สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ แห่งโลโยลา

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ แห่งโลโยลา

❤การอธิษฐานเป็นเส้นทางวิบาก...
ที่คนที่มีความเชื่อเท่านั้นจะเลือกเดิน
ความเชื่อ...
จะทำให้เราเดินต่อไปและมั่นใจ...
แม้ว่ายังไม่เห็นว่าคำตอบจะมาเมื่อไร

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 2018
ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ เด โลโยลา พระสงฆ์
https://www.youtube.com/watch?v=ZooZPqrSjpw

💠 Hallelujah
https://youtu.be/twGVo_IRR_c

🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 31 กรกฏาคม 2018

สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm. 

“โปรดอธิบายเรื่องข้าวละมานในนาเถิด...” (มธ 13:36-43)

คริสตชนถูกเรียกมาอย่างพิเศษ

แม้ว่าเราจะถูกทดสอบอย่างพิเศษด้วย

เพื่อจะได้มั่นใจว่าเราเป็นผู้ที่ได้รับการเรียกและเลือกมาอย่างพิเศษ

เราก็ได้รับพระพรและความช่วยเหลืออย่างพิเศษด้วย

ดังนั้น...

หากไม่มีพระองค์แล้ว

ก็ไม่มีสิ่งใดมั่นคง ไม่มีสิ่งใดศักดิ์สิทธิ์

ฉันจึงต้องเข้าพึ่งความช่วยเหลือจากพระองค์

ด้วยเหตุผลประการฉะนี้เอง

________________

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงแยกจากประชาชนเข้าไปในบ้าน... ทำไมต้องเป็นเวลาที่ทรงแยกจากประชาชนเข้าไปในบ้าน ดูเหมือนว่า เป็นเวลาสำคัญของบรรดาศิษย์ที่จะอยู่กับพระองค์ และถามสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจต่อพระองค์... และแท้จริง เวลานั้นเอง เป็นเวลาที่บรรดาศิษย์เข้ามาทูลว่า “โปรดอธิบายเรื่องข้าวละมานในนาเถิด” สิ่งที่น่าสนใจในการไตร่ตรองของผมเช้านี้คือ ทำไมต้องเป็นเวลานั้น ทำไมต้องเป็นช่วงนั้น ทำไมไม่ถามตั้งแต่ที่อยู่ด้วยกันกับประชาชน... เอาละครับ ผมขออนุญาตออกนอกกรอบแนวคิดเทววิทยาด้านพระคัมภีร์สักนิด แม้ว่าพระคัมภีร์จะมีการบันทึกเรื่องเหล่านี้ ที่เรามองเห็นสองด้าน คือ บางครั้งพระองค์ตรัสรวมๆ กับทุกคน เช่นคำสอนเรื่องความสุขแท้ ที่ได้ตรัสกับทุกคน เพราะนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคน แต่ก็อาจจะมีอีกบางเรื่อง ที่เป็นเรื่องที่พระองค์ตรัสเมื่ออยู่กับบรรดาศิษย์ตามลำพัง เหมือนกับทรงเน้นว่า บรรดาศิษย์ของพระองค์ต้องมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นๆ แน่ๆ...

เช้านี้ ผมขอไตร่ตรองท่าทีของบรรดาศิษย์กับท่าทีของตนเองหน่อยนะครับ ขอออกนอกกรอบแนวคิดทางเทววิทยาด้านพระคัมภีร์หน่อยครับ... เช้านี้ ผมมองท่าทีนี้ด้วยความหมานสะท้อนภาพถึงตนเองครับ... ทำไมบรรดาศิษย์ไม่กล้าถาม หรือไม่ถามต่อหน้าฝูงชน แต่มาถามในที่ส่วนตัวเมื่ออยู่กับพระเยซูเจ้าครับ... สำหรับผมเช้านี้ ผมคิดว่า นี่คือเรื่องที่สำคัญทีเดียว ที่หากเป็นผม ผมก็คงไม่กล้าถามท่ามกลางฝูงชนเช่นกัน ไม่กล้าถามพระเยซูเจ้าต่อหน้าสัตบุรุษหรอก แต่จะหาโอกาสถามพระองค์ส่วนตัวครับ... และมากกว่านั้น คงไม่ถามตรงๆ ด้วย แต่อาจจะมองพระพักตร์พระองค์ แล้วเปรย... แบบว่า... “ที่พระองค์ได้ตรัสนั้น... หมายความว่า...” เป็นนัยเหมือนกับว่า ผมก็เข้าใจแล้ว หากแต่ต้องการให้พระองค์ยืนยันอีกครั้งหรือ... แล้วคำตอบจากพระองค์ อาจจะเป็นการพยักหน้า หรือบอกว่า “ใช่...” ซึ่งมันคงทำให้ผมสะท้านใจจริงๆ ครับ

ทำไมผมคิดและไตร่ตรองเช่นนั้นในเช้าวันนี้ครับ... พี่น้องที่รัก จริงๆ ผมได้ไตร่ตรอง อธิบาย และแบ่งปันกับพี่น้องในเรื่องอุปมานี้ไปแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่วันนี้ เมื่อต้องมาเผชิญกับการอธิบายของพระเยซูเจ้า ผมก็ต้องมาเผชิญกับความรู้สึกของตนเองแบบนี้อ่ะครับ... ผมไม่ทราบพี่น้องจะไตร่ตรองอย่างไร แต่ในใจผม ผมเอง แม้เป็นพระสงฆ์ แต่ผมอาจจะยังไม่เข้มแข็งพอกระมัง เพราะผมยังรู้สึกและคิดเช่นนี้... ครับ ผมยอมรับว่า แม้เป็นพระสงฆ์ หลายครั้ง ผมก็ไม่ได้พ้นความรู้สึกแบบคนอื่นๆ หรอกครับ ผมไม่อาจเข้มแข็งได้มากมายอะไรนักหรอก หากไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือและพระหรรษทานจากพระเจ้าที่ค้ำจุนไว้ พลาดได้ครับ พระสงฆ์ก็อาจจะพลาดได้เหมือนกันครับ...

เช้านี้ หากผมอยู่กับพระองค์ตามลำพัง ผมจะว่าอย่างไร... พี่น้องครับ นี่คือท่าทีของผมเช้านี้จริงๆ ครับ... “พระเจ้าข้า อย่างนั้นเลยหรือ...” และพระองค์คงตอบผมว่า “เธอเข้าใจถูกต้องแล้ว” ความรู้สึกในหัวใจผมเป็นเช่นใด... คงต้องบอกว่ากลัวครับ และกลัวอะไร...  

พี่น้องที่รัก ผมและพี่น้อง วันนี้ เมื่อเทียบกับบรรดาศิษย์ของพระเยซู พวกเราได้รับการอธิบายเรื่องข้าวละมานในนาแล้วครับ พวกเราเข้าใจความหมายดีครับ... แล้วด้วยเหตุนี้เอง ที่ผมกลัวครับ... กลัวอะไร... เพราะจริงแล้วครับ ที่เราอยู่ท่ามกลางข้าวละมาน แม้เราจะถูกปลูกไว้เป็นข้าวสาลีครับ แต่ พระทัยดีของพระเจ้าครับ พระองค์ประทานเวลา... จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวครับ นั่นหมายความว่า ทุกคนมีเวลาที่ต้องสรุปชีวิตของตนครับ และมันจะเศร้ามากสักเพียงใด หากวันนั้น ผมเอง ผมอาจจะกำลังท้อแท้ และประชดชีวิตในความชั่วช้า ทั้งที่อาจจะดีมาทั้งชีวิต แต่สุดท้าย ผมกลับทนไม่ได้ต่อโลกที่เอารัดเอาเปรียบผม... เหมือนคำพูดในละครเชิงประชดประชันว่า... “เอาล่ะ เมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี ฉันจะขอเลวให้สุดๆ บ้างล่ะ...” ในนาทีนั้น ความรอดพ้นจะหลุดไปจากผมทันทีครับ แต่ในขณะที่ว่า ชีวิตที่แสนดีของเราคริสตชน หากว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเราให้ดีขึ้น คนที่ไม่ดีที่เราเคยเห็น เขาอาจจะกำลังกลับใจ และเขาจะได้รับความรอดพ้นครับ แต่พวกเราที่กำลังท้อแท้ และกำลังจะทิ้งทางของพระเจ้า วิถีชีวิตคริสตชน เราจะสูญเสียความรอดพ้นครับ... คำตอบของพระเยซูเจ้าในพระวรสารตอนอื่นๆ... “ผู้ที่เพียรทนถึงที่สุด เขาจะรอด” นี่แหละครับ สิ่งที่ผมกลัวที่สุด กลัวความไม่อาจรักษาความเพียรอดทนไว้จนถึงที่สุดครับ... 

พี่น้องที่รักครับ ไม่มีใครรอดพ้นจากความบาปได้หรอกครับ หากพระเจ้าไม่ทรงประทานพระกรุณาและพระเมตตาของพระองค์ค้ำจุนเราไว้ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องวอนขอคงจะมีสิ่งเดียวคือ ขอให้เราเป็นคริสตชน เป็นลูกที่ดีของพระเจ้าจนถึงที่สุด ขออย่าให้เรากลายพันธุ์ไปเป็นข้าวพันธุ์เลวเลย เพราะเวลานั้น ข้าวพันธุ์เลวที่ซึมซับความดีของเรา พวกเขากำลังจะเป็นข้าวพันธุ์ดีครับ แต่เรากลับจะสูญเสียความรอดพ้นไป เพราะการขาดความเพียรทน

ข้าแต่พระเจ้า ปราศจากพระองค์ ก็ไม่มีสิ่งใดมั่นคง ไม่มีสิ่งใดศักดิ์สิทธิ์ ขอทรงประทับอยู่ตรงนี้ และช่วยลูกให้เพียรทนจนถึงที่สุดเถิด พระเจ้าข้า เพื่อลูกจะได้เป็นลูกที่ดีของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 18 สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ระลึกถึงนักบุญอิกญาซีโอ แห่งโลโยลา
บทอ่าน ยรม 14:17-22 / มธ 13:36-43
พระเยซูเจ้าได้ละจากฝูงชน ซึ่งได้ปฏิเสธที่จะเชื่อพระวาจาของพระองค์ และได้สั่งสอนบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ โดยได้อธิบายให้พวกเขาฟังนิทานเปรียบเทียบ เรื่องวัชพืชที่เติบโตท่ามกลางข้าวสาลี พระองค์ได้บอกพวกเขาว่า พระองค์คือผู้หว่าน ซึ่งได้หว่านเมล็ดพันธุ์ของพระวรสารในโลกนี้ ใครก็ตามที่ได้ยินและปฏิบัติตามพระวาจา คือ บุตรของพระราชัยสวรรค์ ขณะที่วัชพืชหมายถึง ลูกหลานของสิ่งชั่วร้าย พระเยซูเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า พระเป็นเจ้าทรงอดทน และอนุญาตให้พวกมันเจริญชีวิตควบคู่กันไป จนกระทั้งถึงเวลาการเก็บเกี่ยว ในวันพิพากษา
อิกญาซีโอเกิดในปี 1491ที่เมืองโลโยลา ประเทศสเปน ได้รับบาดเจ็บที่เท้า จากการสู้รบที่เมืองปัมเปลูนาในปี 1521จึงทำให้ท่านเป็นคนพิการตลอดชีวิต ระหว่างที่กำลังรื้อฟื้นสุขภาพ ท่านได้มีโอกาสอ่านหนังสือชีวประวัติของพระเยซูเจ้า และของนักบุญทั้งหลาย การอ่านหนังสือเหล่านี้ และการที่มีโอกาสได้สวดภาวนา ทำให้ท่านได้รับการเปลี่ยนแปลง หลังจากที่ได้รับสุขภาพคืนมาแล้ว ท่านได้ปฏิญาณถือพรหมจรรย์ ได้ถอดดาบออกมา และวางไว้บทพระแท่นของพระนางพรหมจารีแห่งมอนต์เซอร์รัต ต่อมาท่านได้เดินทางมากรุงโรม และแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้ท่านมีโอกาสทำให้ชาวมุสลิมกลับใจ การรำพึง การสวดภาวนา การเห็นภาพนิมิต ทำให้ท่านได้แต่งหนังสือพระวินัยสำหรับคณะเยซูอิต ในวันที่ 15 สิงหาคม 1534 ท่านได้พำนักอยู่ที่กรุงโรม เพื่อเป็นผู้นำคณะเยซูอิต ต่อมาสุขภาพของท่านไม่ดี และเกือบจะตาบอดก่อนสิ้นชีวิต ในปัจจุบันคณะเยซูอิตมีมหาวิทยาลัยทั่วโลกประมาณ 500 แห่ง มีสมาชิกประมาณ 30000 คน และสอนเรียนนักศึกษาประมาณสองแสนคนในแต่ละปี ท่านได้สวดภาวนาว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ผู้พระทัยดี โปรดสอนลูกให้เป็นคนมีใจเมตตากรุณา ให้ยินดีรับใช้พระองค์ ตามที่พระองค์สมควรจะได้รับ ให้เป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้ต่อสู้ โดยไม่สนใจบาดแผล ให้ปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่แสวงหาการพักผ่อน ให้ลงมือทำงาน โดยไม่หวังรางวัล ขอเพียงแต่รู้ว่า ได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view