อยและเป็นทุกข์ พระองค์จะให้อภัย และรักษาเรา เมื่อเราสดับฟัง และถวายเกียรติแด่พระองค์ ผู้ทรงร้องว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดให้อภัยแก่พวกเขาเถิด” เราต้องร้องขอเหมือนกับกษัตริย์เฮเซคิยาห์ เพื่อเปิดรับน้ำพุแห่งพระเมตตาของพระเป็นเจ้า.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view