สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี พระสงฆ์และนักปราชญ์

วันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี  พระสงฆ์และนักปราชญ์

🌺 ทุกอย่างมีวาระ...
แม้ในยามทุกข์ ก็ยังสามารถพบสิ่งดีได้
จงเข้มแข็งในทุกวาระ ทุกฤดูกาล...

📚บทอ่านประจำวันวันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี  พระสงฆ์และนักปราชญ์
https://www.youtube.com/watch?v=wvAaW0SP7L4

🌹 Count Your Blessings
https://youtu.be/9fMjgS4vu4o

🎈🎈🎈🎈🎈🎈🎈🎈

วันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์ แห่งบรินดิซี 
พระสงฆ์และนักปราชญ์
อ่าน
มคา 2:1-5
มธ 12:14-21

แม้ว่า มีบางคนวางแผนร้าย ทำลายพระเยซูเจ้า
แต่พระองค์ทรง ทำให้เห็นว่าคนที่มีจิตของพระเจ้านั้น 
เขาเป็นบุคคลที่มีความยุติธรรม ไม่ทะเลาะวิวาท 
ทำให้ผู้คนรอบตัวมีความหวังในสันติสุข 

ประกาศกมีคาห์ ป่าวประกาศ
วิบัติจงเกิดแก่ผู้วางแผนร้าย คิดทำความชั่ว
ทำร้าย ทำลายผู้อื่น เพราะพระเจ้าทรงปกป้อง
คนของพระองค์ ท่ียึนหยัดยึดมั่นในความดี

ด้วยความสามารถที่หลากหลายทางภาษา
ความคิดที่ดี การมีมนุษยสัมพันธ์ในการติดต่อสื่อสาร
พร้อมกับความยุติธรรม กับผู้ร่วมงาน
ทำให้ท่านนักบุญลอเรนซ์ ประสบความสำเร็จ
ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แม้บางครั้งจะเป็น
ภารกิจที่เต็มด้วยความยากลำบาก และอุปสรรคนานัปการ

หมายเหตุ..
สิ่งที่น่ากลัว...
ไม่ใช่คนอื่นที่คิดร้ายกับเรา
แต่บางทีเป็นความคิดร้ายของเรา
ที่มีต่อคนอื่น

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ไม่หักต้นอ้อที่ช้ำแล้ว...ไม่ดับไส้ตะเกียงที่ริบหรี่อยู่...” (มธ 12:14-21)

พระเจ้าทรงเป็นความรัก

ไม่ทรงซ้ำเติมผู้ใด

แต่ทรงเป็นผู้ที่ประทานความหวังและกำลังใจ

พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าผู้ชี้ทางหรือนำทางเท่านั้น

แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย...

________________

“ไม่หักต้นอ้อที่ช้ำแล้ว...ไม่ดับไส้ตะเกียงที่ริบหรี่อยู่...” ผมชอบสองประโยคนี้มากจริงๆ ครับ... นี่คือหนทางสู่สันติสุขจริงๆ ครับ... ทุกวันนี้อัตราคนฆ่าตัวตายเพราะสูญเสียกำลังใจกันมีมากขึ้น และส่วนหนึ่งคือ เพราะความผิดหวัง และยังถูกสังคมเหยียบย่ำซ้ำเติมกันอีก และสิ่งที่เจ็บช้ำที่สุดคือ การถูกซ้ำเติมจากที่ที่ควรจะเป็นที่มาของกำลังใจ แต่เปล่าเลย หลายๆ ครั้ง การถูกซ้ำเติมเหล่านี้ กลับมาจากครอบครัว มากจากหมู่คณะนักบวชเดียวกันนี่เอง ที่นอกจากไม่ให้กำลังใจกันแล้ว ยังทำร้ายกันและกันซ้ำอีก

“เขาจะไม่ทะเลาะวิวาท และไม่ส่งเสียงเอ็ดอึง” ไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา หมายความว่าเขาไม่โต้ตอบอะไรใคร แม้ว่ากำลังถูกทำร้ายให้เจ็บ กำลังถูกใส่ความใส่ร้ายป้ายสี แม้กำลังถูกนำไปฆ่าแบบพระเยซูก็ตาม เราเห็นว่า พระองค์ไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาอะไร หรือกล่าวโทษใครเลย บรรดาศิษย์ที่ทอดทิ้งพระองค์ ผู้ที่สัญญาอย่างมั่นเหมาะว่าจะอยู่กับพระองค์ จะตายแทนพระองค์ จะตายกับพระองค์ แต่แล้ว เวลานั้น พระองค์คือพระเจ้าผู้ถูกทอดทิ้งจริงๆ แต่พระองค์ก็ไม่ได้เอ่ยวาจาอะไรสักคำเพื่อต่อว่าต่อขานใคร... บรรดาคนที่นำพระองค์ไปสู่แดนประหารหรือ ไม่มีเลย ไม่มีวาจาตัดพ้อต่อว่าอะไรสักคำที่พระองค์ต่อต้านใคร... นี่คือแบบอย่างชีวิตคริสตชนที่เจริญชีวิตอย่างสงบในความสุขสันติกับทุกคน ไม่โทษอะไรใคร 

พวกเขาจึงไปชุมนุมปรึกษากันว่าจะกำจัดพระองค์อย่างไร... พวกเขาไม่ต้องการพระองค์ ไม่ใช่เพราะพระองค์ไปทำร้ายทำลายอะไรพวกเขา แต่เพราะชีวิตของพระองค์เป็นดังมโนธรรม เป็นเสียงแห่งความจริงที่ไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าพวกเขา แต่เป็นเสียงแห่งความจริงที่ก้องกังวานอยู่ในหัวใจและสำนึกของพวกเขา เป็นเสียงที่เรียกร้องให้พวกเขาได้กลับใจ แต่พวกเขาไม่อยากฟัง และไม่อยากเห็นพระองค์อีกต่อไป

ทรงกำชับมิให้บอกใคร... เพราะเกียรติของพระองค์มิใช่ผลจากการกระทำดีของพระองค์ พระองค์ไม่ต้องการการถวายเกียรติจากใครๆ พระองค์เป็นพระเจ้า มิทรงมีความจำเป็นที่จะต้องรับคำสรรเสริญใดๆ แต่เกียรติของพระองค์คือ... การรักษาอัตลักษณ์ของความเป็นพระคริสตเจ้า ที่พระองค์ทรงตรัสสอนบรรดาศิษย์มาตลอดเส้นทางที่พวกเขาติดตามพระองค์ ธรรมชาติของพระคริสตเจ้าคือสิ่งนี้ พระองค์จะต้องผ่านความทุกข์ทรมาน การสิ้นพระชนม์ และจะกลับคืนพระชนมชีพ... “โอ้ความสุภาพอันยิ่งใหญ่ โอ้ความยิ่งใหญ่อันแสนสุภาพ”

มองไปที่ความเป็นศิษย์ของพระเยซู... “ทรงกำชับมิให้บอกใคร...” ประโยคนี้เจ็บสะท้านไปถึงในใจจริงครับ “ทรงกำชับมิให้บอกใคร” ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงบอกบรรดาศิษย์มาทั้งชีวิต ได้ตรัสถึงสามครั้ง เรื่องพระทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพ นี่คือสิ่งที่บุตรแห่งมนุษย์จะต้องได้รับ... แต่อนิจจา ตลอดเส้นทางที่บรรดาศิษย์เดินตามพระองค์ พวกเขาไม่อยากฟัง... ไม่อยากฟังครับ... พวกเขามุ่งไปในความคิดผิดๆ ของตนเอง พระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ พระองค์ยิ่งใหญ่ และพวกเขาจะยิ่งใหญ่ด้วย พวกเขาไม่อยากฟังจริงๆ ในเรื่องที่เป็นพระธรรมชาติและอัตลักษณ์ของพระคริสตเจ้า

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุไฉนพระองค์จึงทรงอยู่ห่างไกลนัก? ทำไมจึงทรงซ่อนพระองค์ในยามที่ข้าพเจ้าเดือดร้อน? คนชั่งหยิ่งยโสข่มเหงผู้ขัดสน... บทสดุดีที่ 10 ในมิสซาวันนี้สะท้อนภาพความรู้สึกของมนุษย์ที่ตัดพ้อต่อว่าพระเจ้าจริงๆ ... ก็แล้วพระองค์อยู่ที่ไหนเล่า... พระองค์ทรงเดินล่วงหน้าเราไปก่อนมิใช่หรือ พระองค์ทรงสอนหนทางนี้แก่เรามิใช่หรือ และมากกว่านั้น พระองค์ยังประทับอยู่กับเรา เคียงข้างเรา เพื่อเป็นกำลังใจให้เราเดินไปแบบพระองค์ไม่ใช่หรือ...

“ข้าแต่พระเจ้าข้าแต่พระเจ้า เหตุไฉนจึงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า...” (บทสร้อยระหว่างบทอ่านในมิสซาวันนี้) ความรู้สึกของพระบุตรของพระเจ้าในส่วนลึกของพระองค์เมื่อรับทรมานนั้น เป็นความรู้สึกแบบมนุษย์ที่ทำบาป และเพราะบาปทำให้เขาอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้งเขา แต่เขาเอาตัวเองออกห่างจากพระเจ้า... เราอาจจะถามว่า เป็นไปได้หรือที่พระบิดาและพระจิตทรงทอดทิ้งพระบุตรเดียวดายบนกางเขน... เปล่าเลย แต่พระวาจานี้ ทำให้พระบิดาและพระจิตเจ็บช้ำไปด้วยเมื่อพระบุตรต้องรับทรมานมากมายถึงเพียงนี้ แต่นี่คือหนทางของพระบุตรครับ นี่คือหนทางที่เป็นแบบอย่างชีวิตคริสตชน นี่คือหนทางแห่งความนอบน้อมเชื่อฟัง... พูดสรุปๆ คือ นี่คือหนทางที่พระเจ้าทรงเรียกเราครับ... และทำไมพระบุตรต้องทรงรับทุกข์ทรมานเพราะสิ่งนี้ด้วย พระองค์ไม่ได้ทำอะไรผิด... คำตอบที่น่าประทับใจที่สุดคือ... เพราะพระองค์ทรงวางโทษของบาปที่มนุษย์ต้องได้รับเพราะความไม่นอบน้อมเชื่อฟังนั้น แทนที่จะลงโทษมนุษย์ กลับวางโทษนี้ไว้บนชีวิตของพระบุตรสุดที่รักนั่นเอง

“ไม่หักต้นอ้อที่ช้ำแล้ว...ไม่ดับไส้ตะเกียงที่ริบหรี่อยู่...” พระเจ้าไม่ได้ทรงทำลายมนุษย์เพราะบาปของเขา แต่ทรงเป็นกำลังใจบนหนทางที่พวกเขาพลาดพลั้ง ทรงประทานพระบุตรให้เป็นแบบอย่างของกำลังใจที่มีค่าที่สุดของชีวิตคริสตชน นั่นคือการน้อมรับทุกสิ่งตามพระประสงค์ของพระเจ้า บนหนทางของการเป็นคริสตชน ที่หากเราบอกว่า เรารับพระคริสตเจ้า เป็นผู้เริ่มและจบความเชื่อของเรา เราจึงต้องรับพระองค์ทั้งหมด นั่นคือ ทั้งพระทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพ... ความต้องการเพียงความรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับคริสตชน ศิษย์ผู้ติดตามพระคริสตเจ้า แต่คือการร่วมชีวิตกับพระองค์เสมอ อยู่กับพระองค์ทุกที่ ที่ที่พระองค์ทรงทุกข์ทรมาน ที่ที่พระองค์สิ้นพระชนม์ และเราจึงจะสมควรที่จะอยู่กับพระองค์ในที่ที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ตลอดไป นี่คือชีวิตคริสตชน ชีวิตที่เดินตามพระคริสตเจ้า...

พระเจ้าไม่ทรงซ้ำเติมอะไรเราเลย ตรงกันข้าม ทรงมอบพระองค์เองเป็นแบบอย่างให้กับเรา นั่นคือพระองค์ทรงเป็นกำลังใจที่สำคัญของเรา... พระองค์ไม่ได้เงียบ หรือทอดทิ้งเราครับ แต่ทรงมอบแบบอย่างอย่างสมบูรณ์แก่เรา และนี่แหละ คือผู้รับใช้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ คือผู้ที่พระองค์ทรงรักและทรงโปรดปราน... ในยามที่เรารู้สึกยากลำบากในชีวิตคริสตชน ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลจากชีวิตที่เอาตนเองออกห่างจากพระเจ้า... แม้เวลานั้น พระองค์ทรงประทับอยู่ และเป็นกำลังใจของเรา... พระองค์ไม่ได้เงียบและนิ่งเฉย แต่พระองค์ทรงตอบเรา ทรงให้แบบอย่างกับเราในแบบอย่างของพระบุตรบนไม้กางเขนของพระคริสตเจ้า เพื่อเป็นแบบอย่างของผู้ที่ประกาศตนเป็น “คริสตชน”

บทสรุปของพระวาจาของพระเจ้าในวันเสาร์ สัปดาห์ที่ 15 นี้ ในวันเสาร์ที่เราระลึกถึงพระนางมารีย์ ผู้เดินตามพระคริสตเจ้า เป็นศิษย์คนแรกของพระคริสตเจ้านี้ น่ารัก และสรุปลงได้จริงๆ ด้วยคำภาวนาในบทภาวนาของประธานสัปดาห์ที่ 15 นี้...

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงใช้ความจริงส่องสว่างให้ผู้ที่ผิดหลง กลับมาสู่หนทางที่ถูกต้อง โปรดให้ผู้ที่ประกาศตนเป็นคริสตชน ละเว้นสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับนามนี้ และปฏิบัติแต่สิ่งที่คู่ควรเท่านั้นด้วยเถิด.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน มคา 2:1-5 / มธ12:14-21
มีคาห์ได้ทำนายไว้ว่า ในอาณาจักรของยูดาห์ จะมีเวลาที่เกิดความสับสนวุ่นวายทางสังค ต่างชาติจะสบประมาท และจะไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง (ก่อนค.ศ. 727-701) เจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยหลายแห่งในกรุงเยรูซาเล็ม จะได้ประโยชน์จากความสับสนวุ่นวายนี้ เพื่อยึดที่ดินของคนยากจน และของชาวนา ที่เป็นผู้เสียผลประโยชน์ (มคา2:1) มีคาห์ได้ร้องบอกบรรดาผู้ที่กดขี่ว่า อีกไม่ช้าพระเป็นเจ้าจะลงโทษบรรดาผู้ที่เอาเปรียบครอบครัวของอาณาจักรยูดาห์ มรดกของพวกเขาจะถูกริบ และพวกเขาจะถูกเนรเทศ (มคา2:5)
พระเป็นเจ้าได้แสดงองค์เป็นพระเป็นเจ้าแห่งพันธสัญญา ซึ่งมีความห่วงใยประชากร โดยจัดให้คนมาดูแลกันและกัน ด้วยความรักและความมุ่งมั่น พระองค์แสดงให้พวกเขาเห็นมีคาห์ ซึ่งได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เมื่อเขาประณามความไม่เสมอภาคทางสังคม และเรียกร้องให้เพื่อนร่วมชาติของตนดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับที่เป็นคน ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงเลือกไว้
ตลอดทุกยุคทุกสมัย พระศาสนจักรได้ทำนายเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน ดังที่พระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้ตรัสไว้ ในสมณสาส์นเกี่ยวกับสังคม ในปี1987 เหมือนกับประกาศกมีคาห์ พระองค์ทรงเรียกร้อง ให้มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในหมู่ประชาชนทุกคน แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนยากจน
“ในความมุ่งมั่นนี้ บุตรชายและบุตรหญิงของพระศาสนจักร จะต้องเป็นผู้รับใช้และผู้นำทาง ซึ่งถูกเรียกมา เพื่องานที่สอดคล้องกับโครงการ ที่พระเยซูเจ้าทรงประกาศในศาลาธรรม ที่นาซาเร็ธว่า “จงประกาศข่าวดีแก่คนยากจน … ประกาศปลดปล่อยเชลย …ให้อิสรภาพแก่ผู้ถูกกดขี่” (ลก4:18-19) เป็นการเหมาะสมแล้ว ที่พระองค์ทรงเน้นถึงบทบาทที่สำคัญของฆราวาสทั้งชายและหญิง … มันเป็นหน้าที่ที่จะกระกระตุ้นความจริง ด้วยความมุ่งมั่นแบบคริสตชน เพื่อแสดงว่า พวกเขาเป็นพยานและตัวแทนของสันติภาพและความยุติธรรมอย่างแท้จริง

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/YPSQ5ttap4w

view