สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 23 กรกฏาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญบรียิต นักบวช

วันจันทร์ที่ 23 กรกฏาคม 2018 ระลึกถึงนักบุญบรียิต นักบวช

🍎 สิ่งที่เกินกำลังมนุษย์
ไม่ได้เกินกำลังพระเจ้า
เมื่อไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกเดิน
จงพึ่งในพละกำลังของพระเจ้า
เมื่อไม่เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต
จงวางใจในพระสัญญา....

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 23 กรกฏาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญบรียิต นักบวช
https://www.youtube.com/watch?v=bmAWgkKAA2U

🌼 Keep Me In Your Will
http://youtu.be/Hkc91ZhgI

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันจันทร์ที่ 23 กรกฏาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญบรียิต นักบวช
อ่าน
มคา 6:1-4, 6-8
มธ 12:38-42

เมื่อบางคนต้องการเห็นเครื่องหมายจากพระเยซูเจ้า
เพื่อจะเชื่อ..เครื่องหมายเดียว ที่พระองค์ชี้ให้พวกเขาเห็น
คือ เครื่องหมายของการกลับใจ 

ประกาศกมีคาห์ ตอกย้ำ..
เครื่องหมายของการกลับใจ ที่พระเจ้าต้องการเห็น
จากประชากรของพระองค์คือ 
การปฎิบัติความยุติธรรม รักความดีงาม
ดำเนินชีวิตอย่างถ่อมตน

โดยการเป็นแบบอย่างที่ดี ให้กับสมาชิกในครอบครับ
ทำให้นักบุญบรียิต ได้กลับเป็นเครื่องหมาย
ความรักของพระเจ้า สำหรับลูก ๆ ของท่าน
และพระเจ้าได้ทรงเลือกสรรลูกของท่านคนหนึ่ง
ให้ได้รับเกียรติในฐานะนักบุญ คือ
นักบุญคัทธารีนา แห่งสวีเดน

หมายเหตุ..
เมื่อรู้ว่าผิด แล้วปรับปรุง
ได้ชื่อว่า “กลับใจ” 
แต่ถ้ายังฝืนทำต่อไป..
จะไม่มีใครให้อภัย

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 23 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“พวกเราต้องการเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์” (มธ 12:38-42)

เครื่องหมายสำคัญของการเป็นพระบุตรของพระเจ้า

คือการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า

อำนาจของพระองค์คืออำนาจเหนือบาปและความตาย

เครื่องหมายสำคัญของการเป็นคริสตชน

คือการปฏิบัติความยุติธรรมและรักความดีงาม (มคา 6:1-4, 6-8)

ผู้ที่ประกาศตนเป็นบุตรของพระเจ้า

ฉันให้อะไรเป็นเครื่องหมายจากชีวิตของฉันเล่า...

________________

เวลานั้น เมื่อชาวฟาริสีและบรรดาธรรมาจารย์บางคนต้องการเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์สักอย่างจากพระเยซูเจ้า เพื่อแสดงถึงอำนาจของพระองค์ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงทำอัศจรรย์มาก่อนหน้านี้มากมาย พวกเขาก็รู้สึกอัศจรรย์ใจ หลายคนสรรเสริญพระเจ้าในกิจการยิ่งใหญ่ของพระองค์

เครื่องหมายอัศจรรย์ที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้ เพื่อพวกเขาจะได้เชื่อและกลับใจ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า พวกเขาเห็นทุกสิ่ง แต่พวกเขาไม่ต้องการกลับใจครับ เพราะสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสตอบกับเขานั่นเอง “คนชั่วร้ายและไม่ซื่อสัตย์”... ความไม่ซื่อสัตย์ครับ สิ่งนี้เองที่บรรดาประกาศกได้กล่าวโทษอิสราแอล อาจจะบอกตรงๆ เลยก็ได้ว่า นั่นคือ “การเป็นชู้” ครับ การนอกใจพระเจ้า การมีสิ่งอื่นเป็นพระเจ้า ความร่ำรวย ชื่อเสียง เกียรติและอำนาจ พวกเขากำลังผูกมัดตนเองติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น และไม่ต้องการการกลับใจ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง 

โยนาห์เป็นเครื่องหมายให้ชาวนินะเวห์กลับใจ การประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าท่ามกลางพวกเขา กิจการหลายอย่างของพระองค์ก็เป็นเครื่องหมายเชื้อเชิญให้พวกเขากลับใจด้วยเช่นกัน แต่พวกเขาไม่ต้องการกลับใจ ไม่ต้องการเชื่อในพระองค์ เพราะความเชื่อที่แท้จริง ต้องนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต และพฤติกรรมทั้งหมด คือการละทิ้งความชั่วร้าย  และปฏิบัติความยุติธรรมและรักความดีงาม และดำเนินชีวิตอย่างถ่อมตนกับพระเจ้าของท่าน (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง มคา 6:1-4, 6-8)

โลกเราวันนี้ เรื่องของศาสนามักเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ เพื่อจะมีความเชื่อ เรามักเรียกร้องหมายสำคัญจากศาสนา แต่ทว่า หลายครั้ง แม้เราได้เห็นหมายสำคัญจริงๆ เรากลับไม่อยากมีความเชื่อ เพราะความเชื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต การกลับใจ และเราก็มีข้อกังขาสารพัดเพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน

บางคนบอกว่าอัศจรรย์คือการที่พระเจ้าทรงประทานสิ่งหนึ่งตามคำวอนขอของเขา... แต่อัศจรรย์อีกประการหนึ่งที่เราอาจมองข้ามคือ... อัศจรรย์คือการที่คนหนึ่งสามารถปฏิบัติสิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์... ชีวิตคริสตชนจะเป็นหมายสำคัญหรืออัศจรรยอะไรให้คนอื่นเล่า หากชีวิตของเราก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนอื่นๆ เขา เขาโกงกันเราก็เอาด้วย เขากอบโกยด้วยความเห็นแก่ตัว คริสตชนก็เอากับเขาด้วย และคุณค่าของศาสนาที่เรานับถือ การเข้าวัดวันอาทิตย์ของเรา การประกาศตนเป็นคริสตชน เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ของเราจะให้คุณค่าอะไรกับคนอื่นเล่า หากว่าชีวิตของเราไม่ได้ต่างอะไรกับใครๆ เลย... แล้วคริสตชนจะเป็นเครื่องหมายอะไรให้คนอื่นเห็นได้เล่า ว่าเราเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตากรุณา หากใครๆ เขาไม่อาจพบความรักและความเมตตากรุณาจากประจักษ์พยานแห่งชีวิตเราเลย

ผมพบประโยคล้ำค่าจากพระวาจาของพระเจ้าในเช้านี้แล้วครับ เครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่เหมือนคนอื่น คริสตชนแตกต่างกับคนอื่นดังนี้เอง... คือการปฏิบัติความยุติธรรมและรักความดีงาม คือการดำเนินชีวิตอย่างถ่อมตนกับพระเจ้าของเรา (เทียบบทอ่านที่หนึ่ง)... เห็นความงาม รักความดีงาม พระเจ้าคือสิ่งนั้น พระองค์คือความยุติธรรมและความดีงามแห่งความเชื่อของเรา ผู้ที่พบความยุติธรรมและรักความดีงามนั้น อาจจะไม่สามารถมีพลังมากพอที่จะรัก และปฏิบัติความดีงามนั้น หากเขาไม่เข้าพึ่งพระหรรษทานของพระเจ้า นั่นคือการเจริญชีวิตอย่างถ่อมตนกับพระองค์ และให้พระองค์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของตน ให้พระวาจาของพระองค์เปลี่ยนแปลงหัวใจของเราให้สุภาพถ่อมตน วอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เพื่อเราจะสามารถเป็นเครื่องหมายอัศจรรย์ของผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้า ผู้ที่ประกาศตนเป็นคริสตชน เป็นลูกของพระ ที่มีบางอย่างแตกต่างจากคนอื่น พวกเขาไม่เหมือนคนอื่นๆ ในหัวใจที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ความรักความเมตตา อัศจรรย์แห่งชีวิตของพวกเขาคือสิ่งนี้เอง คือการรู้จักความจริง และรักความดีงาม และนี่คือชีวิตของผู้มีความเชื่อในพระเจ้านั่นเอง

พูดไปแล้ว อัศจรรย์หรือเครื่องหมายสำคัญของลูกของพระเจ้า สิ่งที่คริสตชนต้องเป็นความแตกต่างจากคนอื่นๆ นั้น คือชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานในพระเจ้าที่เราเชื่อนั่นเอง... คนอื่นๆ เขามองมาที่ชีวิตของเราครับ ลูกของพระเจ้า ผู้ที่ประกาศตนเป็นคริสตชน ผู้ที่ประกาศตนเป็นนักบวช หรือผู้ที่สัตบุรุษเรียกว่าพระสงฆ์นั้น คนเหล่านี้มีอะไรแตกต่างกับคนอื่นๆ ในสังคมเล่า... สิ่งที่ใครๆ เขาจะรู้สึกอัศจรรย์ในใจก็คือ ชีวิตที่ไม่เหมือนใครของเราคริสตชนนี่แหละครับ ชีวิตที่เรายังสามารถรักได้แม้เราจะถูกทำร้ายหรือถูกเบียดเบียนตลอดมา เรายังสามารถให้อภัยได้นับครั้งไม่ถ้วน เรายังสามารถเป็นกำลังใจให้ทุกคน แม้เราจะถูกบั่นทอนมากมายจากสังคม เรายังสามารถแบ่งปัน แม้ว่าเราจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร และเราจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร... คือเราต้องเข้าพึ่งพระหรรษทานของพระเจ้าด้วยความสุภาพถ่อมตนครับ และอัศจรรย์จะเกิดขึ้นในชีวิตเรา เพื่อเป็นหมายสำคัญให้คนอื่นเห็นและเชื่อในพระเจ้าของเรา เชื่อว่าเราเป็นคริสตชน เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ เราเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นคนของพระองค์ ก็ด้วยความพิเศษและไม่เหมือนใครในประจักษ์พยานแห่งความดีงามของชีวิตเรานี่แหละ เมื่อคริสตชนนั้น แสนอ่อนโยน แสนเมตตา แสนสัตย์ซื่อต่อคำสอนของพระเจ้า และยืนหยัดมั่นคง เป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิต ประกาศข่าวดีใหม่แก่ทุกคน เพราะเราไม่เหมือนใครในความยุติธรรม รักและปฏิบัติความดีงาม เจริญชีวิตอย่างถ่อมตนกับพระเจ้าและพี่น้องของเรา เพราะความเชื่อที่เข้มแข็ง ความหวังที่มั่นคง และความรักร้อนแรงในจิตใจ

ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระเมตตาบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ และทรงพระกรุณาเพิ่มพูนพระหรรษทานลงในจิตใจ ให้เขามีความเชื่อเข้มแข็ง ความหวังมั่นคง และความรักร้อนแรงในจิตใจ จะได้เฝ้าปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์ตลอดไป (บทภาวนาของประธานสัปดาห์ที่ 16)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

จันทร์ที่ 23 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่16 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน มคา 6:1-4,6-8 / มธ 12:38-42
บรรดาธรรมาจารย์และพวกฟาริสีต้องการเครื่องหมายสำคัญ จากพระเยซูเจ้า เพื่อพิสูจน์ว่ากิจการงานของพระองค์ มาจากพระเป็นเจ้า และไม่ได้มาจากเบแอลเซบุล หัวหน้าปิศาจ พระองค์ได้ตรัสว่า บรรดาผู้นำทางศาสนา ได้ทำบาป เพราะพวกเขาต้องการเพียงการถือกฎเกณท์ที่เคร่งครัด เพื่อจะได้บรรลุถึงหลักศีลธรรม พระองค์ยังได้บอกกับพวกเขาว่า ประชาชนชาวนินะเวห์ได้กลับใจ เพราะการเทศน์สอนของประกาศกโยนาห์ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเห็นเครื่องหมายที่สำคัญแต่อย่างใด (ยนา 3:10) พระราชินีเชบาได้พยายามแสวงหาปรีชาญาณของกษัตริย์ซาโลมอน ไม่ใช่สิ่งประหลาดหรืออัศจรรย์แต่อย่างใด (2 พกษ 10:1-10) พระเยซูเจ้ายิ่งใหญ่กว่าโยนาห์และซาโลมอน แต่ประชาชนได้ปฏิเสธและไม่เชื่อพระองค์ เครื่องหมายอัศจรรย์แต่อย่างเดียว ที่จะมอบให้แก่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อ คือ “เครื่องหมายของโยนาห์” ที่ได้ใช้เวลาสามวันอยู่ในท้องของปลาวาฬ (ยนา 2) ที่หมายถึงความตายและการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า...ให้ถามตัวเองว่า ท่านต้องการเครื่องหมายสำคัญ เพื่อความเชื่อในพระเยซูเจ้าหรือไม่?...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ลูกได้มองเห็นพระองค์ในสิ่งแวดล้อมประจำวัน ในชีวิตของลูก
ขอให้เราได้เลียนแบบนักบุญบริยิต แห่งสวีเดน ซึ่งได้เห็นภาพนิมิตของพระเยซูเจ้า ผู้ถูกตรึงกางเขน ขณะที่มีอายุเพียง 7 ขวบ และได้นำผู้คนให้มีความศรัทธาต่อพระเยซูเจ้า ท่านได้แต่งงาน ขณะมีอายุได้สิบสามขวบ ได้เป็นมารดาของบุตรแปดคน และหนึ่งในจำนวนนั้น คือ นักบุญแคทรีน แห่งสวีเดน ในปี 1344 สามีของวันท่านได้เสียชีวิต จึงได้สมัครเป็นนักบวช ได้ยอมสละฐานันดรของการเป็นเจ้าหญิง ได้ก่อตั้งคณะนักบวชแห่งพระมหาไถ่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และได้รับการรับรองจากพระสันตะปาปา อูรบันที่ 5 ในปี 1370 ท่านยังได้เชิญชวนพระสันตะปาปาเกลเมนต์ที่ 6 และ อูรบันที่ 6 และเกรโกรีที่ 11 ให้เสด็จากเมืองอาวียองมายังกรุงโรม นอกจากนี้ท่านยังได้ชักชวนให้สัตบุรุษรำพึงถึงการถูกตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้า ท่านได้บันทึกภาพนิมิตที่ท่านเคยได้รับ และได้รับความนิยมในสมัยกลาง.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view