สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

🍏 พระวาจาของพระเจ้า
เริ่มมีชีวิตและเจริญเติบโต
ก็ต่อเมื่อเราฟังแล้ว
นำเอาไปปฏิบัติ
นำเอาไปเป็นชีวิตของเรา

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2018
https://www.youtube.com/watch?v=-NeuD5adrHU

🎸พระวาจาบันดาลชีวิต
http://youtu.be/6dCL-sDCWlo

🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันศุกร์ที่ 27 กรกฏาคม 2018
อ่าน
ยรม 3:14-17
มธ 13:18-23

ความเข้าใจกัน เป็นสิ่งที่สำคัญ
พระเยซูเจ้าจำเป็นต้องอธิบาย อุปมา เรื่อง ผู้หว่าน
เพื่อให้ศิษย์และผู้ติดตามได้เข้าใจ
ความหมายของพระวาจา
เพื่อการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง

เพื่อรักษา สัมพันธภาพที่ยืนยาว มั่นคง ถาวร
เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกเยเรมีย์ยืนยัน
พระเจ้าทรงรับรู้ เข้าใจในสภาพประชากรของพระองค์

หมายเหตุ
ความรัก อาจนำคนสองคน
ให้มาพบ และอยู่ด้วยกัน
แต่ ความเข้าใจ จะทำให้ทั้งสอง อยู่กันด้วยดี

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 27 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“ฟังพระวาจาแล้วเข้าใจ...” (มธ 13:18-23)

เข้าใจคือ เข้าถึงใจ

และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเอง

หรือสิ่งที่เรียกว่า “การกลับใจ”

การกลับใจ นำไปสู่การรักษาจากพระเจ้า

หากเราไม่ต้องการเข้าใจ เราก็ไม่ต้องการการกลับใจ

และนั่นคือเราก็ไม่ต้องการการรักษาจากพระเจ้า

วันนี้ ฉันยังจะทำใจให้ปิดอยู่หรือเปล่า

ฟังแล้วฟังเล่า แต่ไม่เข้าใจ

เพราะไม่อยากเข้าใจ ไม่อยากกลับใจ

ฉันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า...

________________

สองวันก่อน คือวันพุธที่ 25 กรกฎาคม นั้น โดยความบังเอิญจากความผิดพลาด บทไตร่ตรองของผมตอนเช้า ก็เป็นเรื่องของผู้หว่าน ซึ่งเป็นพระวรสารประจำวัน ไม่ใช่พระวรสารในวันฉลองนักบุญยากอบ แต่ก็ทำให้ผมได้ไตร่ตรองพระวาจาทั้งสองตอนในวันนั้น ผมได้ไตร่ตรองเรื่องผู้หว่านตอนเช้า และพระวรสารประจำวันนั้นในตอนบ่าย

วันนี้ พระวรสารเรื่องผู้หว่านที่พี่น้องแม้ไม่ได้ยินในพิธีกรรมในสัปดาห์นี้ แต่พี่น้องคงคุ้นเคยอยู่แล้ว เมื่อวันนี้ เป็นวันที่พระวรสารอธิบายความหมายของพระวาจาสองวันก่อน... พระเยซูเจ้าได้อธิบายว่า เมื่อคนหนึ่งฟังพระวาจาเรื่องอาณาจักรสวรรค์แล้วไม่เข้าใจ มารร้ายก็เข้ามาและถอนสิ่งที่หว่านลงในใจของเขาไปเสีย นั่นได้แก่เมล็ดที่ตกอยู่ริมทาง... เมล็ดที่ตกบนหิน คือผู้ที่ได้ฟังพระวาจาและได้รับไว้ทันที แต่เขาไม่มีรากในตัว จึงไม่มั่นคง เมื่อเผชิญความยากลำบาก หรือถูกเบียดเบียนเพราะพระวาจานั้น เขาก็ยอมแพ้ทันที... เมล็ดที่ตกในพงหนาม คือผู้ที่ฟังพระวาจา แต่ความวุ่นวายทางโลก ความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติเข้ามาบดบังพระวาจาไว้ จึงไม่เกิดผล... ส่วนเมล็ดที่หว่านลงในดินดี คือบุคคลที่ฟังพระวาจาแล้วเข้าใจ จึงเกิดผลมากมายหลายเท่า...

ผมได้แบ่งปันการไตร่ตรองวันก่อนว่า ชีวิตคริสตชน ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีอุปสรรค สภาพดินชนิดต่างๆ นั้น คือชีวิตของเราที่ผันเปลี่ยนไปมา ซึ่งต้องการพระหรรษทานของพระเจ้าค้ำจุนช่วยเหลือเสมอ แม้การจะเป็นดินดี เราก็ต้องการพระเจ้าช่วยเราด้วย และที่สุด แม้การเป็นดินดีแล้วก็เถอะ เราก็ต้องการพระเจ้าเป็นผู้ดูแลเราอีก เพื่อเราจะปลอดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “วัชพืช” ที่คอยเบียดเบียนเรา ทำให้เราโตไม่ได้ หรือโตไม่เต็มที่

วันนี้ ในการอธิบายของพระเยซูเจ้า พระองค์ตรัสว่า “ฟังพระวาจาและเข้าใจ...” คำนี้ครับ ที่ผมไตร่ตรองต่อจากเมื่อวานนี้ เมื่อพระองค์ตรัสถึงคนที่ไม่ยอมเข้าใจ และบางครั้งก็ไม่อยากเข้าใจ เพราะไม่อยากกลับใจ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงตนเอง... และพระองค์จะได้ไม่ต้องรักษาเขา... คือทำตัวปิดหูปิดตา ไม่อยากรับรู้อะไร เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการบ้าน ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง...

“เข้าใจ” ภาษาไทยให้ความหมายดี คือมันเข้าไปถึงใจและงอกงามเกิดผลออกมาเป็นการปฏิบัติ ไม่ใช่ Understanding ที่เป็นเพียงสิ่งที่เหมือนเราสยบมันไว้ใต้เท้าได้ คือจัดการกับมันได้เท่านั้น แต่ “เข้าใจ” ในความหมายของคนไทยเรานั้น ลึกซึ้งดีจัง... คือสิ่งนี้ พระวาจาของพระเยซูเจ้านี้ ต้องเข้าไปถึงใจที่เป็นเหมือนดินแต่ละประเภท หว่านลงในใจ และเกิดผลคือ “การกลับใจ” คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราไปตามแรงผลักดันแห่งพระวาจาที่พระเจ้าทรงหว่านลงในดวงใจของเรา

ฟังพระวาจาแล้วเข้าใจ คือเข้าไปถึงใจครับ ไม่ใช่เข้าหูซ้ายออกหูขวา คือไม่ผ่านหัวใจเลย ไม่เข้าไปถึงหัวใจเลย... ปิดใจเสีย ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเห็น ไม่อยากเข้าใจอะไร เพราะเดี๋ยวจะมีการบ้านมากมายในชีวิต ขอไม่รับรู้อะไรดีกว่า...

เป็นคริสตชน ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น... ผู้ไม่รู้ ย่อมไม่ผิด... เอาอย่างนั้นดีกว่า... แต่นั้นคือการที่พระวาจาของพระองค์ไม่ได้รับการเข้าใจ คือไม่ได้เข้าไปถึงในใจที่เป็นดังดินดี และไม่สามารถเกิดผลอะไรเลย เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เสียไปอีกต่างหาก งอกขึ้นมาแล้วก็เน่าไปอีกครั้ง ไม่ได้เกิดผลอะไร...

หากฉันไม่เย็นชาจนเกินไปในการเป็นคริสตชน พี่น้องที่รักครับ คือหากว่าเราไม่ปิดหูปิดตาของเรา หากเราไม่ปิดหัวใจของเรา เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจาของพระเจ้าต้องเข้าไปถึงในใจเรา คือ “เข้าใจ” และเกิดผลในใจเราแน่นอนครับ และเราจะเห็นว่า เรามีอะไรหลายอย่างที่เราได้รับไว้เป็นการบ้าน เมื่อพระวาจาของพระองค์เกิดผลในใจเรา จากสิบเท่า กลายเป็นหลายสิบเท่า และร้อยเท่า จนเราอาจจะบอกว่า เรามีการบ้านมากมายจริงๆ ในการเป็นคริสตชน เราทำอะไรได้มากมายจริงๆ ที่เป็นผลจากความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนพี่น้องของเรา... หากเราเรียนรู้ที่จะเปิดหัวใจของเราต่อพระวาจาของพระเจ้าแล้วนั้น เราเป็นทุกอย่างเพื่อทุกคนได้ไม่ยากจริงๆ เพราะเราจะมีหลายอย่างที่เราจะทำเพื่อกันและกัน และนั่นคือการกระทำต่อพระเจ้าด้วย พระองค์ผู้ได้ตรัสว่า “ท่านได้ทำสิ่งใดกับพี่น้องที่ต่ำต้อยคนหนึ่งของเรา ท่านก็ทำสิ่งนั้นกับเรา...” ดังนั้น หากเราเย็นชาต่อพี่น้องของเรา เราก็เย็นชาต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน... 

พี่น้องที่รักครับ ไตร่ตรองดีๆ พระวาจาของพระเจ้าเกิดผลมากมายในหัวใจเราจริงๆ หากเราไม่ปิดใจของเราเสียก่อน พระวาจาจะเข้าไปถึงในใจ และงอกงามที่นั่น และพี่น้องครับ มีหลายสิ่งไม่น้อยทีเดียวที่เราสามารถทำให้เกิดผลจากการที่พระวาจาได้ถูกหว่านลงในใจเรา เราทำอะไรได้ไม่น้อยทีเดียว เพื่อพระเจ้า และเพื่อนพี่น้องของเรา

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้พระวาจาของพระองค์เข้าไปถึงหัวใจของลูก และงอกงามที่นั่น เพื่อทุกลมหายใจของลูกจะเป็นการแสดงออกซึ่งความรักร้อนรนในหัวใจรักพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องด้วยเถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 18
สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ยรม 3:14-17 / มธ 13:18-23

ท่านรู้สึกดีมากเท่าไร ที่ได้ฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้า?
พระเป็นเจ้าพร้อมที่จะตรัสกับเราแต่ละคน เพื่อเราจะเข้าใจพระวาจาของพระองค์

นิทานเปรียบเทียบของพระเยซูเจ้า คือ การเตือนคนที่ได้ยินและได้ถ่ายทอดพระวาจาของพระเป็นเจ้า อะไรที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ และไม่ตอบพระวาจาของพระเป็นเจ้า?

มีอะไรบ้างที่ทำให้เราเหินห่างจากสิ่งที่จำเป็นและมีคุณค่า และขณะที่ปล่อยให้ใจถูกครอบงำด้วยวัตถุ จะทำให้เราตกต่ำลง และชักนำเราให้ออกห่างจากขุมทรัพย์ ที่คงอยู่นิรันดร

พระเยซูเจ้าได้ทรงอธิบายนิทานเปรียบเทียบเรื่องผู้หว่าน ให้แก่บรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ พื้นดินชนิดต่างๆในนิทานเปรียบเทียบ ได้แสดงให้เห็นการตอบสนอง ต่อการประกาศพระราชัยของพระเป็นเจ้า เมล็ดพันธุ์ ที่หมายถึงพระวาจาของพระเป็นเจ้า ที่ได้ถูกหว่านลงไปตามทาง หมายถึงคนที่ได้ยินพระวาจา แต่ไม่เคยรับไว้ในใจของพวกเขา และปิศาจได้ขโมยสิ่งที่ได้หว่านไว้จากพวกเขา เมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านบนพื้นดินปนหิน คือ คนที่ได้ยินพระวาจาด้วยความกระตือรืนร้น แต่ได้เหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว

เมื่อพวกเขาต้องประสบกับการเบียดเบียนและการทดลอง เมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านไว้ในพงหนาม คือ คนที่มีความเชื่อชั่วขณะหนึ่ง แต่เนื่องจากความหลงใหลในความร่ำรวย และความสาละวนฝ่ายโลก จนสูญเสียชีวิตของความเชื่อ เมล็ดที่ถูกหว่านลงบนพื้นดินดี คือ คนที่ได้ยินและตอบแทนพระวาจาด้วยความเชื่อ ชีวิตของพวกเขาจะบังเกิดผลอย่างมากมาย...

ท่านได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ ลงในใจของคนอื่นหรือไม่?..

ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดเตรียมจิตใจของลูก เพื่อให้พระวาจาของพระองค์ จะหยั่งรากและเจริญเติบโตขึ้น

เราต้องปล่อยให้พระวาจาของพระเผชิญหน้ากับเรา รบกวนความปลอดภัยของเรา บั่นทอนความพึงพอใจของเรา และลบล้างความคิดและความประพฤติของเรา

อย่าหยุดอ่านพระคัมภีร์ จนกระทั่งหัวใจของท่านอบอุ่นขึ้น อย่าให้เพียงแต่อธิบาย แต่ให้ปลุกหัวใจของท่านด้วยเปลวเพลิง

“ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือมากมาย แต่มีแต่พระคัมภีร์เท่านั้นที่อ่านจิตใจข้าพเจ้า” (นักบุญออกัสติน)

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view